วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
ปัญหาการเรียกคืนเบี้ยผู้สูงอายุ จากบุคคลที่ได้รับเงินสวัสดิการ หรือสิทธิประโยชน์อื่นร่วมด้วย
เท่าที่ติดตามจนถึงบัดนี้ ยังไม่มีกรณีทุจริต
ประชาชนที่ได้รับไป ต่างได้รับไปจริงๆ ตามยอดเบิกจ่ายของกรมบัญชีกลางจริงๆ ไม่ได้รั่วไหลไปเข้ากระเป๋าเจ้าหน้าที่ หรือใครอื่นที่ไหน
เพียงแต่ว่า คนเหล่านั้นได้รับเงินที่ถูกนิยามว่าเป็นเงินสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นอยู่ด้วย แล้วขัดต่อกฎระเบียบของการจ่ายเบี้ยยังชีพคนชรา
1. นายกฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้คำมั่นไปแล้วว่า ผู้สูงวัยทั้งหลายไม่ต้องกังวล ไม่ต้องรีบไปหากู้ยืมเงินมาจ่ายคืน ไม่ต้องเครียดจะขึ้นโรงขึ้นศาล ฯลฯ
“...เรื่องเบี้ยผู้สูงอายุนั้น ทางกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ชัดเจนก่อน และให้ชะลอการเรียกคืนหรือฟ้องร้องเอาไว้ก่อนแล้ว ตอนนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบและแก้ไขความคลาดเคลื่อนของข้อมูลต่างๆ กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการพัฒนาสังคมฯที่ดูแลเรื่องผู้สูงอายุ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นคนจ่ายเงิน และกรมบัญชีกลางที่ดูเรื่องการเบิกจ่ายให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทุกฝ่ายกำลังคุยกันว่าจะมีทางออกอย่างไร
ขอให้คุณตาคุณยายไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมรับปากจะดูแลให้ ผมเข้าใจความรู้สึกของท่านดี ท่านไม่ได้ทำอะไรผิด ทางเจ้าหน้าที่ก็ทำตามระเบียบ อย่างไรก็ดีทางออกมีอยู่แล้วโดยไม่มีใครต้องเดือดร้อน รอสักหน่อยนะครับ และไม่ต้องกังวลว่าจะต้องไปหาเงินมาใช้คืนหลวงหรือจะต้องขึ้นศาล ผมจะจัดการให้ทุกอย่างเรียบร้อยครับ #ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” – แฟนเพจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
2. นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ข้อมูลชัดเจนว่า สาเหตุพบว่าสืบเนื่องจากจำนวนประชากรผู้สูงวัยเพิ่มจำนวนมากขึ้น เมื่อปี 2561 กรมบัญชีกลาง กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และกรมกิจการผู้สูงอายุ ได้บูรณาการตัวเลขเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนผู้ที่ได้รับสิทธิเบี้ยยังชีพคนชรา
ปรากฏว่า จำนวนประชากรผู้สูงวัย 12 ล้านคน มีผู้ขอใช้สิทธิ์ 10.1 ล้านคน และพบว่ามีการรับสิทธิซ้ำซ้อน 15,300 คน
จะเห็นว่า ส่วนใหญ่ 99.99% ไม่มีปัญหา ถูกต้อง มีเพียง 0.0001% เท่านั้นที่เป็นข้อผิดพลาด
โดยในส่วนผู้สูงอายุที่รับเงินซ้ำซ้อนนั้นได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าในจำนวน 15,300 คน มีการได้รับเงินบำนาญพิเศษ 24 ประเภท ซึ่งต้องตรวจสอบดูว่าใครที่ได้รับมาโดยสุจริตและเป็นบำเหน็จตกทอด คณะกรรมการ
ผู้สูงอายุแห่งชาติคงจะพิจารณาหาทางออกอย่างเป็นธรรมให้กับผู้สูงอายุ ส่วนกรณีท่านใดที่เกิดได้มาโดยอาจจะแจ้งข้อมูลไม่ถูกต้อง ก็จะมีการพิจารณาเป็นรายบุคคลไป
3. ล่าสุด นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2564 เพื่อพิจารณาเรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีความซ้ำซ้อนกับสวัสดิการอื่น
รองนายกฯ นายจุรินทร์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมฯ มีความเห็นดังนี้
(1) ให้ที่คณะกรรมการเสนอต่อนายกฯ พลเอกประยุทธ์ ให้ชะลอการเรียกเงินซ้ำซ้อนคืนไว้ก่อน
(2) เห็นควรให้เสนอต่อ ครม.ให้เสนอแนวทางเยียวยาผู้รับสิทธิและเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการโดยสุจริตต่อไป
(3) คณะกรรมการเห็นควรให้มีการตั้งคณะทำงานอีกชุด โดยมอบหมายให้คณะอนุกรรมการพิจารณา ปรับปรุง และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ที่มีนายวิชัย โชควิวัฒน์ เป็นประธาน รวมถึงได้ดำเนินการพิจารณาเรื่องสิทธิซ้ำซ้อนกับเบี้ยผู้สูงอายุว่าควรมีกลุ่มใดบ้างที่ควรได้รับสิทธิซ้ำซ้อน นอกเหนือจากสิทธิพิเศษยังสามารถรับสิทธิจากเบี้ยผู้สูงอายุได้ด้วย เช่น กรณีผู้ตรวจการให้คำแนะนำว่า กลุ่มบำนาญพิเศษ เป็นต้น
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีต้องหาแนวทางต่อไปสำหรับผู้ดำเนินการโดยสุจริตว่าจะดูแลอย่างไร
คณะกรรมการฯ เห็นว่าผู้ที่รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไปแล้ว ถ้ารับโดยสุจริตก็ควรจะได้รับการดูแล สำหรับกรณีอื่นๆ ที่เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายไปแล้วนั้น ขอให้รอทางคณะรัฐมนตรีมีมติอีกครั้งเสียก่อน
ในวันที่ 10 ก.พ.นี้ จะมีการประชุมอนุกรรมการพิจารณา ปรับปรุง และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้านผู้สูงอายุ ที่บ้านราชวิถี
4. กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้กลุ่มที่รับเงินซ้ำซ้อนได้มีการคืนเงินแล้ว 6,700 ราย อยู่ระหว่างการดำเนินการแล้วประมาณ 5,000 ราย ล่าสุด ทางกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งให้ชะลอการเรียกเงินผู้สูงอายุคืนกรณีซ้ำซ้อนไว้ก่อนเพื่อรอมติจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง
น่าจะเบาใจได้ระดับหนึ่ง สำหรับผู้สูงวัยที่ประสบปัญหา
แต่ก็คงจะมีคำถามตามมาด้วยว่า ผู้สูงวัยที่นำเงินมาคืนแล้ว ควรจะได้รับประโยชน์ด้วยหรือไม่?
รัฐจะต้องเป็นฝ่ายคืนเงินที่คืนไปก่อนหน้านี้ด้วยหรือไม่?
5. ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ สะท้อนปัญหาเชิงระบบของเงินบำนาญคนชราในบ้านเรา ซึ่งมีอยู่หลายระบบ
ซ้ำซ้อนกัน และบางระบบอาจจะไม่ยั่งยืน
ปัจจุบัน เรามีเบี้ยคนชราอะไรบ้าง?
ไล่ตั้งแต่ เบี้ยยังผู้สูงอายุ บำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น บำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร กองทุนประกันสังคม กองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนสงเคราะห์กระทรวงศึกษาธิการ และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ระบบที่ผู้จะรับเบี้ยยังชีพสูงวัย ไม่ต้องมีส่วนร่วมจ่าย เพราะใช้เงินแผ่นดิน ได้แก่ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ บำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น และบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กทม.
ระบบที่ผู้จะรับเบี้ยต้องร่วมจ่ายร่วมสะสมเงินไว้ก่อน ได้แก่ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนประกันสังคม กองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนสงเคราะห์กระทรวงศึกษาธิการ และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยวิเคราะห์ว่า ระบบบำเหน็จบำนาญของประเทศไทยมีลักษณะเป็น “ปิ่นโต” หมายความว่า ประชาชนคนหนึ่งมีโอกาสจะได้รับประโยชน์จากระบบบำเหน็จบำนาญหลายระบบได้พร้อมกัน ตามลักษณะทางประชากร อาชีพ สถานะการทำงาน และสถานที่ทำงาน ซึ่งบางคนอาจมีปิ่นโตหลายชั้น ขณะที่บางคนอาจมีปิ่นโตเพียงชั้นเดียว ทำให้กลุ่มคนบางส่วนของสังคม เช่น แรงงานนอกระบบ มีเพียงเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทำให้คนกลุ่มนี้ขาดความมั่นคงทางด้านรายได้ ขณะเดียวกันจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลต่อสถานะการคลังของรัฐบาลด้วย
6. เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ประชากรผู้สูงอายุมากขึ้น ปัญหานี้ก็เลยปรากฏชัดขึ้น
อันที่จริง ก่อนหน้านี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ได้เคยผ่านรายงานวาระปฏิรูปที่ 30 : การปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ดำเนินการโดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสและคณะกรรมการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย
ในรายงานดังกล่าว มีข้อมูลและข้อเสนอแนะที่น่าสนใจหลายประการ
บางเรื่อง ปัจจุบันรัฐบาลก็ได้ดำเนินการสำเร็จไปก่อนนี้แล้ว อาทิ กองทุนการออมแห่งชาติ, การปลดล็อกให้ประชาชนสามารถปลูกไม้ยืนต้นบนที่ดินกรรมสิทธิ์ เพื่อเป็นการออมในรูปต้นไม้ของประชาชน เป็นต้น
แต่ข้อเสนอแนะหลายเรื่องในรายงานดังกล่าว ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการเป็นรูปธรรม
ยกตัวอย่าง
มาตรการพัฒนาระบบบำนาญแห่งชาติ อาทิ เปลี่ยนสถานะของกฎหมายของเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุจาก “ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุ” ให้เป็น “พระราชบัญญัติบำนาญพื้นฐาน” เพื่อสร้างระบบบำนาญชั้นที่ 1 เพื่อคุ้มครองขั้นพื้นฐานด้วยสิทธิสมกับการเป็นผู้สูงอายุ มิใช่การให้เบี้ยยังชีพเป็นลักษณะสงเคราะห์ที่ให้ความรู้สึกเชิงลบกับผู้รับที่เคยทำคุณประโยชน์กับครอบครัวและสังคม นอกจากนี้ การให้เบี้ยยังชีพโดยออกเป็นระเบียบกระทรวงอาจเป็นเหตุให้เกิดการนำไปใช้เพื่อประชานิยมปรับเปลี่ยนอัตราโดยขาดกลไกที่รัดกุมทางการคลัง โดยบำนาญพื้นฐานต้องไม่สูงมากจนเกินไปจนทำให้เกิดภาระทางการเงินการคลัง และบำนาญ
พื้นฐานทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุตกอยู่ในภาวะยากจน ในเบื้องต้นอาจใช้เกณฑ์เส้นความยากจน
ด้านอาหารช่วยกำหนดระดับของเงินบำนาญพื้นฐาน ฯลฯ
ในโอกาสนี้ รัฐบาลควรชี้แจงแถลงไขภาพรวมของประเทศ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบเสียด้วย เพื่อให้ประชาชนร่วมกันตระหนัก และยกเครื่องระบบบำนาญที่มีอยู่ อย่างน้อยก็เรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงวัย ไม่ว่าจะเรื่องตัวเงิน เรื่องความซ้ำซ้อน ย่อมจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชน
สารส้ม

ปตท.-บางจาก ประกาศราคาใหม่ ดีเซลพรีเมียม ทะลุลิตรละ 70 บาท
มิว นิษฐา รีวิวชีวิตคู่ 6 ปีกับ เซนต์ ลุ้นมีลูกคนที่สาม เผย มาริน-มาคิน มาเติมเต็ม
ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลฐานปฏิบัติการ เนิน 469-เนิน 741 อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
แผ่นดินไหวขนาด 5.9 เขย่าอัฟกานิสถาน สะเทือนไกลถึงปากีสถาน-อินเดีย
โซเชียลลุกเป็นไฟ ลิซ่า ลลิษา - เดียร์น่า ล่องเรือสุดหรู แท็กทีมแซ่บดีกรีความฮอตพุ่งปรี๊ด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี