วันพุธ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564
วัคซีนโควิด-19 ที่ผ่านมาตรฐานองค์การอนามัยโลกยังใช้ได้ทุกชนิด ทุกยี่ห้อ
ป้องกันการติดเชื้อได้มาก-น้อยแตกต่างกัน
ลดการป่วยหนักและการเสียชีวิตได้จริง จึงช่วยลดความแออัดของระบบสาธารณสุขได้มาก
ผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความพยายามเรียกร้องกดดันข่มขู่ในทำนองว่า จะให้เอาวัคซีนชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นหลัก เชิดชูวัคซีนยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งราววัคซีนเทวดา ทั้งๆ ที่ฉีดแล้วเจอสายพันธุ์เดลต้ามันก็มีคนป่วยและคนตายเห็นๆ ในอิสราเอล+สหรัฐ และอื่นๆ
ข้อเรียกร้องแบบนี้ ราวกับเป็นเซลส์ขายวัคซีนยี่ห้อนี้ประหนึ่งว่าต้องยอมทุกอย่างเพื่อให้เขาส่งของให้เรา ถ้ารัฐบาลซื้อไม่ได้ต้องลาออกไป เอาคนที่ซื้อได้เข้ามาแทน ถ้าแบบนี้จะต่างอะไรกับเป็นประเทศราชของเจ้าของวัคซีนยี่ห้อนี้ และที่สำคัญ คือ ปัจจุบัน ปัญหาคือของมันขาดตลาด ไทยจองไว้แล้ว จะได้ของราวไตรมาส 4 แล้วจะกดดันให้เป็นวัคซีนหลักไปเพื่ออะไรอีก (ตอนนี้รัฐบาล
ก็กำหนดให้วัคซีน mRNA เป็นวัคซีนหลัก ฉีดฟรีอยู่แล้ว แต่รอของ)
ที่บิดเบี้ยวเลวร้าย คือ คนยังไม่ได้ฉีด “เข็มแรก” มีอยู่หลายสิบล้านคน กลับจะมาห้ามนำเข้า เลิกซื้อวัคซีนยี่ห้อที่เราสามารถนำเข้ามาจริงๆ ได้เร็วที่สุด แทนที่จะเรียกร้องให้นำเข้ามาทุกชนิด ทุกยี่ห้อ (ที่ผ่านมาตรฐานการแพทย์) อะไรได้เร็วเอาหมด
1. วัคซีนแอสตราเซเนกา
ผมเห็นด้วยกับแนวทางของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ในการที่จะออกประกาศกำหนดสัดส่วนการส่งออกวัคซีนโควิด ภายนอกราชอาณาจักร เป็นการชั่วคราว หากการเจรจาเพื่อให้จัดส่งวัคซีนแก่ประเทศไทยเดือนละ 10 ล้านโดสไม่เป็นผล
วัคซีนที่แอสตราฯ จัดส่งให้ไทย นำมาจากโรงงานผลิตในประเทศเอง อยู่ภายใต้กฎหมายไทย
วันที่แอสตราฯ เลือกให้มีโรงงานผลิตวัคซีนในประเทศไทย ย่อมรู้หรือควรรู้ว่า ประเทศไทยมี พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2561 มาตรา 18 ภาครัฐอาจกำหนดสัดส่วนการส่งออกวัคซีนเป็นการชั่วคราวได้ เพราะเป็นกฎหมายที่มีอยู่ก่อนจะตั้งโรงงานในไทย
สมมุติว่า กำหนดสัดส่วนการส่งออกให้ส่งออกได้ 1 ใน 3 ของปริมาณการผลิตในประเทศ หากแอสตราฯ ผลิตได้เดือนละ 15 ล้านโดส ก็ยังส่งออกได้ 5 ล้านโดสที่เหลือ 10 ล้านโดสก็ใช้ในประเทศ และไม่ใช่ใช้ฟรีใช้ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้นั่นเอง
หากต้องการส่งออกมากขึ้น แอสตราฯ ก็ย่อมทำได้ โดยเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้น ก็จะสามารถส่งออกได้มากขึ้นตามสัดส่วน
แนวทางนี้ จะมีผลกระทบแน่นอน สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยความร่วมมือช่วยเหลือของแอสตราฯ แต่เป็นยาขมที่จำเป็นต้องทำ หากแอสตราฯ ไม่ช่วยเรา แล้วเราจะปล่อยให้คนไทยรอคอยวัคซีนไปเรื่อยๆ อย่างนั้นหรือ
ในส่วนของญี่ปุ่น ได้ประกาศมอบวัคซีนแอสตราเซเนกา จำนวน 1 ล้าน 5 หมื่นโดสให้ไทย และวัคซีนดังกล่าวได้ส่งมาถึงไทยแล้วเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา
2. การจัดซื้อ การแลกเปลี่ยน (vaccine swap) และการรับความช่วยเหลือ
รัฐบาลได้สั่งการกระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการทางการทูต เพื่อการจัดหาวัคซีนโควิด-19 จากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของการจัดซื้อ การแลกเปลี่ยน (vaccine swap) และการรับความช่วยเหลือ โดยได้ติดต่อประสาน เพื่อจัดซื้อวัคซีนจากแหล่งต่างๆ เช่น จีน สหรัฐฯ รัสเซีย ฝรั่งเศส และอินเดีย
ในส่วนของจีน วัคซีนเชื้อตาย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับฝ่ายจีน เพื่อผลักดันการจัดหาวัคซีนให้ไทยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 ในการเยือนไทยของนายหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของจีน หลังจากนั้น กระทรวงการต่างประเทศได้มีการหยิบยกเรื่องวัคซีนกับจีนในทุกโอกาส กระทั่งวันที่ 22 เมษายน 2564 ฝ่ายจีนได้ประกาศและส่งมอบวัคซีน Sinovac จำนวน 1 ล้านโดสให้กับไทย นอกเหนือจากการอำนวยความสะดวกในการจัดซื้อวัคซีนเพิ่มเติม
ในส่วนของสหรัฐ ได้มีการหารือผลักดันการจัดหาวัคซีนกับสหรัฐมาตลอด ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือกับผู้ช่วยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขอให้สหรัฐฯ พิจารณาจัดสรรวัคซีนให้กับประเทศไทย กระทั่งวันที่ 3 มิถุนายน 2564 รัฐบาลสหรัฐฯได้ประกาศมอบความช่วยเหลือวัคซีนของสหรัฐฯ รวม 80 ล้านโดสให้กับประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย (ไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดส คาดว่าจะมาสิ้นเดือน ก.ค.)
แนวทางที่น่าจะมีโอกาสความเป็นไปได้สูงหลังจากนี้ คือ vaccine swap หรือการเพื่อแลกเปลี่ยนหยิบยืม
วัคซีนกัน เพราะหลายประเทศเริ่มมีวัคซีนส่วนเกินในระยะสั้น และรัฐบาลสหรัฐเองก็มีนโยบายเปลี่ยนจากเดิมที่เคยไม่ส่งออก ในส่วนของการเจรจาการทำ vaccine swap กระทรวงการต่างประเทศไทยได้ยืนยันว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 กระทรวงการต่างประเทศได้เจรจากับหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา และสหรัฐฯ เชื่อว่า อาจจะมีพอแลกเปลี่ยนกันได้ตั้งแต่กันยายน 2564 เป็นต้นไป
3. วัคซีน mRNA
เป็นนโยบายของผู้ผลิตวัคซีน ที่จะขายให้ตัวแทนรัฐบาลระดับชาติเท่านั้น
และที่ผ่านมา ตัวแทนภาครัฐก็ได้อธิบายแจกแจง แสดงหลักฐานการติตด่อประสานงาน เจรจา สั่งจองสั่งซื้อ วัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นา จากตัวแทนผู้จัดจำหน่ายที่ถูกกฎหมาย
ล่าสุด ทราบว่าจะมีการยื่นข้อเสนอไปที่บริษัทไฟเซอร์ เพื่อสั่งซื้อวัคซีนเพิ่มขึ้นอีก
ยกตัวอย่าง ไทม์ไลน์การจัดหากรณีไฟเซอร์ 20 ล้านโดสแรก ที่รัฐจัดหามาฉีดฟรีเป็นวัคซีนหลัก
วันที่ 16 เมษายน 2564 ประชุม ศบค. ครั้งที่ 5/2564 มีมติจัดหาวัคซีน
วันที่ 29 เมษายน 2564 ลงนาม CONFIDENTIAL DISCLOSURE AGREEMENT
วันที่ 10 มิถุนายน 2564 ลงนาม Binding Term Sheet
วันที่ 11 มิถุนายน 2564 ไฟเซอร์ขอแจ้งขึ้นทะเบียน
วันที่ 24 มิถุนายน 2564 อย.ประกาศขึ้นทะเบียน
วันที่ 26 มิถุนายน 2564 วัคซีนไฟเซอร์ส่งเอกสารสัญญา Manufacturing and Supply Agreement
วันที่ 28 มิถุนายน 2564 ส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุด
วันที่ 6 กรกฎาคม 2564 ครม.เห็นชอบ
พูดง่ายๆ คือ จองแล้ว ลงนาม Binding Term Sheet แล้ว ยืนยันจะได้ของไตรมาส 3/2564
ที่น่าสงสัยมาก คือ เหตุใดจึงมีบุคคลในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนบางคน พยายามอ้างว่าจะนำไฟเซอร์เข้ามาได้ในเดือนก.ค.นี้ 5 ล้านโดสก่อน แล้วจะตามมาอีก 20 ล้านโดส โดยที่ตัวแทนทางการของบริษัทไฟเซอร์ประเทศไทยเอง ยังยืนยันว่าใครจะนำเข้ามาจากที่อื่นไม่ได้ จะต้องผ่านเขาเท่านั้น แล้วรายที่อ้างก็ไม่ได้ผ่านทางไฟเซอร์ประเทศไทย แต่ยังมีคนบางกลุ่มพยายามช่วยกันปั่นข่าว ปั่นกระแส สร้างความสับสน และทำให้หุ้นของโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าวพุ่งขึ้นไปกว่าปัจจัยพื้นฐาน
ที่สำคัญ วัคซีนไฟเซอร์นั้น ภาครัฐตกลงจะนำเข้ามาเป็นวัคซีนหลัก ฉีดฟรีอยู่แล้ว
ต่างกับโมเดอร์นา ที่นำเข้ามาให้โรงพยาบาลเอกชนและหน่วยงานต่างๆ อาทิ สภากาชาดไทย ฯลฯ นำไปบริการประชาชนเป็นวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติม ซึ่งจะได้ราวไตรมาส 4/2564 เช่นกัน
4. ทำไมไม่เปิดเผยสัญญาวัคซีนบางตัว
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เคยให้สัมภาษณ์ กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดซื้อวัคซีน mRNA ว่ามีปัญหาล่าช้าหรือไม่? ระบุว่า ในสถานการณ์โลกเวลานี้ การซื้อวัคซีนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่เหมือนกับการซื้อของทั่วไป เพราะอำนาจอยู่ที่ฝ่ายผู้ผลิตหรือผู้ขาย ตนได้มีโอกาสดูสัญญาบางฉบับที่กระทรวงสาธารณสุขนำมาให้ตรวจดูก็รู้สึกแปลกใจ เพราะฝ่ายผู้ขายหรือผู้ผลิตบอกว่าถ้าไม่เซ็นสัญญาไม่ต้องซื้อของจากเขาและมีเงื่อนไขว่าถ้าส่งล่าช้าจะไม่รับผิดชอบ และบางยี่ห้อบอกไม่คืนเงินและเราไปคิดค่าปรับ ยึดทรัพย์ หรือฟ้องร้องอะไรไม่ได้และไม่รับผิดชอบความเสียหายใดๆ และที่สำคัญ คือ ระบุว่าห้ามเปิดเผยสัญญา เนื่องจากการขายให้แต่ละประเทศเขียนสัญญาไม่เหมือนกัน มีทั้งเอื้ออารี และเข้มงวด ถ้าใครเอาไปเปิดเผยจะขายให้ครั้งเดียวและไม่ขายให้อีกเลย ซึ่งจะเห็นว่าที่ผ่านมาฝ่ายรัฐบาลจะไม่พูดเรื่องสัญญาการซื้อวัคซีนเลย แต่ยืนยันว่ารัฐไม่ได้โกหกหรือหลอกลวง แต่ในบางเรื่องพูดไม่ได้ ทำให้บางคนที่พยายามพูดให้ดูดี จนกลายเป็นทำให้รัฐถูกมองว่าพูดกลับไปกลับมา
ล่าสุด ได้มีการเปิดเผยสัญญาวัคซีนแอสตราเซเนกาแก่ สส.ฝ่ายค้าน (บางส่วนทาบสีดำทับ เพราะเป็นความลับทางธุรกิจการค้า)
5. วัคซีนซิโนแวค
นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เขียนบทความเรื่อง“ให้ความจริงและความเป็นธรรมกับวัคซีนซิโนแวค”
เนื้อหาบางส่วนน่าสนใจมาก อาทิ
“...คนในสังคมไม่น้อย มีอคติกับวัคซีนซิโนแวคมาก อย่างไม่ได้สัดส่วนกับความเป็นจริง ถึงขนาดบอกว่าเป็นวัคซีนประสิทธิภาพต่ำไม่อยากรับ คนได้รับแล้วก็เสียดายที่ได้วัคซีนนี้
เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวว่า จนถึง วันที่ 10 ก.ค. มีบุคลากรทางการแพทย์ได้รับการฉีดวัคซีนซิโนแวคไปแล้ว เกือบ 700,000 ราย มีคนที่ติดเชื้อโควิด-19 รวม 880 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 7 ราย (5 รายยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน, 1 รายได้รับการฉีดซิโนแวค 1 เข็ม, 1 รายที่ได้รับซิโนแวค 2 เข็ม) นั่นหมายความว่า เสียชีวิต 1 ราย จากจำนวนคนที่ได้รับการฉีดครบ 2 เข็ม เกือบ 7 แสนคน
นพ.โสภณ ยังให้ข้อมูลที่เปิดเผยโดยศูนย์ควบคุมโรค CDC สหรัฐอเมริกาว่า จนถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 มีคนอเมริกาที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม เสียชีวิต 750 ราย โดยที่อเมริกาใช้แต่วัคซีน mRNA เกือบทั้งหมด นั่นคือ คนที่ฉีด ซิโนแวคหรือคนที่ฉีดวัคซีน mRNA ก็มีการ เสียชีวิตเหมือนกัน
ที่สรุปกันตอนนี้คือ วัคซีนทุกชนิด ลดการป่วยหนักและเสียชีวิต แม้ว่าจะไม่ 100% และวัคซีนซิโนแวคจะป้องกันการติดเชื้อ/แพร่เชื้อได้น้อยกว่าวัคซีนที่ทำด้วยเทคนิคแบบใหม่
จะไม่พูดถึงการเมืองเรื่องการจัดหาวัคซีน เพราะมีคนพูดกันมากอยู่แล้ว
แต่อยากให้ลองคิดว่า หากในช่วงเวลาที่ผ่านมา หากประเทศไทยไม่ได้มีวัคซีนซิโนแวค ฉีดให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนอื่นๆ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในกลุ่มบุคลากรทาง การแพทย์รวมทั้งประชากรกลุ่มอื่นๆ จะเป็นอย่างไร จะมีคนตายมากกว่านี้อีกเท่าไร
ลองคิดดูว่า วัคซีนที่เราจะมีโอกาสได้มาใช้ในจำนวนที่มากพอและเร็วที่สุด คือ แอสตราเซเนกา เราหามาได้เร็วและมากเท่าซิโนแวคที่เราใช้ไปแล้วหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงว่าวัคซีนพวก mRNA เราจะได้มาเมื่อไร และเท่าไร
เราจึงควรให้ความยุติธรรม และยอมรับคุณค่ากับสิ่งที่วัคซีนซิโนแวคได้ทำประโยชน์แก่สังคมไทยส่วนรวมไปแล้ว ในสภาพการณ์และสถานการณ์จริงในช่วงเวลานั้นๆ ส่วนเมื่อสถานการณ์การระบาดของโรคเปลี่ยนไป เชื้อโรคมีการกลายพันธุ์ ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนเปลี่ยนไป วัคซีนที่เหมาะสมในสถานการณ์ใหม่ จะเป็นตัวไหนอย่างไร เป็นเรื่องที่เราต้องว่ากันไปตามเหตุและผล เพื่อแสดงถึงวุฒิภาวะของสังคมไทยว่า เราใช้สติ ไม่ใช่เพียงอคติในการวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย” - ประกิต วาทีสาธกกิจ 18 ก.ค.2564
สรุป คือ อย่าให้ใครเอาวัคซีนมาปลุกปั่นเพื่อ
หวังผลทางการเมืองของกลุ่มตัวเอง
แต่ผู้เกี่ยวข้องควรเร่ง “ผ่าทางตันวัคซีน” และสังคมก็ต้องตระหนักว่า วัคซีนไม่ใช่ยาวิเศษ แม้ฉีดวัคซีนแล้ว ก็ยังต้องร่วมแรงร่วมใจในมาตรการสังคมป้องกันการแพร่ระบาดต่อไป ไทยจึงจะรอด
สันติสุข มะโรงศรี

รีบหาซื้อ! ธูป ‘แม่น้ำหนึ่ง’ จุดเอง เน้นๆเลขนี้มาแน่ งวด 1 ตุลาฯ
บุรีรัมย์พบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่ม55ราย เหลือรักษาตัวอยู่ในรพ.778ราย
จยย.ตัดหน้ากระบะกะทันหันก่อนหักหลบชนเสาไฟหวิดพุ่งลงคลอง
'งูเหลือม' หิวโซบุกเขมือบแมวทั้งตัวจนท้องป่องเลื้อยหนีไม่ไหว
‘จิรายุ’บุกเขื่อนเจ้าพระยา จี้รัฐบาลสั่งผู้ว่าฯกทม.ตั้งศูนย์รับมือน้ำท่วม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี