วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569
หลังจากนี้ น่าจะมีการประชุมสภาฯ เลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่19 มี.ค. 2569
เมื่อโปรดเกล้าฯ นายกฯแล้ว นายกฯ อนุทิน ก็สรรหา ครม. นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป
คาดว่า รัฐบาลชุดใหม่จะแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาได้ก่อนหยุดยาวช่วงสงกรานต์นี้
รัฐบาลอนุทิน 2 น่าจะเริ่มต้นบริหารราชการแผ่นดินเต็มรูปแบบก่อนสงกรานต์
หลังจากนั้น การเมืองไทย ประเทศไทย จะเป็นอย่างไร? รัฐบาลอนุทิน 2 จะมีเสถียรภาพ ความมั่นคง และขับเคลื่อนแก้ปัญหาประเทศในด้านต่างๆ ได้แค่ไหน อย่างไร?
1. พรรคฝ่ายค้าน ในสภา ประชาธิปัตย์จะโดดเด่นกว่าส้ม
พรรคส้มน่าจะยังคงต้องแก้ปัญหาภายในของตัวเองต่อไป
พฤติกรรมที่มุ่งแต่จะสร้างกระแส ปั่นวาทกรรม ไม่มุ่งเน้นผลงานที่เกิดประโยชน์จับต้องได้แก่ประชาชน ยังคงเป็นปัญหากัดกินตัวเอง
ดังที่คุณธิษะณา ชุณหะวัณ อดีตสส.พรรคประชาชน กล่าวว่า “...ยังเล่นละครการเมืองเพื่อปั่นอารมณ์มวลชน แล้วใช้ความผิดหวังของผู้สนับสนุนไปเป็นอาวุธโจมตีคนอื่น แบบนี้ไม่ใช่การเมืองแห่งหลักการ แต่คือการเมืองแห่งภาพลักษณ์ ปัญหาของพรรคประชาชนไม่ใช่แค่ “แพ้โหวต” แต่คือชอบสร้างความคาดหวังเกินจริง แล้วพอผลไม่เป็นอย่างที่พูด ก็หันไปขายวาทกรรมว่าอีกฝ่าย “ตระบัดสัตย์”ทั้งที่ตัวเองก็รู้เกม รู้ตัวเลข รู้ปลายทางอยู่แล้วตั้งแต่ต้น การทำแบบนี้ซ้ำๆ คือการทำให้ประชาชนชินกับการโกหกทางการเมืองชินกับการอ้างหลักการเฉพาะตอนที่ตัวเองได้ประโยชน์ และชินกับการเล่นบทฝ่ายค้านเชิงแสดงมากกว่าการสร้างผลลัพธ์จริงให้ประเทศ พูดตรงๆ คือ เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ประชาชนมีกินมากขึ้น ไม่ได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ได้ลดค่าครองชีพ ไม่ได้เพิ่มอำนาจต่อรองให้ประชาชนในระบบการเมือง สิ่งที่ได้มีแค่คอนเทนต์ มีม และสงครามแฟนคลับในโซเชียลเท่านั้น การเมืองที่หมกมุ่นกับการเอาชนะทางวาทกรรม แต่ไม่สร้างประโยชน์จริงให้ประชาชน สุดท้ายก็เป็นเพียงการใช้ประชาชนเป็นฉากหลังของเกมพรรคการเมือง...”
นอกจากนี้ กรณีสส. ระดับผู้นำพรรค ผู้บริหารพรรค กว่า 10 คน ที่ถูกป.ป.ช. ชี้ว่ามีความผิดฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมร้ายแรง กรณีเสนอแก้มาตรา 112 ลดทอนการคุ้มครองสถาบัน ขัดกฎระเบียบ ขัดรัฐธรรมนูญ และบางคนนำไปเคลื่อนไหวยกเลิก ม.112 นอกสภาด้วยนั้น เรื่องกำลังจะถูกส่งไปที่ศาลฎีกาแล้ว
ด้วยสภาพนี้ สำหรับการเมืองของฝ่ายค้านในสภา พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่น่าจะโดดเด่นกว่าพรรคส้ม คือ พรรคประชาธิปัตย์
2. พรรคกล้าธรรมที่มี สส. ถึง 58 คนนั้น น่าจะไม่ได้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบสุดซอย
ร้อยเอกธรรมนัสและพรรคกล้าธรรม คงไม่ได้เป็นฝ่ายแค้นอย่างที่บางฝ่ายพยายามยุแหย่ และวาดหวัง
3. พรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล น่าจะร่วมรัฐบาลอย่างเรียบร้อย
เน้นประนีประนอม รอมชอม รักษามารยาท ให้ภาพการต่อสู้ดุเดือดเลือดสาดช่วงเลือกตั้งจางหายไป
คงจะไม่สร้างเงื่อนไขที่จะแตกหัก หรือเกิดภาพว่าขี่คอพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างภูมิใจไทย
ล่าสุด คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คุณยศชนันวงศ์สวัสดิ์ แถลงขับเคลื่อนนโยบายผ่าน สส. ทั้ง 74 คนของพรรคเพื่อไทย เป็นร่างกฎหมาย 45 ฉบับ มีกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน12 ฉบับ กลุ่มวางมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น 9 ฉบับ กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง 6 ฉบับ และกลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง 20 ฉบับ ครอบคลุมตั้งแต่กฎหมายส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม ไปจนถึงกฎหมายด้านอาหารและยา
ยังไม่เห็นว่าจะมีกฎหมายตัวไหนจะเป็นเงื่อนไขสายล่อฟ้าแบบนิรโทษกรรม หรือแตะ 112 หรือแตกหักกับภูมิใจไทยแต่อย่างใด
พรรคเพื่อไทยคงสรุปบทเรียนการเมือง ประคองสถานการณ์ทักษิณ ใช้เวลาเป็นรัฐบาลสร้างผลงาน
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยก็คงพยายามรีแบรนดิ้งพรรคใหม่หลังจากนี้
ประการสำคัญ ย่อมรู้ว่าพรรคแกนนำอย่างภูมิใจไทย กุมอำนาจรัฐเต็มที่ และมีออปชั่น หรือทางเลือกในการบริหารเสถียรภาพของรัฐบาลหลายทาง
4. ข้อ 2 ข้อ 3 น่าจะทำให้รัฐบาลอนุทิน 2 มีเสถียรภาพและความมั่นคงในระดับหนึ่ง
เป็นโอกาสที่จะขับเคลื่อน แก้ปัญหาประเทศชาติ ซึ่งรุมเร้าเร่งด่วนหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง
.png)
5. ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อเศรษฐกิจไทย จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคปฮอร์มุซ มองเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenario) ตามระยะเวลาของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ดังนี้
กรณีที่ 1 ความขัดแย้งระยะสั้น (1 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 15 ดอลลาร์/MMBTU ความขัดแย้งจำกัดวง และคลี่คลายได้เร็ว (โอกาสเกิด 45%)
- ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 23,307 ล้านบาท,มูลค่าการส่งออกลดลง 32,510 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 8,970 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 64,787ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 0.35%
- ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 17,286 ล้านบาทรายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 9,265ล้านบาท รวม Fiscal Cost ที่รัฐบาลต้องแบกรับ 26,551 ล้านบาท
กรณีที่ 2 สงครามภูมิภาคยืดเยื้อ (3 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์/MMBTU สงครามยืดเยื้อ ปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนาน (โอกาสเกิด 45%)
- ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 80,019 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 97,531 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 20,800 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 198,350ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 1.07%
- ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 44,736 ล้านบาทรายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 27,794 ล้านบาท รวม Fiscal Cost ที่รัฐบาลต้องแบกรับ 72,530 ล้านบาท
กรณีที่ 3 สงครามขยายวงกว้าง (6 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์/MMBTU สงครามขยายวงกว้าง ไม่มีกำหนดยุติ (โอกาสเกิด 10%)
- ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 202,885 ล้านบาท,มูลค่าการส่งออกลดลง 195,062 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 29,250 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 427,197ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 2.31%
- ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 96,186 ล้านบาทรายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 55,588 ล้านบาทรวม Fiscal Cost ที่รัฐบาลต้องแบกรับ 151,774 ล้านบาท
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ระบุว่า ความเป็นไปได้มากสุด คือสถานการณ์ความขัดแย้งกินเวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งมีโอกาสจะกระทบต่อ GDP ปีนี้ให้หายไปราว 1% โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตในกรอบ 1-1.6% แต่หากสถานการณ์รุนแรงกว่านั้น ก็อาจจะเหลือโตน้อยกว่า 1% ได้ และในกรณีที่ยืดเยื้อและบานปลาย ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะหดตัว ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ติดลบ แต่จะเป็นในทิศทางเดียวกันทั้งโลกที่เศรษฐกิจติดลบ
นายธนวรรธน์ เชื่อว่า รัฐบาลจะมีมาตรการเพียงพอในการรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
6. รับมือปัญหาต้นทุนพลังงานพุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง
วันก่อน นายกฯ อนุทิน เชิญรองนายกฯ รมว.คลัง เอกนิติเข้าหารือ ติดตามสถานการณ์ มาตรการรับมือราคาพลังงานค่าครองชีพของประชาชน และการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศ
จะเห็นว่า ในสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางและเหตุปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ ข้อดีประการหนึ่ง คือ รัฐบาลอนุทิน 2 จะมีการทำงานต่อเนื่องจากรัฐบาลอนุทิน 1 ในปัจจุบัน
เพราะทีมบริหารหลัก คือ ทีมที่ดูแลบริหารประเทศในปัจจุบันอยู่แล้ว
นำโดยนายกฯอนุทิน รัฐมนตรีคลัง เอกนิติ รมต.พาณิชย์ ศุภจีรมต.การต่างประเทศ สีหศักดิ์ รมต.คมนาคม พิพัฒน์ ฯลฯ ซึ่งกำลังรับมือกับสถานการณ์ในขณะนี้อยู่แล้ว เมื่อเป็นรัฐบาลมีอำนาจเต็มย่อมสามารถริเริ่มออกมาตรการใหม่ที่มีผลผูกพันได้เต็มที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหามากกว่าเดิมอย่างแน่นอน
แนวทางเฉพาะหน้าที่ชัดเจน เช่น จัดหาน้ำมันและก๊าซจากแหล่งอื่นทดแทนตะวันออกกลาง, ใช้กองทุนน้ำมันฯบริหารดูแลเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันไม่ให้ขึ้นกระชากรุนแรง แต่ไม่ใช่ตรึงราคาตายตัวตลอดไป, ใช้พลังงานจากพืชในประเทศ เอทานอลเพิ่มเติม, รณรงค์ประหยัดพลังงาน ฯลฯ ขณะเดียวกัน นโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งน่าจะเป็นนโยบายรัฐบาลด้วย ก็มุ่งสู่พลังงานสะอาดอยู่แล้ว
หลังจากนี้ หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ผลกระทบบานปลายไปไกลกว่าปัจจุบัน เกิดวิกฤติเศรษฐกิจทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจอย่างการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน หรือแม้แต่การท่องเที่ยวชะลอตัวลง หากสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คาดไว้ เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็ยังมีทางเลือกพิจารณานโยบายการคลังที่มีภาครัฐเป็นกำลังหลักเข้ามาเป็นพระเอกในการพยุงเศรษฐกิจ เหมือนที่รัฐบาลในอดีตเคยทำ เช่น การออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ทั้งแก้ปัญหาสถาบันการเงินในอดีต การฟื้นเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง การรับมือโควิด ฯลฯ
7. รัฐบาลอนุทิน 2 เพิ่มความเข้มข้นในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ
การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ จะมีรัฐมนตรีคนนอกบริหารเศรษฐกิจ ได้แก่
คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ – รองนายกฯ และรมว.คลัง
คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ – รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์
คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว – รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ ฯลฯ
การจัดโครงสร้างรัฐบาลครั้งนี้ เน้น “ภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ” และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลัก ผ่านการผสมผสานนักการเมืองกับผู้เชี่ยวชาญภายนอก
ก่อนหน้านี้ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันพร้อมเดินหน้าภารกิจฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างเข้มข้น ก่อนจะเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ตัวเลขGDP ไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัว 2.5% ดันทั้งปีโต 2.4% สูงกว่าคาดเปรียบเพิ่งออกจากไอซียู ยังไม่หายป่วย สะท้อนแรงขับเคลื่อนจากนโยบายรัฐที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยแรงส่งสำคัญมาจากการเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ การลงทุนของเอกชน
พอมาเจอผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางยิ่งเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเร่งเครื่องเศรษฐกิจ เดินหน้าการลงทุนในประเทศมากกว่าเดิม
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Quick Big Win)
. คนละครึ่งพลัส เฟส 2 : กระตุ้นการใช้จ่าย ใช้งบจากงบกลาง 3 หมื่นล้านบาท เพิ่มทักษะออนไลน์ให้ผู้ขาย
. ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus : แก้หนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน1 แสนบาท ใช้กองทุน FIDF ช่วยปรับโครงสร้างหนี้
. กองทุนภัยพิบัติ : รัฐจ่ายเบี้ยประกัน 1,000 บาท/ครัวเรือนหากเกิดภัยพิบัติ จ่ายเยียวยาทันที 1 แสนบาท
. 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย : Future Food (อาหารสัตว์เลี้ยง), Data Center, PCB, EV, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
นโยบาย “Thailand 10 Plus” (หรือ 10 พลัส) ของพรรคภูมิใจไทย ระบุถึงเป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวที่ระดับ 3% พลัส แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันระยะยาวของประเทศ
ขาที่ 1 : เติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth)
. คนตัวเล็ก พลัส : ค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 3 บาท/หน่วย (200 หน่วยแรก), ทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่
. สูงวัย พลัส : จ้างงานผู้สูงอายุลดหย่อนภาษี 2 เท่า,1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา, ศูนย์ดูแลครบวงจร
. SME พลัส (Made in Thailand) : จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ, กลไกค้ำประกันใหม่
. ชุมชน พลัส : เสริมความเข้มแข็งท้องถิ่น สร้างงานในบ้านเกิด ลดการย้ายถิ่นฐาน
. ธุรกิจ พลัส : ส่งเสริมธุรกิจใหญ่ให้เติบโตคู่กับเศรษฐกิจฐานราก
ขาที่ 2 : เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Growth)
. การศึกษาเท่าเทียม พลัส (Skill Bridge) : เรียนฟรีมีงานทำ,Upskill/Reskill, แพลตฟอร์มออนไลน์ Learning Passport
. เศรษฐกิจสีเขียว พลัส : เร่งเป้า Net Zero เป็นปี 2050, โซลาร์เซลล์ชุมชน, การเงินสีเขียว, ตลาดคาร์บอนเครดิต
. ลงทุน พลัส : ใช้กองทุน Thailand Future Fundดึงเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระหนี้สาธารณะ
. เทรด พลัส : บาร์เตอร์เทรด (ซื้ออาวุธพ่วงสินค้าเกษตร), หาตลาดใหม่สำหรับสินค้าไทย
. ไทยแลนด์ พลัส (BOI Fast Pass) : ปรับปรุงกฎระเบียบ เร่งรัดเม็ดเงินลงทุน 4.8 แสนล้านบาทสู่ระบบ
ทั้งหมด ยิ่งต้องเพิ่มความเข้มข้นในการขับเคลื่อนมากยิ่งขึ้น
สันติสุข มะโรงศรี

จับตาก้าวต่อไป ยูเออี ยังไม่คิดถอนตัวจากองค์กรอื่น ส่งสัญญาณทบทวนผลประโยชน์
ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯเยือนราชอาณาจักรสวีเดน ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16
สอยคิวไทย ยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.การพนัน ปลดล็อก สนุกเกอร์-บิลเลียด ออกจากบัญชีการพนัน
มากกว่าแค่ความเชื่อผิด ๆ ทำไมการวางเหรียญบนเราเตอร์จึงเสี่ยงทำเครื่องพังและสัญญาณดับ
'รถถัง'โพสต์แล้ว!ขอโทษแฟนมวย-เสียใจมากที่สุด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี