วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569
การเลือกนายกรัฐมนตรี โดยสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569 เป็นไปตามคาด
หลังจากนั้น เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 20 มี.ค. 2569นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถ้อยแถลงภายหลังเสร็จสิ้นพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 สมัยที่ 2 ระบุว่า
“เรียนพี่น้องประชาชน
วันนี้ ผม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ผมขอให้คำมั่นสัญญาต่อพี่น้องประชาชนว่า จะใช้ความรู้ ความสามารถ ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยอย่างเต็มกำลัง
และจะควบคุม กำกับให้รัฐบาล อันประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี รวมถึงข้าราชการ เจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นลำดับแรก
และจะเปิดโอกาสให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการทำงานของรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ มีส่วนร่วมกับการพัฒนาประเทศไทย อันเป็นที่รักยิ่งของเราให้มากที่สุด
การทำงานของภาครัฐจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มข้น จริงจังจากทุกภาคส่วน เพื่อการบริหารงานที่โปร่งใส โดยตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐ นิติธรรม
สุดท้าย ผมขอให้โอกาสของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในครั้งนี้ ได้สร้างบรรยากาศใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นบรรยากาศของการมองไปข้างหน้าร่วมกัน และให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานใหม่ๆ ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
โดยในรายละเอียด และเป้าหมายของสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการในช่วงเวลาสี่ปี ต่อจากนี้นั้น ผมจะได้แถลงเป็นนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาต่อไป”
1. น่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่เรียบร้อย พร้อมทำงาน ก่อนสงกรานต์
หากเป็นไปตามคาด หลังจากนี้ น่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาช่วงก่อนสงกรานต์เดือนเมษายน
เมื่อพรรคร่วมรัฐบาล ที่จะร่วมบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ ฯลฯ เป็นหลัก
บุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ก็มาจาก 2 พรรคหลัก คือ ภูมิใจไทย และเพื่อไทย
2. โจทย์เศรษฐกิจไทย ยากขึ้นกว่าตอนหาเสียงเลือกตั้ง
ก่อนเกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัว 2.5% ดันทั้งปีโต 2.4% สูงกว่าคาด เปรียบเพิ่งออกจากไอซียู ยังไม่หายป่วย สะท้อนแรงขับเคลื่อนจากนโยบายรัฐที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในช่วงเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยแรงส่งสำคัญมาจากการเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ การลงทุนของเอกชน
สงครามในตะวันออกกลางทำให้โจทย์และสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนทันที
ผลกระทบจากสงครามบานปลาย เริ่มกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และโลจิสติกส์ของไทย
นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า ในตะวันออกกลางมีการโจมตีแหล่งพลังงานสำคัญ โดยเฉพาะแหล่งผลิตก๊าซ LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งในกาตาร์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบขั้นต้นหลายชนิดที่ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้า เช่น วัตถุดิบต้นน้ำ อย่าง “แนฟทา” (Naphtha) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่สำคัญของสินค้าอุปโภค-บริโภคในการผลิตบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนก็สูงขึ้นตามเป็นลูกโซ่ โดยราคาน้ำมันล่าสุดที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 112 ดอลลาร์/บาร์เรล คือตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ราคาเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ขยับสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อบวกกับค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น และในอนาคตข้างหน้าถ้ายังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำมันได้ จะมีปัญหาในเรื่องวัตถุดิบ ปุ๋ย ประมง ซึ่งส่งผลต่อราคาอาหาร เกิดเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่ไปถึงทุกกระบวนการผลิต
นอกจากพลาสติกแล้ว “อะลูมิเนียม” ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวล เนื่องจากไทยต้องนำเข้าอะลูมิเนียมสูงถึง 80-90% ซึ่งแหล่งวัตถุดิบใหญ่อยู่ในตะวันออกกลาง โดยเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต บรรจุภัณฑ์ประเภทกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ อย่างล้อแม็กและตัวถังรถยนต์ หากขาดแคลนอะลูมิเนียม จะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตอาหารกระป๋องอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังมี “ฮีเลียม” ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งก็ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางเช่นเดียวกัน
.png)
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อเศรษฐกิจไทย จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ มองเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenario) ตามระยะเวลาของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ดังนี้
กรณี 1 ความขัดแย้งระยะสั้น (1 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 15 ดอลลาร์/MMBTU ความขัดแย้งจำกัดวง และคลี่คลายได้เร็ว (โอกาสเกิด 45%)
- ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 23,307ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 32,510 ล้านบาท, รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 8,970 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 64,787 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 0.35%
กรณี 2 สงครามภูมิภาคยืดเยื้อ (3 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์/MMBTU สงครามยืดเยื้อ ปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนาน (โอกาสเกิด 45%)
- ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 80,019 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 97,531 ล้านบาท, รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 20,800 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 198,350ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 1.07%
กรณี 3 สงครามขยายวงกว้าง (6 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์/MMBTU สงครามขยายวงกว้าง ไม่มีกำหนดยุติ (โอกาสเกิด 10%)
- ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 202,885ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 195,062 ล้านบาท, รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 29,250 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 427,197 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 2.31%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ระบุว่า ความเป็นไปได้มากสุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งกินเวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งมีโอกาสจะกระทบต่อ GDP ปีนี้ให้หายไปราว 1% โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตในกรอบ 1-1.6% แต่หากสถานการณ์รุนแรงกว่านั้น ก็อาจจะเหลือโตน้อยกว่า 1% ได้ โดยไม่ใช่แค่เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ติดลบ แต่จะเป็นในทิศทางเดียวกันทั้งโลกที่เศรษฐกิจติดลบ
3. รัฐบาลอนุทิน2 ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการบริหารเศรษฐกิจ ตามสถานการณ์จริงที่เปลี่ยนไป
เมื่อโจทย์เศรษฐกิจรุนแรงกว่าเดิม ผิดไปจากสถานการณ์ในวันที่เคยออกนโยบายหาเสียงไว้ อันเป็นผลจากสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
เชื่อว่า รัฐบาลอนุทิน 2 ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมนโยบายรัฐบาล เพื่อรับมือกับผลกระทบ และสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
ปัญหาต้นทุนพลังงานพุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง กระทบต่อการดำนินชีวิตของประชาชนทั่วโลก ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น ที่สำคัญ เมื่อกระทบทั่วโลก การส่งออก การค้าขาย การท่องเที่ยว ที่เป็นรายได้หลักของประเทศก็กระทบด้วย จึงต้องปรับแผนเฉพาะหน้า ซึ่งมีทั้งวิกฤตและโอกาส
น่าสนใจว่า นโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 จะเพิ่มเติมความเข้มข้นจากนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย แค่ไหน อย่างไร?
3.1 นโยบายหลักของรัฐบาลชุดใหม่ ย่อมจะมาจากนโยบายของพรรคภูมิใจไทย พรรคแกนนำรัฐบาลที่ชนะเลือกตั้ง ได้ฉันทามติจากประชาชน
ตัวบุคคลหลักที่ดูแลบริหารเศรษฐกิจและการต่างประเทศ ได้แก่ นายกฯอนุทิน รองฯ เอกนิติ รองฯศุภจี รองฯสีหศักดิ์ ฯลฯ
ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ต้องเร่งเครื่องเศรษฐกิจ เดินหน้าแรงกว่าเดิม
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Quick Big Win) เดิม
. คนละครึ่งพลัส เฟส 2: กระตุ้นการใช้จ่าย ใช้งบจากงบกลาง 3 หมื่นล้านบาท เพิ่มทักษะออนไลน์ให้ผู้ขาย
. ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus: แก้หนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน1 แสนบาท ใช้กองทุน FIDF ช่วยปรับโครงสร้างหนี้
. กองทุนภัยพิบัติ: รัฐจ่ายเบี้ยประกัน 1,000 บาท/ครัวเรือน หากเกิดภัยพิบัติ จ่ายเยียวยาทันที 1 แสนบาท
. 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย: Future Food (อาหารสัตว์เลี้ยง), Data Center, PCB, EV, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
นโยบาย Thailand 10 Plus (หรือ 10 พลัส) ของพรรคภูมิใจไทย ระบุถึงเป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวที่ระดับ 3% พลัส แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันระยะยาวของประเทศ
ขาที่ 1 : เติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth)
. คนตัวเล็ก พลัส : ค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 3 บาท/หน่วย(200 หน่วยแรก), ทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่
. สูงวัย พลัส : จ้างงานผู้สูงอายุลดหย่อนภาษี 2 เท่า,1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา, ศูนย์ดูแลครบวงจร
. SME พลัส (Made in Thailand) : จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ, กลไกค้ำประกันใหม่
. ชุมชน พลัส: เสริมความเข้มแข็งท้องถิ่น สร้างงานในบ้านเกิด ลดการย้ายถิ่นฐาน
. ธุรกิจ พลัส : ส่งเสริมธุรกิจใหญ่ให้เติบโตคู่กับเศรษฐกิจฐานราก
ขาที่ 2 : เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Growth)
. การศึกษาเท่าเทียม พลัส (Skill Bridge) : เรียนฟรีมีงานทำ, Upskill/Reskill, แพลตฟอร์มออนไลน์ Learning Passport
. เศรษฐกิจสีเขียว พลัส : เร่งเป้า Net Zero เป็นปี 2050, โซลาร์เซลล์ชุมชน, การเงินสีเขียว, ตลาดคาร์บอนเครดิต
. ลงทุน พลัส : ใช้กองทุน Thailand Future Fund ดึงเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระหนี้สาธารณะ
. เทรด พลัส : บาร์เตอร์เทรด (ซื้ออาวุธพ่วงสินค้าเกษตร), หาตลาดใหม่สำหรับสินค้าไทย
. ไทยแลนด์ พลัส (BOI Fast Pass) : ปรับปรุงกฎระเบียบ เร่งรัดเม็ดเงินลงทุน 4.8 แสนล้านบาทสู่ระบบ
ทั้งหมด ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการขับเคลื่อนมากยิ่งขึ้น
3.2 ก่อนเลือกตั้ง ทีดีอาร์ไอ เคยให้ข้อสังเกตว่า “... พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่นำเสนอต่อกกต. เพียง 8 นโยบาย โดยมียอดวงเงินที่แจ้งรวมทั้งสิ้น 1.48 แสนล้านบาท ซึ่งน้อยกว่า
หลายพรรคการเมือง โดยมี 4 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า1 หมื่นล้านบาท...
นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล
นโยบาย “รมต.มืออาชีพ” ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ใช้งบประมาณ แต่ใช้การประกาศตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นแนวทางที่ดีในการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองให้ประชาชน
ได้ทราบทีมที่จะเข้ามาบริหารประเทศล่วงหน้า…
นโยบาย “พยาบาลอาสา” ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน1 พยาบาลอาสา) โดยจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน สัญญาจ้าง 4 ปี ให้ทำงานใน 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ เป็นนโยบายที่ช่วยสร้างงาน ตอบโจทย์สังคมสูงอายุของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม และอาจช่วยยกระดับการดูแลผู้สูงอายุขึ้นจากกลไกในปัจจุบัน...
นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน
นโยบายจ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน โดยให้รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน และสวัสดิการอีกประมาณ 6,900 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีระยะเวลาประจำการ 4 ปี ใช้งบประมาณ 2.27 หมื่นล้านบาทต่อปี แม้นโยบายการเลิกการเกณฑ์ทหารและเปลี่ยนไปสู่ทหารอาสาเป็นแนวคิดที่ดีก็ตาม จำนวนทหารอาสาตามข้อเสนอของพรรคสูงกว่าจำนวนทหารเกณฑ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 85,000 คน และมีผู้สมัครใจเป็นทหารเกณฑ์อยู่แล้วประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว นโยบายของพรรคจึงมีผลดึงแรงงานชายออกจากตลาดแรงงานเนื่องจากได้รายได้และสวัสดิการทัดเทียมหรือสูงกว่าขั้นต่ำของข้าราชการที่จบปริญญาตรี และมีผลในการลดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนทำให้รัฐเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไป หากปรับลดจำนวนทหารอาสาให้เหมาะสม และลดรายได้และสวัสดิการลงไม่ให้บิดเบือนตลาดแรงงาน ก็จะสามารถเป็นนโยบายที่ดีได้
นโยบาย “ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท” (สำหรับ 200ยูนิตแรก) ซึ่งพรรคประมาณการว่าจะใช้เงิน 6.3 หมื่นล้านบาท น่าจะต่ำเกินไป เพราะตั้งอยู่บนฐานราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ผู้บริโภคจ่ายที่ 4.20 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินเทียบกับต้นทุนที่แท้จริงของระบบที่ 4.58 บาท...”
น่าสนใจว่า สถานการณ์หลังสงครามในตะวันออกกลางบานปลาย ทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย มีผลทำให้นโยบายหลายอย่างของพรรคภูมิใจไทยน่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะช่วยรักษาระดับรายได้และกำลังซื้อของคนในประเทศ เช่น นโยบายจ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน โดยให้รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน และสวัสดิการอีกประมาณ 6,900 บาทต่อคนต่อเดือน, นโยบายตีงค่าไฟฟ้า, นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว ฯลฯ ทั้งหมดมีความจำเป็น มีความคุ้มค่าที่จะทำ มากกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน การขาดดุลงบประมาณ หรือแม้แต่การก่อหนี้เพิ่มเติม เพื่อพยุงเศรษฐกิจภายในประเทศ ก็มีความจำเป็นมากขึ้นตามสถานการณ์ผลกระทบจริง
สันติสุข มะโรงศรี

‘เอฟ’เปิดใจหลังคว้าแชมป์! ‘รอนนี่’รับสุดทึ่งฟอร์มสอยคิวไทย
เช็กเลย! พยากรณ์อากาศ 24 ชม.ข้างหน้า ทั่วไทยอากาศร้อน กทม.สูงสุด 36 องศาฯ
สะเทือนวงการเซียนพระ เพจดัง แฉ คนดัง ตัวย่อ บ. ล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายวัย 4 ขวบ
ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย มิจฉาชีพมามุกปล่อยกู้ไวเว่อร์ทางโซเชียล ใครหลงเชื่อระวังหมดตัว
'เอฟ'สุดยอด! กดแม็กซิมั่มเบรคโค่น'รอนนี่'คว้าแชมป์เวิลด์โอเพ่น

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี