วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ราชกิจจาฯ ประกาศใช้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทแล้ว
1. สส.ฝ่ายค้าน รักชนก ศรีนอก โพสต์ปั่นว่า “มาแล้วพี่จ๋า กู้ 400,000 ล้าน ด้วยกระดาษ 5 แผ่น”
สส.ฝ่ายค้าน ขนาดศิริกัญญา ตันสกุล ยังโพสต์โจมตีว่า“มาแล้ววว พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน จำนวน 5 หน้าถ้วน จะกู้แบงก์ซักล้าน อาจจะต้องเตรียมเอกสารหนาเป็นตั้ง เขียนเล่ารายละเอียดยิบถึงโครงการว่าจะทำอะไรบ้าง แต่รัฐบาลกู้ 4 แสนล้านไม่ต้องทำ จะกู้ยังไง กู้แบบไหน ไปทำอะไรบ้าง ไม่ต้องแจกแจง...”
ความจริง การออก พ.ร.ก.กู้เงินทุกครั้งในอดีต ทั้งยุครัฐบาลชวน-ทักษิณ-อภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์-ลุงตู่ เวลาประกาศในราชกิจจาฯก็มีเนื้อหาคร่าวๆ เท่านี้กันทั้งนั้น
ส่วนเนื้อหา รายละเอียด การพิจารณาโครงการ การกลั่นกรองโครงการ รายละเอียดการใช้เงิน ฯลฯ ก็จะไปอยู่ที่การทำงานของรัฐบาล แล้วถ้ามีทุจริตประพฤติมิชอบ ก็อยู่ภายใต้กฎหมายทั้งหมด ไม่มีอะไรยกเว้น
คนเป็น สส. น่าจะมีความรู้ แต่พยายามเอา “จำนวนหน้า” ของ พ.ร.ก.ที่ประกาศในราชกิจจาฯ มาปั่น สร้างความสับสนในสังคม ไม่ใช่การกำกับตรวจสอบเชิงคุณภาพอะไรเลย
ส่วนการจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ ชี้ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก.นี้ สามารถดำเนินการได้ตามช่องทางตามรัฐธรรมนูญ
2. ที่ผ่านมา รัฐบาลในอดีตเคยออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อปัญหาเศรษฐกิจในขณะนั้นๆ อย่างไร อาทิ
รัฐบาลชวน พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้วิกฤตต้มยำกุ้ง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ. 2541 ไม่เกิน 2 แสนล้านบาท, พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2541 ไม่เกิน 5 แสนล้าน
รัฐบาลทักษิณ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (ระยะที่สอง) พ.ศ. 2545 ไม่เกิน 780,000 ล้าน
รัฐบาลอภิสิทธิ์ ออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 (ไทยเข้มแข็ง) ไม่เกิน 400,000 ล้าน
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พ.ร.ก.ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ไม่เกิน 350,000 ล้าน
รัฐบาลอภิสิทธิ์และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดนยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด แต่สุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินนั้น ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ขนาดว่า พ.ร.ก.กู้เงินยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้น จะเอาไปทำโครงการน้ำ ซึ่งเป็นโครงการลงทุนก่อสร้าง ที่จะต้องมีการศึกษาความคุ้มค่าการลงทุน ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม แต่สุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้ขาดว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินมาทำโครงการเหล่านี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า มีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องใช้มาตรการป้องกันและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ประกอบกับ “...ยังไม่มีมูลกรณีชี้ให้เห็นว่า คณะรัฐมนตรีได้ตราพระราชกำาหนดขึ้นมาโดยไม่สุจริตหรือใช้ดุลพินิจบิดเบือนหลักการของรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่า เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญ..”
รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ก็ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 2 ฉบับ แก้ไขเยียวยาผลกระทบโควิด-19
ล่าสุด มาถึงรัฐบาลอนุทิน วิกฤตพลังงานโลก ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ก็ต้องรอดูว่าจะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ แล้วผลจะออกมาอย่างไร
3. พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทล่าสุด ยุครัฐบาลอนุทิน
ชื่อว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569
ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยนายกฯ อนุทิน เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานที่มีต่อประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ การรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ไม่ให้หยุดชะงัก และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ รองรับการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้ทันต่อเหตุการณ์
ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี มีอำนาจกู้เงิน ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน4 แสนล้านบาท
โดยต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ ภายในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2570
ครม.อนุทิน 2 มีมติเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 อนุมัติร่างพระราชกำหนดฯ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
ระบุว่า เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นการตราพระราชกำหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
.png)
.png)
.png)
.png)
.png)
.png)
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงรายละเอียด เหตุผล ความจำเป็น วัตถุประสงค์ และแนวทางว่ากู้ไปทำอะไร?
ระบุว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตปากท้อง” ที่ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียว แต่กำลังมาเป็นคลื่นต่อเนื่อง
ระลอกแรก คือ ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น
ระลอกที่สอง คือ กำลังลุกลามไปสู่ต้นทุนอาหารและสินค้าต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น
ระลอกที่สาม คือ กำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มลดลง ส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้าน (Double Squeeze) ต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่รายได้ลดลง แต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น ฉุดกำลังซื้อของประชาชน และเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำ (Stagflation) ในระยะถัดไป
แม้สงครามความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอาจจะจบลง แต่ภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจก็จะคงมีอยู่ เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ที่ราคาน้ำมันจะไม่กลับไปเหมือนเดิม และความเสี่ยงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ยังคงสูงต่อเนื่อง ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงที่สุดอันดับต้นๆ ในเอเชีย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในกรอบงบประมาณที่มีอยู่เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤต แต่จะไม่ทันการณ์ เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน ทั้งในด้าน ขนาด (Scale) ความเร็ว (Speed) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ที่ไม่เพียงพอและหากจะดำเนินการผ่านกระบวนการตรากฎหมายปกติ จะไม่ทันต่อสถานการณ์ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง
วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ จึงเป็นวิกฤตซ้อนหลายระลอก ต้องรับมืออย่างเร่งด่วน และเป็นปราการสำคัญในการรับมือวิกฤตระลอกถัดไป และจำกัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวในวงกว้างและยืดเยื้อ จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดอันเนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
.png)
.png)
4. เงินกู้ตามพระราชกำหนด 4 แสนล้านบาทจะนำไปใช้เพื่อการดังต่อไปนี้
ส่วนแรก2 แสนล้านบาท - เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกร และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนที่สอง 2 แสนล้านบาท – เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม ได้แก่
(1) แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้เทคโนโลยีเพื่อให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
(2) โครงการเพื่อส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมการใช้พลังงานฟอสซิลทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพหรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกรวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า
(3) แผนงานหรือโครงการเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและสร้างเศรษฐกิจใหม่
ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินเงินกู้ และภายใน 60 วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ให้กระทรวงการคลังรายงานการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ที่กระทำในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้ว ให้รัฐสภาทราบ โดยรายงานดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุรายละเอียดของการกู้เงินวัตถุประสงค์การใช้จ่ายเงินกู้ รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ
5. ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันจำเป็นต้องกู้ เพราะตามระบบงบประมาณแผ่นดินมีเงินไม่เพียงพอ ไม่ทันการณ์ ระบุว่า
“การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน”
ยืนยันว่า ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลัง แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติม แต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้
หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้ แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังต่ำกว่าเพดานตามกฎหมายที่ร้อยละ 70ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส และที่สำคัญคือการดำเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง
กระทรวงการคลังยังได้กำหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่
Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย
Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน
Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว
Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้
Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ
6. เมื่อจำเป็นต้องกู้ ก็ต้องกู้
และหากแม้นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในอนาคต ก็คงต้องทำ (สมัยโควิดก็เคยขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพี)
แต่หลังจากนี้ จะต้องติดตามกำกับ ตรวจสอบ ดูแลการใช้เงินกู้ ว่าจะช่วยเปลี่ยนชะตากรรมของประเทศไทย ผ่านพ้นวิกฤตระดับโลกครั้งนี้ไปให้ได้
ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่รอด แต่เราจะต้องพร้อมรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ มีความสามารถในการแข่งขัน สามารถหาเงินเข้ากระเป๋าคนไทยได้ดีขึ้นด้วย
สันติสุข มะโรงศรี

บุกค้นบ้านหรูกลางเมืองพัทยา รวบ 3 จีนเทา ลักลอบผลิต บุหรี่ไฟฟ้าซอมบี้
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ทูตต่างประเทศ เฝ้าฯ กราบบังคมทูลลา
ทูตอิหร่าน ดัน จีน เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยหยุดสงคราม ก่อน ทรัมป์ เหยียบแผ่นดินมังกร
ต๊ะ นารากร เผยเหตุผลไม่ทำช่องข่าวตัวเอง เพราะไม่อยากขโมยงานใคร
ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพลบาดเจ็บเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี