วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569
ประเทศไทยเรา จะรับมือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางอย่างไร?
เมื่อสงครามในตะวันออกกลาง มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โจมตีแหล่งพลังงาน ฯลฯ ทำให้เกิดวิกฤตพลังงานโลก (New Energy Shock) ขาดแคลน ราคาแพงขึ้น
กระทบห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต และกำลังซื้อในประเทศต่างๆ ทั่วโลก
ทุกสำนักประเมินว่า เศรษฐกิจโลกภาพรวม ยังขยายตัว แต่จะขยายตัวต่ำกว่าเดิม
1. IMF ระบุว่า ประเทศไทยมีความเข้มข้นของการใช้พลังงานสูงมาก โดยมูลค่าการใช้น้ำมันและก๊าซในไทยสูงเกินกว่า 10%ของ GDP (สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่อยู่ที่ระดับ 4%)
มียอดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิสูงถึง 8% ของ GDP
ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางอย่างยิ่ง หากราคาพลังงานในตลาดโลกเกิดความผันผวนหรือพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
IMF ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ 2026 จะขยายตัว 1.5% (ขยายตัวน้อยกว่าที่ประเมินไว้เดิม 0.1%)
ส่วนประเด็นหนี้สาธารณะ IMF มองว่า ระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 65-66% ของ GDP แม้จะอยู่ในฝั่งที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่อ่อนแอที่สุดในภูมิภาค และมีระดับใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์
สภาพัฒน์ (สศช.) คาดว่า จีดีพี ในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.4% (แต่จะฟื้นตัวเป็น 2.2% ในปี 2570)
แบงก์ชาติ (ธปท.) ประเมิน GDP ปี 2569 ใกล้เคียงที่ 1.5% และจะเพิ่มเป็น 2.3% ในปี 2570
2. “ทฤษฎีลูกโป่ง 3 ลูกสูบ” ของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์
อาจารย์ป๋วยเคยนำเสนอ “ทฤษฎีลูกโป่ง 3 ลูกสูบ” ในการบริหารเศรษฐกิจให้เกิดความสมดุล
อธิบายสรุปง่ายๆ วงกลมตรงกลาง คือ ลูกโป่ง เป็นภาพแทน GDP ของประเทศ
หากลูกโป่งพองตัว แปลว่า เศรษฐกิจขยายตัว
ถ้าลูกโป่งแฟบ แปลว่า เศรษฐกิจชะลอตัว หรือหดตัว
ส่วนลูกสูบ 3 ลูก ทำหน้าที่ในการสูบลมเข้า-ออก เปรียบเสมือนการสูบเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ หรือดูดเงินออกจากระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีผลให้ GDP ขยายตัวหรือชะลอตัว
ลูกสูบที่ 1 คือ นโยบายการคลัง ได้แก่ “รายจ่ายภาครัฐ หรืองบประมาณแผ่นดิน” เมื่อรัฐจ่ายเงินอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจ ก็จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่ถ้ารัฐเก็บภาษีก็ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว
ถ้าต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัว พองตัว รัฐก็ต้องเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ และ/หรือ ลดการเก็บภาษี
ลูกสูบที่ 2 นโยบายการเงินภายในประเทศ ได้แก่ การดูแลสินเชื่อในประเทศ หากดูแลให้สถาบันการเงินเพิ่มสินเชื่อก็จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัว หรือถ้าลดสินเชื่อเศรษฐกิจจะชะลอตัว
ตัวแปรสำคัญ คือ “อัตราดอกเบี้ย” และกลไกกำกับสถาบันการเงินในประเทศ จะให้เขาปล่อยสินเชื่อ หรือจะดูดเงิน
ถ้าต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัว ก็ต้องเพิ่มสินเชื่อ ก็ต้องลดอัตราดอกเบี้ย
ลูกสูบที่ 3 นโยบายเกี่ยวกับการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ ดุลชำระเงินระหว่างประเทศ
หากมีเงินไหลเข้าประเทศ จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่ถ้าเงินไหลออกไปต่างประเทศก็จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว
ถ้าส่งออกค้าขายดี นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวเยอะนักลงทุนหอบเงินมาสร้างโรงงานเยอะ ลูกโป่งเศรษฐกิจก็จะขยายตัว
ดร.ป๋วย ชี้ว่า การทำงานของทั้ง 3 ลูกสูบ ต้องสอดประสาน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกัน เศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างสมดุล มีประสิทธิภาพ
3. “ทฤษฎีลูกโป่ง 3 ลูกสูบ” สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไร?
สถานการณ์จริงในปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก
กระทบห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต และกำลังซื้อในประเทศต่างๆ ทั่วโลก
เมื่อประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Energy Importer)จึงได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว
ซึ่งเป็นห่วงกันว่า อาจนำไปสู่ภาวะอุปสงค์อ่อนแอ และเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ได้ในที่สุด
“ทฤษฎีลูกโป่ง 3 ลูกสูบ” จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไร?
3.1 เร่งเครื่องลูกสูบที่ 1 คือ นโยบายการคลัง
รัฐบาลจะต้องพยายามเพิ่มการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ อัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะรายจ่ายที่ช่วยเหลือประชาชนรายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน (วิน รถตู้ แท็กซี่ รถโดยสาร รถขนส่งสาธารณะ ประมง เกษตรกร ฯลฯ) โครงการต่างๆ ต้องเพิ่มความเข้มข้น ทั้งจำนวนเงินที่ช่วย และเงื่อนไขให้สามารถจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น
.png)
.png)
รัฐบาลอนุทิน 2 ช่วยกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.22 ล้านคน ขยายวงเงินเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
คนละครึ่งพลัส ไทยช่วยไทย รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% ให้เดือนละพัน 4 เดือน รวม 4 พันบาท เตรียมเปิดลงทะเบียนพฤษภาคม และเริ่มใช้สิทธิมิถุนายน 2569 กระตุ้นเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ
ส่วนโครงการที่ทำแล้ว เงินรั่วไหลออกนอกประเทศ ไม่ได้ช่วยประชาชน ก็ตัดให้หมด ถูกต้องแล้ว เช่น การดูงานต่างประเทศ
ในอีกด้าน ถ้าจะไปเพิ่มภาษีช่วงนี้ ก็ผิดหลัก ดังนั้น ที่รัฐบาลคง VAT 7% ไม่ขยับขึ้น จึงถูกต้องแล้ว
ส่วนภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หากลดการเก็บ ก็จะลดภาระประชาชน แต่จะทำให้รัฐต้องหารายได้อื่นมาทดแทน (ภาษีสรรพสามิตจากน้ำมัน ถือเป็นรายได้หลัก เกินครึ่งของรายได้จากภาษีสรรพสามิตทั้งหมด)
นอกจากนี้ ถ้ารัฐสามารถเพิ่มงบลงทุนมากเท่าใด ก็จะยิ่งช่วยทำให้ลูกโป่งเศรษฐกิจภายในขยายตัว ชดเชยกับที่ลูกโป่งด้านอื่นดูดเงินออกไป
3.2 อัดฉีดเงินผ่านลูกสูบที่ 2 นโยบายการเงินภายในประเทศ
รัฐบาลใช้กลไกสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ออกสินเชื่อพิเศษ ดอกเบี้ยต่ำกว่าท้องตลาด นำร่องไปก่อน
เป็นมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและภาคการเกษตร ที่เป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของประเทศ และเพื่อเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการปรับตัว (Transform) เช่น
กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารออมสิน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนเพื่อปรับตัว (Transformation) ทั้งในด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล เทคโนโลยี เป็นต้น
ธนาคารออมสิน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนในการปรับตัวด้านพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV เป็นต้น วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน ประกอบด้วย (1) สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข ซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบพลังงานทดแทน (2) สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 และ (3) สินเชื่อ Solar Roofกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท สนับสนุนการจัดซื้อปัจจัยการผลิต และมีการอบรม/เรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการวิเคราะห์การใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสภาพดิน พืช และพื้นที่ด้วย โดยรัฐบาลจะชำระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรร้อยละ 3 ต่อปี วงเงินสินเชื่อต่อรายสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สินเชื่อ SME Green Productivity เพื่อเป็นเงินลงทุน และ/หรือเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการ
ยกระดับและเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ระบบพลังงานทดแทน
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย มาตรการ EXIM Support Plus เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบ และโครงการประกันการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษ สำหรับประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง
3.3 วิกฤตโลกกระทบลูกสูบที่ 3 เกี่ยวกับดุลชำระเงินระหว่างประเทศ
สถานการณ์ตอนนี้ สร้างผลกระทบแรก คือ ลูกสูบที่ 3เพราะเราต้องใช้เงินนำเข้าพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเลียมสูงขึ้น เงินถูกสูบออกไปมากขึ้น
ถ้าสุดท้าย นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ก็จะกระทบอีก
รัฐบาลจึงต้องเร่งส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติที่ขอบีโอไอไว้นับล้านๆ บาท เร่งลงทุนจริงๆ ด้วยการลดขั้นตอนซ้ำซ้อนโดยเร็วที่สุด
โครงการที่จะเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ รัฐบาลก็ต้องเร่งเครื่อง เช่น เมืองการบินตะวันออก รถไฟความเร็วสูงสามสนามบิน ฯลฯ
เร่งเจรจาปลดล็อกเงื่อนไขการค้ากับสหรัฐ (ล่าสุด มีข่าวดีแล้ว)
รัฐบาลเจรจากับตลาดต่างประเทศให้กระจายมากขึ้น เพิ่มโอกาสค้าขายให้เอกชนทุกระดับ รวมถึงเอสเอ็มอีด้วย
การส่งออกที่ขยายตัวดี ต้องไม่ให้ไทยเป็นเพียงทางผ่านการส่งออก แต่ไทยต้องได้มูลค่าเพิ่มทางการผลิตในประเทศมากกว่าเดิม (ตามที่ รมว.ศุภจีประกาศว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน)
การดึงดูดนักท่องเที่ยว กลุ่มมีศักยภาพสูง กำลังซื้อสูงจุดขายประเทศไทยที่ปลอดภัย ดูแลสุขภาพดี และเสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลายงดงาม ฯลฯ
4. สุดท้าย ไม่พ้นจะต้องกู้เพิ่ม และขยายเพดานหนี้ ?
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ไทยมีเพดานหนี้สาธารณะ 70% ทำให้มีช่องว่างกู้เงินได้อีก 4% หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 8 แสนล้านบาท ซึ่งเพดานหนี้ดังกล่าวถูกกำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมเช่นเดียวกับที่เคยปรับขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการกู้เงินเพิ่ม รัฐบาลมีนโยบายในการบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก่อน
การรวบรวมเม็ดเงินออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การทบทวนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และการปรับรื้อร่างงบประมาณปี 2570
นั่นคือการสะท้อนเจตนาและความตั้งใจที่ดีที่น่าชื่นชมของรัฐมนตรีคลังคนปัจจุบัน
แต่จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุด ผมเห็นว่า ไม่พ้นจะต้องกู้เงินเพิ่ม และขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพราะอะไร?
4.1 ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท
ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายประจำ 73.3% ของวงเงินทั้งหมด มีงบลงทุนอยู่นิดเดียว 20.8%
ในนี้ จะต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 788,000 ล้านบาท (กู้น้อยลงจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 72,000 ล้านบาท)
ถ้ารัฐบาลอยากมีรายได้เพิ่ม รัฐบาลต้องเก็บภาษี แต่ก็ลำบาก VAT ไม่ขึ้น จะขึ้นภาษีน้ำมันก็เหนื่อย
หนี้สาธารณะสิ้นปี’70 จึงปริ่มเพดาน 70% ของจีดีพี
4.2 การทบทวนงบประมาณปี 2569 รัฐบาลจะดึงเงินงบประมาณจากหน่วยงานที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภายในกำหนดเส้นตาย 30 เม.ย.นี้ กลับคืนมา
คาดว่าจะรวบรวมงบส่วนนี้ได้ 70,000-100,000 ล้านบาท
รวมกับงบกลางปี’69 ที่ยังเหลืออยู่อีก 25,000 ล้านบาท
งบปี’69 รัฐบาลน่าจะรวบรวมมาได้เต็มที่ 95,000-125,000 ล้านบาท
ไม่น่าจะเพียงพอสำหรับการช่วยเหลือประชาชน และดูแลเศรษฐกิจในยามวิกฤตขณะนี้ (แค่ราคาน้ำมันที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องจ่ายแพงขึ้นในช่วงสงคราม ก็มากกว่าแสนล้านบาทแล้ว)
4.3 รัฐบาลมียุทธศาสตร์การใช้จ่ายงบประมาณที่รวบรวมมาได้ กำหนดเป้าหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่
(1) การมุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง (Targeting) เพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและราคาพลังงาน
(2) การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ (Transition) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า ฯลฯ
(3) การปฏิรูปประเทศ (Reform) มุ่งเน้นการลงทุนเพื่ออนาคต ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปด้านพลังงาน การพัฒนาคนและทรัพยากรมนุษย์ อัปสกิล การให้ความรู้ด้านเทคโนโลยี AI เพิ่มประสิทธิภาพการเพิ่มรายได้ของคนไทย
ประการสำคัญ รัฐบาลยังมีนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา นโยบายที่หาเสียงไว้ รวมถึงโครงการที่วางแผนไว้ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศระยะยาว
4.4 เมื่อดูจากตัวเลขและสถานการณ์จริงที่จะต้องช่วยเหลือประชาชน และเศรษฐกิจในประเทศแล้ว
หากรัฐบาลไม่ต้องการแค่ประคองชีวิตเศรษฐกิจไทย หากต้องการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เพื่อให้คนไทยเข้มแข็ง ยังมีกำลังซื้อ มีกำลังเปลี่ยนแปลงตัวเอง รับมือโลกยุคเศรษฐกิจบริบทใหม่จริงๆ
เชื่อว่า คงหนีไม่พ้นที่รัฐบาลจะต้องกู้เพิ่ม และต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ
หนี้สาธารณะปัจจุบัน : อยู่ที่ร้อยละ 66.09 ของ GDP หรือประมาณ 12.59 ล้านล้านบาท
เพดานปัจจุบัน : ไม่เกิน 70% ของ GDP
เท่ากับว่า พื้นที่ทางการคลังเหลือประมาณ 4% หรือมูลค่ากู้เพิ่มได้อีกราว 8 แสนล้านบาท ซึ่งเฉพาะกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี’70 ก็ปริ่มแล้ว
ความจริง ที่ผ่านมา หลายรัฐบาลก็ออกกฎหมายเฉพาะกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาของประเทศในขณะนั้น
การกู้ และการขยายเพดานหนี้สาธารณะ ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป หากมีความจำเป็น และมีความชัดเจนว่า จะกู้มาทำไม? จะขับเคลื่อนประเทศสู่จุดที่ทำให้เกิดความคุ้มค่าอย่างไร?
ที่สำคัญ หากไม่ทำ อาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตประชาชนมากกว่าการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและรวดเร็วส่งสัญญาณชัดเจน
สันติสุข มะโรงศรี

พลอย หอวัง เผยเหตุผลแต่งงานสายฟ้าแลบ กับ เต Three Man Down
ตัวแม่ชนตัวแม่!! ศุภจี จับมือ พิมรี่พาย ลุยช่วยชาวสวนทุเรียน ลั่น 28 เม.ย.เจอกัน!
คอนเฟิร์มแล้ว! สภาเทคนิคการแพทย์ ยันไปเจาะเลือด 'ไม่ต้องงดน้ำเปล่า'
ญี่ปุ่น ระดมเจ้าหน้าที่ 1,400 เร่งดับไฟป่า อพยพประชาชนเกือบทั้งเมือง
ทวี ซัดเดือดกลางปัตตานี แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี