วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569
ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทย ขยับขึ้นต่อเนื่อง
ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาวะค่าครองชีพของประชาชน และต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการทั่วไปตามมา
จับตา การประชุม ครม.นัดพิเศษ วันนี้ (6 เมษายน 2569) จะมีการนำเสนอมาตการแนวทางลดค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อลดราคาหน้าโรงกลั่น เพื่อหั่นราคาขายปลีกหน้าปั๊ม รวมถึงการลดภาษีสรรพสามิตในน้ำมันดีเซล และมาตรการอื่นๆ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนในสถานการณ์น้ำมันโลกราคาแพง อันเป็นวิกฤติจากสงครามในตะวันออกกลาง
1. นายกฯ อนุทิน ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 5/2569 ให้มีคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และบอร์ด คตร.ที่มาจากผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ทั้งฝั่งเอกชน, นักวิชาการ และข้าราชการ ร่วมทำงานในคณะทำงาน
ได้หารือถึงประเด็นค่าการกลั่น และค่าการตลาดที่เหมาะสม หลังค่าพรีเมียมจากภาวะสงคราม (War Premium) ทำให้ราคาขายปลีกสูงขึ้น
พบว่า โรงกลั่นมีกำไรสูงเกินกว่าปกติในช่วงสงคราม จากค่าการกลั่นเฉลี่ยในช่วงเดือนมีนาคมที่ 7.30 บาทต่อลิตร สูงกว่าค่าการกลั่นในช่วงสถานการณ์ปกติ 5 ปีย้อนหลัง ซึ่งมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 2.43 บาทต่อลิตร
“ตอนนี้มันเป็นสภาวะไม่ปกติ จะทำให้เกิด 2 อย่าง คือ ผลต่างราคาสูงกว่าปกติ หรือที่เรามองว่าค่าการกลั่นสูงกว่าปกติ แต่ในภาวะไม่ปกติก็มีความไม่ปกติของต้นทุนด้วย พูดแฟร์ๆ เราต้องมองทั้งสองฝั่ง เราต้องใส่ผลต่างราคาเข้าไป ซึ่งมันจะทำให้ 7.30 บาทนั้นแคบลง แต่จะไม่แคบลงเท่ากับปกติ มันจะยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะนำผลต่างราคาที่สูงกว่าปกตินั้นมาดำเนินการต่อในที่ประชุมครม.” – บอร์ด คตร. นายอรรถพล (อดีต รมว.พลังงาน) กล่าว
โดยที่ประชุม คตร. ยังมีมติกำหนดตัวเลขค่าการตลาดที่เหมาะสม ให้อยู่ที่ไม่เกิน 2.45 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้กระทบภาระของประชาชน
ล่าสุด มีการประชุมแล้ว 2 ครั้ง คตร.ได้ข้อสรุปว่า
สั่งให้กระทรวงพลังงานขอความร่วมมือโรงกลั่นน้ำมัน นำส่งแบ่งกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นส่วนหนึ่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดภาระค่าน้ำมันให้ประชาชน แบบเดียวกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565
จะเร่งเสนอ ที่ประชุม ครม. นัดแรกวันที่ 6 เมษายนนี้ทันที
“เรายังไม่รู้ว่าสงครามจะจบเมื่อไร แต่หลักการที่นำเสนอ จะมีการปรับใช้ในเดือนต่อไปด้วย โดยอัตรากำไรนำส่งกองทุนน้ำมันจะมีการปรับเป็นเดือนๆ” - ดร.เอกนิติกล่าว
พูดง่ายๆ ว่า จะไม่ได้ให้ส่งกำไรส่วนเกินครั้งเดียว แต่ถ้ายังมีสภาวะที่ค่าการกลั่นพุ่งสูงผิดปกติ ก็จะมีการดำเนินการต่อไปทุกเดือน
ส่วนการใช้ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ดร.เอกนิติระบุว่า ยังให้กระทรวงการคลังศึกษาอยู่
“ในเรื่องของภาษี Windfall Tax ขณะนี้กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยจากผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า มาตรการดังกล่าวอาจให้ผลในลักษณะครั้งเดียว ขณะที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนขึ้นลงได้ตลอดเวลา ในสถานการณ์ปัจจุบัน กลไกที่จะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้เร็วที่สุด คือการนำกำไรส่วนเกินส่งผ่านไปถึงประชาชนโดยทันที” ดร.เอกนิติกล่าว
ขณะเดียวกัน ข้อเสนอที่ให้พลังงานศึกษาไว้ คือ การกำหนดเพดานสูงสุด (Ceiling) และการกำหนดพื้นหรือเพดานขั้นต่ำ (Floor) ที่จะมาใช้กำกับดูแลค่าการกลั่น (Gross Refining Margin: GRM) จะออกเป็นมาตรการไว้ใช้ต่อไปในอนาคต
2. ผมเห็นว่า ค่าการกลั่นช่วงสงคราม แพงกว่าปกติรับฟังได้ แต่ต้องเป็นธรรมกับประเทศชาติและประชาชนในประเทศครับ
ในความเป็นจริง ค่าการกลั่น (GRM) ไม่ใช่กำไรแท้จริงจองโรงกลั่น เป็นดัชนีราคาน้ำมันดิบมาหักลบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยไม่ได้รวมค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ที่โรงกลั่นต้องซื้อจริงในราคาที่แพงขึ้น เพราะมีค่าพรีเมียมจากภาวะสงคราม (War Premium) รวมถึงไม่ได้นำค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ต้องใช้ในกระบวนการกลั่นมาคำนวณรวมด้วย
ช่วงภาวะสงคราม น้ำมันดิบหายาก และราคาแพงขึ้น ค่าขนส่ง ค่าประกันสูงขึ้น ต้นทุนของโรงกลั่นย่อมสูงขึ้น
เข้าใจครับว่า ค่าการกลั่น ไม่ใช่กำไรของโรงกลั่นทั้งหมด
เข้าใจครับว่า โรงกลั่นยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มช่วงสงคราม ค่าขนส่ง ประกัน ค่าใช้จ่ายในโรงกลั่น
แต่ต้องนำตัวเลขที่แท้จริง ต้นทุนแท้จริง มาพิจารณาหาจุดที่ยอมรับกันได้ครับ
ความจริง ค่าการกลั่นแพงกว่าปกติ มาตั้งแต่ไตรมาส4/2568 แล้วครับ มาไตรมาสแรกปีนี้ สูงขึ้นไปอีก
โรงกลั่น TOP (ใหญ่สุด) ค่าการกลั่น (Market GRM) ไตรมาส 4/2568 ค่าการกลั่น 9.4 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล (สูงขึ้นจากปี 2567 ที่อยู่ที่ 5.3 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล)
ไตรมาสแรกปีนี้ สูงขึ้นอีก โดยเฉพาะเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ค่าการกลั่นเฉลี่ยในช่วงเดือนมีนาคม 7.30 บาทต่อลิตร
ดังนั้น ต่อให้หักพรีเมี่ยมสงคราม คือ ค่าดำเนินการที่มันแพงขึ้นแล้ว มันก็น่าจะมีส่วนเกินลิตรละ 3-4 บาท หรือไม่?
ถือเป็นกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นน้ำมัน (เป็นเสมือนลาภลอย ในภาวะสงครามที่ประเทศชาติและประชาชนในประเทศเดือดร้อน)
อย่าลืมว่า ทุกบาทเหล่านี้ ถูกส่งต่อไปเป็นราคาที่เป็นค่าใช้จ่ายของประชาชนต่อไปนะครับ
3. เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข
หนทางที่จะช่วยให้เราผ่านวิกฤติพลังงานโลกครั้งนี้ไปได้ โดยไม่สร้างวิกฤติอื่นซ้ำซ้อนขึ้นมา เราจะต้องยึดหลัก เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขในประเทศ ยามน้ำมันแพงครับ
ความจริง ภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกแพง ยังไงในบ้านเราก็ต้องขยับตามครับ (หลายประเทศขยับเร็ว แรง และแพงกว่าไทยครับ) ไอ้ที่โหยหาบ้าการเมืองว่าไม่ได้เลือกอนุทิน อยากได้น้ำมันราคาเดิม มันเป็นไปไม่ได้ครับ อย่าให้นักการเมืองมันอาศัยสถานการณ์ความทุกข์ร้อนหลอกเสี้ยม
ผมย้ำหลักเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขครับ
ขณะนี้ นายกฯ รมว.คลัง รมว.พลังงาน รมว.พาณิชย์ กำลังพยายามแก้ปัญหาช่วยประเทศชาติและประชาชน
หาทางลดราคาน้ำมัน ลด “ค่าการกลั่น” ที่เห็นว่าสูงเกินควร
ถ้าลดได้ มันจะทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นลดลง แล้วส่งต่อไปที่ราคาขายปลีกปลายทางบนบ่าประชาชนจะเบาลงบ้าง
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันรวมทั้งสิ้น 6 แห่ง กำลังการผลิตรวมของทั้ง 6 โรงกลั่น อยู่ที่ประมาณ 175 ล้านลิตรต่อวัน
เป็นของ ปตท 3 โรง กำลังผลิต 7.7 แสนบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 60% ของทั้งประเทศ
เรียกว่า โรงกลั่นอยู่ในมือบริษัทแม่ที่เป็นรัฐวิสาหกิจไทย ชื่อ ปตท
ปตท มีคลังถือหุ้น 51%
บอร์ด ปตท. ผู้บริหาร ปตท. มาตามแนวทางข้อกำหนดสำนักคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
คำถาม คือ ในวันที่คนไทยอ่อนเปลี้ย ประเทศอ่อนแรง ต้องการให้โรงกลั่น ปตท เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ลดความมั่งคั่ง ลดค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติเพื่อชาติ ทำไมจะทำไม่ได้?
ผมจำได้ว่า ในวันที่ บริษัทในเครือปตท. บาดเจ็บ มีบาดเแผล ทั้งน้ำมันปาล์มสต็อกทิพย์ 2 พันล้าน, ปลูกปาล์มอินโดเสียหาย 2 หมื่นล้าน ฯลฯ
ปาล์มอินโดฯ นี่เอาเงินลงทุนจาก ปตท ไปเต็มๆ เสียหายยับเยิน จนวันนี้ ยังเอาผิดอาญาใครไม่ได้ เรียกค่าเสียหายก็ยังไม่ได้เงินสักบาท
ส่วนน้ำมันปาล์มทิพย์ สต็อกทิพย์ เสียหาย 2 พันล้าน ก็ยังไม่ได้ชดใช้เงินคืน คดียังไม่สิ้นสุด
แต่ ปตท. แม่ ยังแข็งแรงได้ สามารถบริหารจัดการ เอาเนื้อช้างมาแปะแผล ก็จากความใหญ่โตของ ปตท ที่ได้ฐานยิ่งใหญ่มาจากประเทศชาติ มิใช่หรือ
มาวันนี้ ประเทศชาติบาดเจ็บ ประชาชนอ่อนแรง แต่ ปตท.ยังแข็งแกร่ง มีกำไรมากพิเศษ
(กำไรปีที่แล้ว 9 หมื่นล้านบาท เงินสดกว่า 3 แสนล้านบาท ปีนี้ ปตท.ก็ยังรับเน้นๆ มีกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นน้ำมัน และธุรกิจน้ำมัน ปตท.สผ.อีกต่างหาก)
ผมเห็นว่า ปตท มีศักยภาพเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ช่วยอุ้มชูประเทศได้มากกว่าบริษัทค้าน้ำมันเอกชนทั่วไปแน่นอนครับ
ถ้าการมีรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่พลังงาน คลังถือหุ้น 51% แล้วรัฐบาลคุยไม่ได้ เจรจาไม่จบ ประชาชนจะคิดอย่างไร?
มันยิ่งจะตอกย้ำความเชื่อที่ว่าโครงสร้างแบบนี้ ปตท.อยู่ในตลาดหุ้น ไม่ตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงานชาติในยามวิกฤติ
ปัญหา “ค่าการกลั่น” ไม่ควรยืดเยื้อ ค่าการกลั่นช่วงสงครามสูงกว่าสภาวะปกติได้ แต่ต้องเป็นธรรม ไม่ใช่การค้ากำไรเกินควร
ที่สำคัญ ต้องคิดเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกับประชาชนครับ
ผมชื่อว่า ผู้บริหาร ปตท. ทำได้แน่นอน
ย้ำว่า “บริษัทเครือ ปตท. เคยเสียไปกับอย่างอื่น เสียได้ เช่น สต็อกน้ำมันปาล์มทิพย์ 2,000 ล้าน ปลูกปาล์มอินโดฯ 20,000 ล้าน ฯลฯ (มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ได้เงินที่เสียหายไปคืนมาเพียงเล็กน้อย)
แต่ ปตท แม่ ยังแข็งแรงได้ สามารถบริหารเอาเนื้อช้างมารักษาบาดแผล ก็ด้วยพลังความยิ่งใหญ่ที่ได้จากประเทศไทย
วันนี้ วิกฤติพลังงานโลก ประเทศชาติบาดเจ็บ ประชาชนอ่อนแรง หนี้จุกคอหอย
เมื่อ ปตท.ยังแข็งแกร่ง แถมมีกำไรส่วนเกินด้วย มีศักยภาพเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข จะต้องทำ ลดค่าการกลั่น ละต้นทุนทิพย์ คืนwindfall เพื่อช่วยชาติ
มิฉะนั้น เราจะมีรัฐวิสาหกิจพลังงานยักษ์ใหญ่ไว้ทำไมครับ”
4. ผมไม่ได้อคติกับ ปตท. และโรงกลั่นแต่อย่างใด
แนวทางข้อเสนอเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ผมเคยนำเสนอไว้ตั้งแต่ 26 มี ค. ปัจจุบัน มีความคืบหน้าหลายเรื่อง ดังนี้
- ลดภาษีสรรพสามิต (ครม.เห็นชอบ ล่าสุด คลังเคาะจะลด 1 บาท รอประชุมครม.ที่มีอำนาจเต็ม)
- เก็บค่าธรรมเนียมลาภลอยจากโรงกลั่น (มีคณะทำงานตรวจสอบค่าการกลั่น สรุปจะลดค่าการกลั่นแน่นอน นายกฯอนุทินตั้งเอกนิติเป็นประธาน คตร. ตรวจสอบการกำหนดราคาทั้งระบบ เปิดทางรื้อโครงสร้างราคา รอประชุม ครม 6 มีค)
- ปตท. ยอมลดกำไร แบ่งมาช่วยดูแลประชาชน รูปแบบใดๆ (คลังถือหุ้นอยู่เกินครึ่ง) (ยังเงียบอยู่ เดี๋ยวทวงถามต่อ)
- เช็คบิล เอาผิดผู้ลักลอบกักตุน ผิดกฎหมาย (ล่าสุด นายกฯแถลงข่าวแล้ว มีจริง ยธ. ดีเอสไอ กำลังขยายผล)
- ลดการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันฯ (เลิกเพดานตรึงราคาแล้ว แต่ยังต้องให้กองทุนช่วยพยุ่ง ล่าสุด ยังอุ้มดีเซลลิตรละ 18.10 บาท)
- รัฐช่วยเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย (ครม เห็นชอบ เริ่มคำนวณเงินช่วยตั้งแต่ 1เม.ย. เงินจะยิงตรงเข้ากระเป๋าไรเดอร์ วิน แท็กซี่ รถขนส่งสาธารณะฯลฯ)
- เพิ่มการใช้ไบโอดีเซล/เอทานอล เพิ่มรายได้เกษตรกร กระตุ้น ศก.ในประเทศ (เริ่มขาย b20 ให้ภาคการผลิตแล้ว เพิ่มสัดส่วนการใช้พืชพลังงานใน ปท)
อย่าลืมว่า วิกฤตน้ำมันครั้งนี้รุนแรงที่สุด และยังไม่รู้จะจบเมื่อไหร่
หากสงครามยุติ สถานการณ์พลังงานก็ยังไม่จบทันที เพราะความเสียหายมากมายในสงคราม
ตอกย้ำถึงความจำเป็นว่า โครงสร้างราคาภายในประเทศ รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้อง ถ้าสามารถลดส่วนไหน เพื่อลดราคาน้ำมันลงไปได้ จำเป็นต้องทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน
แต่จะต้องไม่ใช่สร้างวิกฤติอื่นซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก เช่น หนี้กองทุนน้ำมันล้นพ้น หรือโรงกลั่นน้ำมันได้รับผลกระทบรุนแรงจนไม่สามารถดำเนินกิจการได้ ฯลฯ
5. ล่าสุด นายกฯ อนุทินชาญวีรกูล เปิดเผยว่า ใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว พยายามเจรจากับโรงกลั่น นำตัวเลขต่างๆมาหารือกัน เท่าที่ได้รับรายงานมา ทุกรายยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีหวังว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า
เมื่อถามย้ำว่า แนวโน้มน่าจะได้ลดราคาใช่หรือไม่?
นายอนุทิน ชี้ไปที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก่อนจะกล่าวว่า ประธานบอร์ด ปตท.อยู่นี่ ขณะนี้กำลังดูตัวเลขอยู่ พยายามเจรจาลดราคาอยู่ แต่ก็ต้องให้ทางโรงกลั่นน้ำมันอยู่ได้ด้วย ไม่ใช่ไปบีบบังคับ จนรู้สึกว่าหากขายแบบนี้แล้วไม่คุ้มค่าการกลั่น เกิดเขาหยุดกลั่นน้ำมันขึ้นมา ก็จะยิ่งทำให้ปัญหาทวีเพิ่มขึ้นไปอีก ขณะนี้ที่ได้รับรายงานมา ก็มั่นใจว่าปริมาณน้ำมัน โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์จะเพียงพอ
สันติสุข มะโรงศรี

อินฟลูฯสาวเดือด บ้านโดนงัด ซัดตำรวจขอค่าเติมน้ำมัน 1,000 ถึงจะไปดูที่เกิดเหตุให้
ชัยชนะ ชง 3 แนวทางให้รัฐบาล แก้ปัญหามันพุ่ง ขอเลิกอ้างสถานการณ์สงครามมากเกินไป
ช่อง3แจงแล้ว! ปมลิฟต์เวทีพลาด คิมเบอร์ลี่-เบลล่า เกือบเกิดอุบัติเหตุ
ภาพแรกมาแล้ว! NASA เผยภาพโลกเต็มใบจากภารกิจ อาร์เตมิส 2
วิกฤตพลังงาน! อินเดียซื้อน้ำมันจากอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี