วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569
จุดเปลี่ยนของประเทศไทย คือ ความท้าทายของรัฐบาลอนุทิน
คาดว่า ประเทศไทยเราจะได้รัฐบาลชุดใหม่(นายกฯคนเดิม) ราวปลายเดือนมีนาคม
เตรียมแถลงนโยบาย ช่วงก่อนหยุดเทศกาลสงกรานต์
จากนั้น รัฐบาลชุดใหม่จะเริ่มบริหารราชการแผ่นดินขับเคลื่อนตามนโยบายหาเสียง รวมถึงมีอำนาจริเริ่มนโยบายใหม่เต็มที่
1.กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.ไปแล้ว 499 คน
ส่วนใหญ่ทยอยรายงานตัวไปแล้ว
สรุป สส. แต่ละพรรค รวมทั้งสิ้น 499 คน
พรรคภูมิใจไทย 191 คน, พรรคประชาชน 120 คน, พรรคเพื่อไทย 74 คน, พรรคกล้าธรรม 58 คน, พรรคประชาธิปัตย์21 คน, พรรคไทรวมพลัง 6 คน, พรรคประชาชาติ 5 คน, พรรคพลังประชารัฐ 5 คน, พรรคเศรษฐกิจ 3 คน, พรรคไทยสร้างไทย 2 คน, พรรคเพื่อชาติไทย 2 คน, พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน และพรรคที่เหลือต่อไปนี้ มี สส.พรรคละหนึ่งคน ได้แก่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรคไทยภักดี พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคมิติใหม่ พรรครวมใจไทย พรรครวมพลังประชาชน พรรคเสรีรวมไทย พรรคใหม่ พรรคโอกาสใหม่
เหลือ 1 เขตที่สุพรรณฯ ยังไม่รับรองผู้ชนะจากพรรคภูมิใจไทย
ตัวเลข สส. จากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่มีพรรคใดได้ สส.เกิน 250 คน พรรคอันดับหนึ่งคือ พรรคภูมิใจไทย มี 191 เสียงจำเป็นต้องหาพรรคใหญ่เข้ามาสนับสนุนอย่างน้อย 1 พรรค จะมาจากพรรคส้ม พรรคเพื่อไทย หรือพรรคกล้าธรรม นี่คือสูตรบังคับโดยปริยาย
2.การจัดตั้งรัฐบาล การคัดเลือกคนมาเป็นรัฐมนตรี
แหล่งข่าว เปิดเผยว่า สำหรับการจัดตำแหน่งรัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน 2 ลงตัวไปจำนวนหนึ่งแล้ว
นายกฯ ใช้ความเป็นผู้นำรัฐบาล กำหนดให้มีนักบริหารคนนอก 5 ตำแหน่ง ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์รองนายกฯ ควบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายสีหศักดิ์พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ ควบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย
และตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็นคนนอกด้วย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น
การมีรัฐมนตรีคนนอกที่เป็นนักบริหารผู้เชี่ยวชาญ สร้างความเชื่อมั่น แรงสนับสนุนจากสังคม ทั้งภาคธุรกิจ เอกชน และประชาชนทั่วไปอย่างมาก ขณะเดียวกัน ก็ต้องบริหารจัดการบ้านใหญ่ในพรรคให้สมดุล เพราะมีบทบาทช่วยให้พรรคได้ สส. เขตทั่วทุกภาคของประเทศมากเป็นประวัติการณ์
นอกจากนี้ นายกฯ อนุทินพยายามวางบรรทัดฐานการคัดเลือกนักการเมืองเข้ามาเป็นรัฐมนตรี โดยอิงกับมาตรฐานจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สังคมส่วนรวมสนับสนุนการขีดเส้นกั้นคนที่มีภาพลักษณ์ไม่ดี ประชาชนเบื่อหน่าย ซึ่งเชื่อว่าจะกันคนหน้าเดิมๆ ที่ประชาชนเบื่อหน่ายได้บางส่วน
3.พรรคกล้าธรรม ไม่ได้ร่วมรัฐบาล ?
เมื่อวานนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถูกถามว่า ยังไม่ปิดประตูพรรคร่วมกับพรรคกล้าธรรมใช่หรือไม่?
นายอนุทิน เผยว่า ต้องรอให้โหวตนายกรัฐมนตรีเสร็จก่อน จึงจะตั้งคณะรัฐมนตรีได้ ไม่ควรที่จะพูดอะไรก่อน ตำแหน่งพวกนี้ต้องมีการโปรดเกล้าฯ ฉะนั้น การจะพูดอะไรก่อนที่จะมีการโปรดเกล้าฯเป็นสิ่งที่ไม่บังควร
เมื่อถามย้ำว่า การพูดบนเวทีสัมมนาว่าจะไม่เอาผู้ที่มีความเคลือบแคลงน่าสงสัยในเรื่องของจริยธรรมมาร่วมรัฐบาล ความชัดเจนเป็นอย่างไร?
นายอนุทิน ระบุว่า เรื่องนี้มีเกณฑ์ของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ ตนไม่ได้ตั้งกฎเอง เนื่องจากศาลเคยมีคำพิพากษากับอดีตรัฐมนตรี นี่คือสิ่งที่เราต้องยึดถือ เพราะคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร
จากท่าทีของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหากมีความชัดเจนว่าพรรคกล้าธรรมไม่ได้ร่วมรัฐบาลแน่นอนแล้ว ก็ย่อมจะยืนยันได้ชัดเจน ดังนั้น การกล่าวข้างต้น ก็น่าจะเป็นเพราะยังรอพิจารณาปัจจัยบางอย่าง ยังไม่ 100%
เชื่อว่า โอกาสร่วมรัฐบาลของพรรคกล้าธรรมมีน้อยมาก แต่ยังไม่ปิดตาย 100%
เพราะถึงวันนี้ ถ้าเลือกนายกฯในสภา คาดว่า เสียงสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ น่าจะทะลุ 290 เสียง และอาจจะเกิน 300 เสียง จาก สส. พรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย ประชาชาติ พลังประชารัฐ เศรษฐกิจ และพรรคเล็ก ฯลฯ โดยยังไม่นับเสียงจาก สส. พรรคกล้าธรรม (ไม่ว่าจะกลุ่มใด)
.png)
.png)
.png)
แต่การขับเคลื่อนการบริหารประเทศระยะยาว ไม่ใช่ดูแค่จำนวนตัวเลข สส. สนับสนุน แต่ต้องดูด้วยว่า สส. และพรรคที่สนับสนุนนั้น ทำให้เกิดสมดุลในทางอำนาจต่อรองที่จะสร้างเสถียรภาพในรัฐบาลจริงๆ หรือเป็นระเบิดเวลารอวันสร้างแรงกระเพื่อม
ถ้า ภท. ไม่เอา กธ. ร่วมรัฐบาล ก็จะต้องมีแผนการ หรือวิธีการบริหารจัดการเสถียรภาพรัฐบาลในระยะต่อไป เพราะการเดินหน้าประเทศไทย ตามแนวทางที่ ภท. ให้สัญญาประชาคมกับประชาชนที่เทคะแนนให้จนพุ่งทะยานชนะพรรคส้มและ พท. ในครั้งนี้ ชัดเจนว่า อาจจะต้องกระทบกระเทือนผลประโยชน์และตระกูลผู้มีอำนาจของ พท. นั่นย่อมจะกระทบเสถียรภาพรัฐบาล หากรัฐบาล ภท.ต้องยืมจมูก พท.หายใจ เสมือน ผูกชีวิตไว้กับ พท.
กธ. มี สส. 58 เสียง ซึ่งในบรรดา สส. เขต 56 เขตนั้น ล้วนแต่เป็นบ้านใหญ่ หรือเป็น สส. ที่ไม่ได้พึ่งแบรนด์ของพรรคไม่ได้ผูกชีวิตไว้กับ กธ. โดย กธ. เป็นพรรคใหม่ มี สส. มากก็ด้วยการรวบรวม สส. เกรด A มาไว้ และเดินเกมยุทธวิธีในพื้นที่เลือกตั้ง ไม่ใช่สร้างกระแส สร้างชื่อเสียงพรรค หรือขายนโยบายพรรค แต่ขายความเชื่อมั่นในตัวบุคคลของ สส. เขตเหล่านั้นเอง
นอกจากนี้ การที่ กธ. มี สส. มากถึง 58 คน หมายถึงต้นทุนภาระในการดูแล สส. แล้วถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล ย่อมกระทบท่อน้ำเลี้ยง ไหนจะคดีความต่างๆ ที่แกนนำพรรค และเครือข่าย สส. จะต้องกังวล ดังนั้น จึงมีโอกาสที่ สส. เหล่านี้ จะมองหาช่องทางเข้าไปร่วมกับฝ่ายรัฐบาลหลังจากอนุทินได้เป็นนายกฯ
ดังนั้น หากในอนาคต ถึงวันที่ พท.แข็งขืน (ถ้าไม่กังวลเรื่องคดีของนายใหญ่ คดีอดีตนายกฯ ตระกูลชินวัตร) พรรค ภท.ก็ยังมีทางเลือก รวบรวม สส. กธ. หรือพรรค กธ. เข้ามาสนับสนุนแทน
ด้วยเหตุนี้ โอกาสที่ กธ. จะร่วมรัฐบาลจึงมีไม่มาก และอาจต้องแลกมาด้วยการปฏิบัติตามเงื่อนไขบางอย่างเพื่อเสริมภาพลักษณ์รัฐบาล เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดความเสี่ยงที่จะถูกร้องคุณสมบัติบุคคลที่มาเป็นรัฐมนตรีอันอาจกระทบถึงตัวนายกฯ อนุทินด้วย
4. จุดเปลี่ยนของประเทศไทย กับรัฐบาลอนุทิน
การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ กำหนดให้มีรัฐมนตรีคนนอกด้วย การจัดโครงสร้างรัฐบาลเช่นนี้ เน้นประสิทธิภาพการบริหาร การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลัก ภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพเสริมความเชื่อมั่นของสังคม ผสมผสานนักการเมืองกับผู้เชี่ยวชาญภายนอกเพื่อสมดุลและเสถียรภาพทางการเมือง
การตั้งรัฐบาลในสูตรดังกล่าว สะท้อนยุทธศาสตร์ของภูมิใจไทยในการ “คุมเกม–ลดแรงเสียดทาน–เร่งเดินนโยบาย” ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ต้องการความชัดเจนและความเชื่อมั่นจากทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง สร้างผลกระทบรุนแรงต่อภูมิรัฐศาสตร์และพลังงานโลก
นี่คือจุดเปลี่ยนของประเทศไทย โอกาสของประเทศไทย กับรัฐบาลอนุทิน
ผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าวิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญของประเทศที่มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากไทยสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ พลังงาน และความเชื่อมั่นได้ พร้อมใช้จุดแข็งด้านอาหาร การแพทย์ และความเป็นกลางทางการทูตอย่างเต็มศักยภาพประเทศไทยมีโอกาสพลิกบทบาทจากผู้ได้รับผลกระทบของวิกฤตโลก สู่การเป็น Safe Haven ทางเศรษฐกิจของอาเซียนในระยะยาว
BOI ระบุว่า ปัจจุบันการลงทุนทั่วโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่อาเซียนเพิ่มขึ้นประมาณ 8% สวนทางกับการลงทุนทั่วโลกที่หดตัวต่อเนื่องกว่า 12% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ขณะที่ UNCTAD ยังขนานนามอาเซียนว่าเป็น Bright Spot ของการลงทุนโลก ท่ามกลางความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและการค้า
ภาคเอกชนเสนอให้ไทยใช้จุดแข็งด้านความเป็นกลางทางการทูต ผลักดันประเทศสู่บทบาท “Safe Haven” ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค คล้ายโมเดลสวิตเซอร์แลนด์ โดยเน้น 2 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และ ศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) เพื่อดึงดูดทั้งนักลงทุนและผู้บริโภคจากทั่วโลก
ในด้านการท่องเที่ยว ททท.ระบุว่า ไทยเตรียมปรับกลยุทธ์ดึงตลาดใหม่ โดยเฉพาะเอเชียและอาเซียน พร้อมต่อยอด Medical Tourism ซึ่งปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวกว่า 580,000 คน สร้างรายได้กว่า 62,000 ล้านบาท
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยว่า รัฐบาลได้มอบหมายทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมวางกลยุทธ์ร่วมกับภาคเอกชน รับมือกับผลกระทบ และวางกลยุทธ์เพื่อใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน การท่องเที่ยว การแพทย์ และอุตสาหกรรมอาหารเข้าสู่ประเทศไทย
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ไทยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาผ่านสันติวิธีและการเจรจาทางการทูต เพื่อให้เกิดเสถียรภาพในภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีอยู่กว่า 100,000 คน โดยได้เตรียมแผนอพยพและการช่วยเหลือไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะในอิหร่าน เริ่มอพยพออกมาแล้ว
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ผลกระทบต่อการค้าของไทยโดยตรงยังอยู่ในวงจำกัด อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบทางอ้อมจากความผันผวนของภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกระทบต่อระบบขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะเส้นทางการค้าสู่ยุโรป หากมีการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือหรือการขนส่ง รวมถึงให้ดูแลราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคในประเทศ ไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาเกินจริง
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ติดตามผลกระทบเศรษฐกิจจากสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นชี้ 6 ช่องทางเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ราคาพลังงานที่อาจพุ่งขึ้น ต้นทุนการผลิตและขนส่งเพิ่ม ห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุด ความเชื่อมั่นท่องเที่ยวชะลอ เงินเฟ้อผันผวน ตลาดการเงินและค่าเงินบาทเคลื่อนไหวรวมถึงแรงงานไทยกว่า 110,000 คน ในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ
ระบุว่า รัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับครบทุกด้าน ทั้งการใช้กองทุนน้ำมันดูแลราคา การเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการการใช้เครื่องมือดูแลตลาดเงินตลาดทุน และการประสานดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ดร.เอกนิติ ย้ำชัดว่า “เศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานแข็งแกร่ง” ทั้งเงินสำรองระหว่างประเทศ ระบบธนาคาร และวินัยการคลัง พร้อมรองรับแรงกระแทกจากภายนอก และสามารถออกมาตรการได้ทันเวลา
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ระบุไว้ก่อนจะเกิดสงครามในตะวันออกกลางว่า “เศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม และออกจาก ICU แต่ไม่ได้แปลว่าจะอยู่อย่างนี้ต่อได้ เพราะมีมรสุมลูกใหญ่ กำลังตั้งเค้าในปี 2569 จำนวน 3 ลูก 1.มรสุมภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ 2.มรสุมภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ 3.มรสุมความอ่อนแอในประเทศ
...ยุทธศาสตร์ “Big Wins” ระยะ 4 ปี ลงทุน 3 ด้าน
1.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจสีเขียว เม็ดเงินรออนุมัติจาก BOI กว่า 1.8 ล้านล้านบาท (หากเร่งปลดล็อกกฎหมายคาดว่า ปีนี้ยอด FDI พุ่งแตะ 9.7 แสนล้านบาท โตขึ้นเกือบ 20%)
2.การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ปฏิรูปด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดึงเอกชนร่วมขับเคลื่อนผ่านโครงการ “Skill Bridge”
3.การลงทุนด้านกฎหมาย ปลดล็อกอุปสรรค เช่น ทบทวนเงื่อนไขวีซ่า, Omnibus Law เพื่อช่วย Fast Track, นำระบบ BOI Fast Pass มาใช้เต็มรูปแบบ…
3 เรื่องที่จะทำ คือ การลงทุน การลงทุน และการลงทุน ดังที่กล่าวข้างต้น แล้วสิ่งเหล่านี้ จะทำให้การลงทุนเข้ามาต่างประเทศเข้ามาอย่างเข้มแข็ง และทำให้ประเทศไทยกลับมาแข็งแกร่งได้ เราจะไม่เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย แต่จะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งในเอเชีย” – รมว.คลัง เอกนิติกล่าว
ทั้งหมด รอพิสูจน์ฝีมือการบริหารประเทศของรัฐบาลอนุทิน 2
สันติสุข มะโรงศรี

จับตาพรุ่งนี้!!! CIB แถลงผลปฏิบัติการ ตัดวงจรเครือข่ายล้งมะพร้าวนอมินีข้ามชาติ
ป.ป.ช.ยืดเวลาส่งคำร้องฟัน อดีต 44 สส. ก้าวไกล แก้ไข ม.112 ออกไปอีก
สะกดทุกสายตา ปู ไปรยา นั่งฟรอนต์โรว์ชมแฟชั่นโชว์ กระทบไหล่คนดัง
เอาแล้วไง! 'แบงก์กรุงเทพ' ออกกฎ 'บัญชี e-Saving' มีต่ำกว่า 2,000 ถอนเงินจากบัญชีไม่ได้
เลขาฯ กฤษฎีกา ชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. ปัดคุยแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี