วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
ขณะนี้ประเทศไทยกำลังค่อยๆ เปลี่ยนผ่านสู่การ“อยู่ร่วมกับโควิด-19” โดยจะทยอยให้กิจการต่างๆ กลับมาเปิดได้ภายใต้มาตรการป้องกันทั้งระดับส่วนบุคคลและระดับองค์กร เพื่อให้กลไกทางเศรษฐกิจกลับมาขับเคลื่อนอีกครั้ง ซึ่งสัปดาห์นี้ “ที่นี่แนวหน้า” ขอสรุปข้อห่วงใยในจดหมายเปิดผนึกจาก เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ สะท้อนปัญหาและทางออกในภาค “โรงงานอุตสาหกรรม” ในโครงการนำร่องการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดในโรงงาน (Factory Sandbox) มานำเสนอ ดังนี้
1.อาจมีแรงงานตกหล่นไม่ได้รับการคุ้มครอง การบริหารจัดการแรงงานมุ่งเน้นคนทำงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ซึ่งอาจทำให้แรงงานบางรายที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมกลายเป็นผู้ตกหล่นในโครงการแม้จะอยู่ในสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ 2.ความเสี่ยงจากสถานที่พักของแรงงาน แม้จะมีการกำหนดแนวทางจากกระทรวงสาธารณสุข แต่ยังพบว่าแรงงานยังต้องอยู่ในสภาพที่แออัด อาหารและน้ำดื่มที่ไม่เพียงพอ อีกทั้งสมาชิกในครอบครัว ถ้าพ่อแม่ต้องเข้าร่วมในโครงการ เด็กผู้ติดตามจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังและไร้คนดูแล เป็นต้น
3.แรงงานอาจถูกสั่งให้พักงานชั่วคราวได้ หากพบว่าเป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อเพื่อสังเกตอาการ โดยยังไม่มีแนวทางชัดเจนเรื่อง ค่าจ้างค่าแรงของแรงงานว่าจะได้รับการคุ้มครองหรือไม่ ซึ่งในทางปฏิบัติแรงงานมักถูกให้ใช้วันหยุด วันลาพักร้อนในการกักตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิของลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิในการได้รับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ในยามปกติ
4.กระบวนการที่แรงงานทุกคนจะต้องทำการตรวจคัดกรองหาเชื้อโรคโควิด-19 โดยวิธี RT-PCR เพื่อแยกผู้ติดเชื้อเข้ารับการรักษาทันที อีกทั้งให้มีการตรวจโดยชุดตรวจแอนติเจนด้วยตนเอง (Antigen Self-Testing Kit : Self ATK) ทุกสัปดาห์ มีข้อสังเกตถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ระบุไว้ว่าภาคส่วนใดจะเป็นผู้รับผิดชอบซึ่งหากใช้ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน ที่ระบุว่า พื้นที่เป้าหมายระยะแรก มีสถานประกอบการ 387 แห่ง ลูกจ้าง 474,109 คน
ด้วยจำนวนแรงงานดังกล่าว หากต้องตรวจ RT-PCR ในครั้งแรกต้องใช้งบประมาณในการตรวจอย่างน้อย1 พันล้านบาท (คิดที่อัตราค่าตรวจ 3,000 บาทต่อคน) และการตรวจ ATK อีกทุกสัปดาห์ ต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น 33,187,630 บาท (คิดที่อัตรา ATK 70 บาทต่อคนต่อสัปดาห์) และหากต้องตรวจ 4 ครั้งต่อเดือนแรงงานต้องใช้อุปกรณ์ ATK จำนวนทั้งสิ้น 1,896,436 ชิ้น(และจะใช้งบประมาณเท่ากับ 132,750,520 บาท)
ดังนั้น เพื่อให้เกิดการรักษาเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน ควบคู่กับการควบคุมและป้องกันโรคอันเป็นกระบวนการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคระบาดโควิด-19 และสอดคล้องกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนตามหลักกฎหมายของรัฐธรรมนูญไทยพ.ศ.2560 จึงมีข้อเสนอแนะ 1.จัดทำคู่มือว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิคนงานภายใต้โครงการควบคุมโรคในพื้นที่เฉพาะ เพื่อเป็นแนวทางที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการ และแรงงาน ในกรณีที่ต้องมีการพักหยุดงานการใช้วันหยุด วันลาของแรงงาน
ความชัดเจนของการจ่ายค่าแรง หรือค่าชดเชย เนื่องจากต้องปฏิบัติตามกฎการปฏิบัติตัวเพื่อการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค เพื่อป้องกันมิให้แรงงานสูญเสียสิทธิอันพึงได้รับตาม .ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดย “กระทรวงแรงงานจะต้องออกประกาศกำหนดให้การลาป่วยหรือการกักตัวจากการระบาดของโรคโควิด-19 เป็นการลาป่วยที่ต้องได้รับค่าจ้างตามกฎหมาย” ไม่อยู่ในเงื่อนไขของการลาป่วยตามปกติเนื่องจากมีระยะเวลาในการรักษาตัวหรือกักตัวในการควบคุมโรคเป็นระยะเวลานาน
2.กระทรวงแรงงานควรพิจารณาขยายกลุ่มแรงงานที่ไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามพ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 33 เนื่องจากแรงงานในสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ มีทั้งแรงงานไทยและข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันแรงงานข้ามชาติถูกจัดแบ่งการบริหารเป็นหลายกลุ่มประเภท ซึ่งอาจจะทำให้แรงงานบางรายอยู่ในขั้นตอนที่กำลังเข้าสู่การเป็นผู้ประกันตน รวมถึงการเข้าถึงสิทธิประกันการว่างงาน ในกรณีที่เป็นกลุ่มเสี่ยง และถูกให้กักตัว โดยที่แรงงานอาจจะไม่สามารถใช้สิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
3.กระทรวงสาธารณสุขควรเป็นเจ้าภาพในการจัดสรรงบประมาณด้านการจัดซื้ออุปกรณ์การตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 โดยไม่จัดเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ประกอบการหรือแรงงาน โดยพิจารณาการจัดสรรงบประมาณที่กระทรวงสาธารณสุขอาจได้รับจากโครงการภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ กรอบวงเงิน 1 ล้านล้านบาท โดยโครงการที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์และสาธารณสุขมีกรอบวงเงินอยู่ที่ 63,898 ล้านบาท
ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 47วรรคสาม ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” ทั้งนี้ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยได้ตระหนักและยอมรับว่า โรคระบาดโควิด-19 เป็นโรคที่อุบัติขึ้นใหม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพต่อประชากรทุกคนรวมทั้งการพัฒนาของประเทศในทุกมิติ 4.กระทรวงแรงงานเร่งรัดให้มีการจัดสรรวัคซีนให้แก่แรงงานทุกคนเป็นวาระด่วน อันเป็นมาตรการที่ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค การเจ็บป่วยการเสียชีวิตของประชากร
5.สำนักงานประกันสังคม กองเศรษฐกิจ แล้วแต่กรณี เชื่อมต่อให้สถานบริการสุขภาพตามสิทธิของแรงงานในพื้นที่นั้นๆ เข้ามาเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดการดูแลเรื่องการสถานพยาบาลของ Factory Sandbox ในแต่ละจุด หรือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการดูแลรักษาพยาบาลแรงงานทุกคน โดยค่าใช้จ่ายให้สปสช. ไปดำเนินการเบิกจ่ายจากหน่วยงานดูแลกองทุนเองโดยไม่ปล่อยให้เป็นภาระของสถานประกอบการ หรือตัวแรงงาน
และ 6.มีมาตรการที่ชัดเจน แนวปฏิบัติ การติดตามเรื่องการจัดการที่พักสำหรับการกักตัวของแรงงานที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ที่สถานประกอบการต้องดำเนินการ โดยมุ่งเน้นเรื่องการดูแลเรื่องการอุปโภค-บริโภค เรื่องความแออัดของพื้นที่ ป้องกันความเสี่ยง รวมถึงมาตรการในการรองรับกรณีที่ต้องมีการแยกพ่อแม่ ออกมากักตัวโดยที่ลูกของแรงงานไม่มีการดูแล!!!

กองทัพเรือเตือน ทุ่นระเบิด โผล่อ่าวเปอร์เซีย แนะเรือไทยหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงสูง
ซาบีดาเปิดงานสี่เผ่าไท ชู Soft Power วัฒนธรรมกระตุ้นเศรษฐกิจปี 69 ปั้นเมืองรองผงาดสู่เมืองหลัก
รพ.ราชวิถี ประกาศความสำเร็จ ใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดตับอ่อน ผู้ป่วยเด็ก12ปี อายุน้อยที่สุดในไทย
ชัยวุฒิ เตือน รัฐบาล รับมือ วิกฤตซ้อนวิกฤต พลังงานพุ่ง รายได้หด
มั่นใจน้ำมันไม่ขาดแคลน กลุ่มโรงกลั่นฯ ชู 4 กลยุทธ์จัดการน้ำมันดิบในประเทศ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี