วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / คอลัมน์ / คอลัมน์การเมือง / กวนน้ำให้ใส
กวนน้ำให้ใส

กวนน้ำให้ใส

สารส้ม
วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.
ควรปฏิรูปการจัดการทรัพย์สินพระสงฆ์ (จบ)

ดูทั้งหมด

  •  

หากเราเริ่มต้นที่หลักการพื้นฐานของการบวชในพระพุทธศาสนา

ต้องยอมรับว่า การบวช ก็เพื่อสละซึ่งกิเลส


มิใช่บวชเพื่อกอบโกย สั่งสมเงินทอง หาทรัพย์สินเข้าพกเข้าห่อ เพื่อจะผ่องถ่ายเงินจากศรัทธาญาติโยมออกไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนอย่างแน่นอน

ดังนั้น การเปิดช่องให้พระสงฆ์สามารถโยกย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินออกไปให้ใคร หรือเอาติดตัวออกไปเมื่อลาสิกขา จึงเป็น “ข้อยกเว้น” มิใช่หลักการที่พึงเป็นตั้งแต่ต้น

กฎหมายบัญญัติเรื่องนี้ไว้ว่า “ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นแต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างมีชีวิตหรือโดยพินัยกรรม” (แพ่ง มาตรา 1623)

หากมีเจตนาให้ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างการบวชเป็นสมบัติส่วนตัวของพระ กฎหมายย่อมเขียนไว้เป็นหลักในทำนองว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของพระภิกษุรูปนั้น..

ถ้าเขียนไว้แบบนี้ ก็ชัดเจนว่าเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวโดยแท้ ลาสิกขาหรือไม่ ก็เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะตน

แต่ในความเป็นจริง กฎหมายก็ไม่ได้เขียนไว้เช่นนั้น

1.  ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้วิเคราะห์ เกี่ยวกับทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างบวชไว้

“มีข้อที่สังเกตได้ในเบื้องต้นว่าประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๓ไม่เกี่ยวกับสมบัติของ วัด วัดเป็นนิติบุคคล...จึงถือสิทธิและมีสิทธิในทรัพย์สินได้กรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1623 เกี่ยวเป็นเรื่องทรัพย์สินของพระภิกษุซึ่งถึงแก่มรณภาพ กฎหมายให้ทรัพย์สินของท่านที่ได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศตกเป็นสมบัติของวัดเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เหตุผลในทางนิตินัยและในทางศาสนาอยู่ที่ว่า พระภิกษุอยู่ในสถาบันอนาถาเป็นผู้ไม่หามาหรือสะสมไว้ซึ่งทรัพย์สมบัติ แต่ห้ามไม่ได้ที่จะมิให้ชาวบ้านถวายของเป็นจตุปัจจัยตามศรัทธา ซึ่งสำหรับพระบางองค์ที่เทศนาโปรดสัตว์เก่งๆ อาจได้กัณฑ์เทศน์นี้เป็นเงินสะสมไว้ถึงเรือนแสนก็ได้ ของที่ชาวบ้านถวายพระนี้ในทางหลักนโยบายถือว่าเป็นของที่เขาทำบุญในศาสนา ไม่ใช่ของให้แก่พระเป็นส่วนตัวเมื่อพระถึงแก่มรณภาพ กฎหมายจึงให้ตกเป็นสมบัติของวัด ว่ากันในทางนโยบาย บทบัญญัติเช่นนี้ย่อมเป็นผลดีไปอีกทางหนึ่ง เพราะถ้าไม่มีบทบังคับให้ทรัพย์สินของพระภิกษุตกเป็นของวัดเมื่อมรณภาพ “มีข้อสังเกตว่า ทรัพย์สินของพระที่ตกได้แก่วัดนั้น ตัวบทไม่ได้กล่าวว่าเป็นมฤดก และจะกล่าวว่าเป็นมรดกของพระก็กล่าวไม่ได้ เพราะสาเหตุในหลักการนโยบายที่ให้ทรัพย์ของพระตกเป็นของวัด ก็เพราะถือว่าเป็นของที่ชาวบ้านเขาทำบุญในพระศาสนา ไม่ได้ให้แก่พระเป็นส่วนตัว”

และมีข้อยกเว้นที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๒๓ว่า “ทรัพย์สินของพระภิกษุจะตกเป็นของวัดต่อเมื่อท่านมิได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิต หรือโดยพินัยกรรมข้อนี้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ซึ่งผู้ทรงศีลเป็นพระภิกษุจะพึงบำเพ็ญจาคะทำบุญให้ทานแก่คนอื่น กฎหมายจึงได้บัญญัติยกเว้นไว้ให้ท่านจำหน่ายทรัพย์สินได้ ทั้งในระหว่างชีวิตและโดยพินัยกรรม ทรัพย์ใดที่ท่านได้จำหน่ายไปแล้วเช่นนี้ ย่อมไม่ตกเป็นสมบัติของวัด ประเพณีในทางปฏิบัติของพระภิกษุที่เคร่งในพระธรรมวินัย เมื่อได้จตุปัจจัยมาเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด ท่านมักจะจับสลากแจกจ่ายไปในบรรดาสามเณรและศิษย์วัด ไม่เก็บสะสมไว้ แม้ท่านจะทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์เมื่อท่านมรณภาพ ก็อยู่ในหลักการของการบำเพ็ญจาคะอยู่นั่นเอง ทางวัดจะโต้แย้งเอาเป็นสมบัติของวัดไม่ได้”    

2. มีข้อคิดความเห็นที่น่าสนใจจากนักกฎหมายบางท่านว่า

เมื่อพิจารณาดูถึงที่มาของมาตรา ๑๖๒๓ ประกอบกับวัตถุประสงค์แล้ว จะเห็นว่า ทรัพย์สินที่มีผู้ให้แก่พระภิกษุในขณะอยู่ในสมณเพศนั้น กฎหมายถือว่าเป็นของที่ให้เพื่อทำบุญในพระพุทธศาสนา

ไม่ได้ให้แก่พระภิกษุเป็นการส่วนตัว เพราะถ้าไม่ใช่เป็นพระภิกษุ ก็จะไม่มีคนทำบุญให้ หรือดังที่มีผู้ตั้งคำถามว่า“ถ้าไม่บวชจะได้มาหรือ”

ส่วนการที่กฎหมายยอมให้พระภิกษุจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศได้นั้นก็เพื่อให้เป็นไปตามพระธรรมวินัยที่พระภิกษุจะพึงบำเพ็ญจาคะ ทำบุญให้ทานแก่คนอื่น

อนึ่ง มีข้อพึงสังเกตว่า กรณีที่พระภิกษุสึกออกจากสมณเพศ บุคคลนั้นจะนำทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมณเพศมาเป็นของตนเองได้หรือไม่ ประเด็นนี้ ว่ากันตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์แล้วไม่อาจจะทำได้ เพราะถือว่าเป็นของที่มีผู้ให้แก่พระพุทธศาสนา ไม่ใช่ให้ในฐานะส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติกรณีดังกล่าว ผู้ที่สึกจากสมณเพศมักจะนำทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศออกไปด้วย อีกทั้ง นักกฎหมายบางท่านยังได้ยกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า กรณีข้างต้นสามารถกระทำได้ กล่าวคือ

“ตัวอย่าง พระภิกษุ ก. อุปสมบทครั้งแรก ระหว่างอยู่ในสมณเพศมีผู้นำพระพุทธรูปทองคำ ๑ องค์มาถวาย หลังจากสึกแล้วได้อุปสมบทอีก ครั้งหลังมีผู้ถวายเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท พระภิกษุ ก. นำเงินนั้นไปเก็บไว้ที่บ้าน ต่อมาพระภิกษุ ก. มรณภาพ ดังนี้ พระพุทธรูปทองคำตกทอดแก่ทายาทของพระภิกษุ ก. ก่อนอุปสมบทตามมาตรา ๑๖๒๔ ส่วนเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ตกเป็นสมบัติของวัด เพราะเป็นทรัพย์ที่พระภิกษุ ก. ได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศแม้ขณะมรณภาพเงินจำนวนนี้ไม่ได้อยู่ที่วัดที่เป็นภูมิลำเนา วัดก็มีสิทธิเรียกร้องเงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท นี้ได้ตามมาตรา ๑๖๒๓”

ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนอุปสมบทในมาตรานี้ หมายถึง ที่มีอยู่ก่อนอุปสมบทครั้งสุดท้ายนั่นเอง ดังนั้น หากเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างดำรงสมณเพศครั้งก่อน แต่ลาสิขาบทออกไปแล้วกลับเข้ามาอุปสมบทใหม่ก็คงต้องถือว่าทรัพย์สินนี้ได้มาก่อนการดำรงสมณเพศนั่นเอง” ดังนั้น จึงน่าพิจารณาอย่างยิ่งว่า ควรแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินของพระภิกษุระหว่างอยู่ในสมณเพศหรือไม่ โดยเฉพาะการแก้ไขโดยกำหนดให้ทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้มาในระหว่างที่เป็นสมณเพศให้ถือเป็นทรัพย์สินของวัด

3. ดร.ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยให้มุมมองไว้น่าสนใจว่า

ตามหลักพระธรรมวินัย พระสงฆ์จะมีเงินหรือทรัพย์สินจำนวนมากไม่ได้มีได้ยินดีได้ตามหลักปัจจัย 4 คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคที่อยู่อาศัย และพระสงฆ์จะจับเงินจับทองไม่ได้หากมีการถวายก็ต้องถวายผ่านไวยาวัจกร หากพระสงฆ์รูปใดมีเงินเป็นจำนวนมากถือว่า อาบัติ

การจะแก้เรื่องการมีทรัพย์สินของพระสงฆ์นั้น จะต้องแก้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรื่องมรดกของพระสงฆ์ ในมาตรา 1623 ซึ่งความไม่ชัดเจนในมาตราดังกล่าวทำให้มีช่องโหว่ในเรื่องทรัพย์สิน

กฎหมายเดิมระบุว่า พระสงฆ์มีทรัพย์สินได้ แต่จะตกเป็นมรดกของวัดก็ต่อเมื่อมรณภาพ และทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างในสมณเพศนั้น หากมรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระ เว้นเสียแต่จะจำหน่ายในระหว่างมีชีวิตหรือพินัยกรรม เป็นการเปิดช่องให้พระสงฆ์เขียนพินัยกรรมได้ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาจะต้องแก้มาตรา 1623 เสียใหม่ว่า ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมณเพศนั้นให้ตกเป็นของวัดทั้งหมดตั้งแต่วันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาหากเขียนแบบนี้เมื่อได้ทรัพย์สินมาถือว่าเป็นของวัดทันที และจะไม่สามารถประเมินภาษีได้ พระสงฆ์มีทรัพย์สินเงินทองไม่ได้ หมดปัญหา และยังสอดคล้องกับหลักธรรมวินัยด้วย

4. ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อดีตประธานกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาเคยเปิดเผยถึงรายงานผลการศึกษาฯว่า สิ่งที่จำเป็นจะต้องปฏิรูป หนึ่งในนั้นคือ การจัดการทรัพย์สินของวัดและของพระสงฆ์ ปัจจุบัน ทรัพย์สินในวงการศาสนาพุทธมีจำนวนถึง 20 ล้านล้านบาท มากกว่างบแผ่นดิน 10 เท่า และไม่มีบัญชีครบถ้วนว่าทรัพย์สินมีบัญชีเข้าออกอย่างไร ไม่โปร่งใส ไม่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ทรัพย์สินและรายได้ที่ชาวบ้านศรัทธายกมือให้ท่วมหัวบริจาคมอบให้พระ เพราะเห็นว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แล้วแต่จะนำไปทำกิจการในพุทธศาสนาอย่างไรก็ได้ให้เกิดประโยชน์ แต่พระจำนวนไม่น้อยเอาเงินนั้นใส่บัญชีของตนเอง เมื่อมรณภาพก็ทำพินัยกรรมยกให้กับญาติ อดีตภรรยา ลูกหลายรูปมาบวชจนกลายเป็นอาชีพประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่สอดคล้องกับพระธรรมวินัยอย่างยิ่ง เพราะพระพุทธเจ้าไม่นิยมให้พระภิกษุจับเงิน แต่ก็มีคนเลี่ยงตลอด เช่นพอมาถวายก็เรียกใบปวารณา หรือวางไว้เอาก้านธูปเขี่ยอ้างว่าไม่จับ

“เงินเปรียบเสมือนงูหรืออสรพิษ สร้างกิเลสให้พระ พอกพูนได้ง่าย จึงมีการระบุชัดเจน แต่มีการเลี่ยงบาลี จนกลายเป็นของส่วนตัว เงินบริจาค ทำบุญ ทำในนามพระพุทธศาสนาถูกยักย้ายถ่ายเทไปสู่บัญชีส่วนตัว”

น่าเสียดาย ที่รัฐบาล คสช. ไม่ผลักดันให้มีการปฏิรูปการจัดการทรัพย์สินของพระสงฆ์ทั้งระบบอย่างจริงจัง และเด็ดเดี่ยว ทำให้ปัญหาถูกซุกอยู่ใต้พรมจนถึงปัจจุบัน

สารส้ม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  
  • Breaking News
  • ข่าวยอดนิยม
  • คอลัมน์ฮิต
10:42 น. อิหร่าน กร้าว ควบคุมเบ็ดเสร็จทั้งอ่าวเปอร์เซีย-ฮอร์มุซ ประเทศนอกภูมิภาคไม่มีสิทธิ์แทรกแซง
10:35 น. 'ลีเดีย ศรัณย์รัชต์'สุดเอือมระอาฟาดอดีตคู่กรณี ‘คดีเราเธอไม่ได้ชนะ’
10:28 น. จับตากมธ.วุฒิสภา ลงมติเสนอเลิกMOU43
10:16 น. ‘ชมพู่ อารยา’พาเปิดนิสัยทำร้ายฟันเสี่ยงหน้าเบี้ยว!แค่ฟันผุ ลามถึงหัวใจและสมอง
10:16 น. โจ มณฑานี ยกเคสสิงคโปร์เทียบไทย ตอกกลับดรามาน้ำมัน
ดูทั้งหมด
ซาบีดา ปลุกกระแส Soft Power ชูแฟชั่น ลายไก่อุทัยธานี ผสานภูมิปัญญาลาวครั่งสู่ลุคร่วมสมัย
'ชมพู่ อารยา'ฟาดลุคเขียววิบวับออร่าพุ่งปิดโชว์ SIRIVANNAVARI
กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเป็นประธานประชุมจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’
มิตรภาพไม่เคยจาง! 'หนุ่ม ศรราม' พาลูกสาวหา'เสก โลโซ'เผยโมเมนต์น่ารักน้องวีจิ
อบอุ่นหัวใจ‘วิทวัส’นำอดีตทีมงาน4 ทุ่มสแควร์ ส่งกำลังใจเยี่ยม'เด๋อ ดอกสะเดา'
ดูทั้งหมด
ลุ้นระทึกคำขู่ของ‘ทรัมป์’
เตรียมรับมือการขาดแคลนพลังงานจากสถานการณ์สงคราม
เริงรำกับฝูงหมาป่า
สังคมหวั่นไหวกับวิกฤตน้ำมัน
สงครามยังไม่จบ นับศพไปพลางๆ
ดูทั้งหมด

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

'ลีเดีย ศรัณย์รัชต์'สุดเอือมระอาฟาดอดีตคู่กรณี ‘คดีเราเธอไม่ได้ชนะ’

อิหร่าน กร้าว ควบคุมเบ็ดเสร็จทั้งอ่าวเปอร์เซีย-ฮอร์มุซ ประเทศนอกภูมิภาคไม่มีสิทธิ์แทรกแซง

โจ มณฑานี ยกเคสสิงคโปร์เทียบไทย ตอกกลับดรามาน้ำมัน

‘ชมพู่ อารยา’พาเปิดนิสัยทำร้ายฟันเสี่ยงหน้าเบี้ยว!แค่ฟันผุ ลามถึงหัวใจและสมอง

แฟนๆ แห่โฟกัส 'ปากเจี๊ยบ'หลังซ้อมร้องเพลง'เนื้อคู่'ลุ้นหนักหรือจะเป็น SECRET GUEST บนเวที

'ตั๊ก มยุรา–หนุ่ย ธาดา'40 ปีชีวิตคู่ไม่สมบูรณ์แบบเลือกอยู่เพราะความดี

  • Breaking News
  • อิหร่าน กร้าว ควบคุมเบ็ดเสร็จทั้งอ่าวเปอร์เซีย-ฮอร์มุซ ประเทศนอกภูมิภาคไม่มีสิทธิ์แทรกแซง อิหร่าน กร้าว ควบคุมเบ็ดเสร็จทั้งอ่าวเปอร์เซีย-ฮอร์มุซ ประเทศนอกภูมิภาคไม่มีสิทธิ์แทรกแซง
  • \'ลีเดีย ศรัณย์รัชต์\'สุดเอือมระอาฟาดอดีตคู่กรณี ‘คดีเราเธอไม่ได้ชนะ’ 'ลีเดีย ศรัณย์รัชต์'สุดเอือมระอาฟาดอดีตคู่กรณี ‘คดีเราเธอไม่ได้ชนะ’
  • จับตากมธ.วุฒิสภา ลงมติเสนอเลิกMOU43 จับตากมธ.วุฒิสภา ลงมติเสนอเลิกMOU43
  • ‘ชมพู่ อารยา’พาเปิดนิสัยทำร้ายฟันเสี่ยงหน้าเบี้ยว!แค่ฟันผุ ลามถึงหัวใจและสมอง ‘ชมพู่ อารยา’พาเปิดนิสัยทำร้ายฟันเสี่ยงหน้าเบี้ยว!แค่ฟันผุ ลามถึงหัวใจและสมอง
  • โจ มณฑานี ยกเคสสิงคโปร์เทียบไทย ตอกกลับดรามาน้ำมัน โจ มณฑานี ยกเคสสิงคโปร์เทียบไทย ตอกกลับดรามาน้ำมัน
ดูทั้งหมด

คอลัมน์ที่เกี่ยวข้อง

จัดการน้ำมัน 2 ขา  ยามวิกฤตพลังงานโลก

จัดการน้ำมัน 2 ขา ยามวิกฤตพลังงานโลก

24 มี.ค. 2569

ไทยทุกข์ร้อน เพราะไฟสงคราม  แค่ไหน อย่างไร?

ไทยทุกข์ร้อน เพราะไฟสงคราม แค่ไหน อย่างไร?

23 มี.ค. 2569

ปัญหาน้ำมัน  จากโรงกลั่นไปสู่ผู้ใช้น้ำมัน

ปัญหาน้ำมัน จากโรงกลั่นไปสู่ผู้ใช้น้ำมัน

20 มี.ค. 2569

เลือกตั้งไม่โมฆะ 99.99%

เลือกตั้งไม่โมฆะ 99.99%

19 มี.ค. 2569

ขยายเพดานราคาดีเซล  ขยับราคาขาย ค่อยเป็นค่อยไป  เร่งเพิ่มการใช้พืชพลังงานในประเทศ

ขยายเพดานราคาดีเซล ขยับราคาขาย ค่อยเป็นค่อยไป เร่งเพิ่มการใช้พืชพลังงานในประเทศ

18 มี.ค. 2569

แค่นี้ยังทำให้สมาชิกพรรคเดือดร้อน

แค่นี้ยังทำให้สมาชิกพรรคเดือดร้อน

17 มี.ค. 2569

ราคาขายปลีกน้ำมันในไทยหลัง 16 มี.ค.  ค่อยเป็น-ค่อยไป

ราคาขายปลีกน้ำมันในไทยหลัง 16 มี.ค. ค่อยเป็น-ค่อยไป

16 มี.ค. 2569

ข้อมูลสมาชิกพรรคส้มรั่วไหล  เพิ่มความกังวลต่อปมขอLaser ID

ข้อมูลสมาชิกพรรคส้มรั่วไหล เพิ่มความกังวลต่อปมขอLaser ID

13 มี.ค. 2569

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved