วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ก่อนอื่นต้องย้ำยืนยันว่า การกู้หนี้ยืมสินโดยการตัดสินใจของผู้กู้ในทุกกรณี ผู้กู้ยืมต้องชดใช้หนี้สินทั้งหมดโดยไม่มีข้ออ้างหรือข้อยกเว้นใดๆ
สาเหตุที่พูดเช่นนี้ก็เพราะ ผู้กู้ยืมต้องพึงสำเหนียกตลอดเวลาว่า การกู้ยืมเงินจากใครนั้น ผู้กู้เป็นผู้ตัดสินใจดำเนินการด้วยตัวเอง เพราะไม่ได้ถูกผู้ให้กู้หลอกลวง หรือบังคับให้กู้ แต่หากผู้กู้ยืมมีหลักฐานชัดเจนว่าผู้ให้กู้ยืม ทำผิดสัญญาให้กู้ยืม เช่น คิดดอกเบี้ยผิดไปจากข้อตกลงที่กระทำร่วมกัน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญากู้ยืม โดยที่ผู้กู้ยืมไม่ได้ให้ความยินยอม หากเป็นในกรณีหลังเช่นนี้ ผู้กู้ยืมสามารถปฏิเสธการจ่ายดอกเบี้ย หรือสามารถปฏิเสธสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้
แต่สำหรับเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่กำลังเป็นประเด็นการเมือง และประเด็นวิวาทะในสังคมขณะนี้ ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการกู้ยืมเงินแล้วมีผู้กู้ยืมจำนวนไม่น้อยไม่ยอมชดใช้ โดยอ้างเหตุต่างๆ และขณะเดียวกัน เรื่องของการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ก็ถูกนักการเมืองกลุ่มหนึ่งนำไปแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองให้กับกลุ่มของตน ด้วยการเสนอญัตติประหลาดคือ ผู้กู้ยืมเงิน กยศ. ไม่ต้องชดใช้ดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืม
ข้อเสนอที่แฝงด้วยผลประโยชน์ทางการเมืองเช่นนี้คือสิ่งที่วิญญูชนประจักษ์ดีว่า นักการเมืองที่เสนอเรื่องพิสดารเช่นนี้ จงใจหาผลประโยชน์ให้ตัวเองโดยแท้ นั่นคือต้องการคะแนนนิยมทางการเมืองเฉพาะตนเอง โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายใดๆ ที่จะบังเกิดกับประเทศชาติในอนาคต
ก่อนอื่น นักการเมืองไทยที่เสนอเรื่องพิสดารเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง จำเป็นต้องรู้ก่อนว่ากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่28 มีนาคม พ.ศ. 2538 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2539 ให้เริ่มดำเนินการกองทุนในลักษณะเงินทุนหมุนเวียน ตามนัยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 ต่อมารัฐบาลพิจารณาเห็นความสำคัญของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามากขึ้น จึงประกาศใช้พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541 มีผลให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีฐานะเป็นนิติบุคคล อยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงินแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพระหว่างศึกษา
ปัจจุบัน พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาพ.ศ. 2560 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 มกราคม2560 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 มีผลให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐมนตรีและมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น เนื่องจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541 และกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคตตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการบริหารกองทุนเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2549 ที่ออกตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 มีการบริหารจัดการและการดำเนินการที่มีข้อจำกัด และไม่สอดคล้องกับนโยบายการผลิตกำลังคนและการพัฒนาประเทศ สมควรบูรณาการการบริหารจัดการและการดำเนินการของกองทุน กยศ. และกองทุน กรอ. ให้เป็นเอกภาพอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน และเพิ่มมาตรการในการบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
พูดโดยสรุปคือ กองทุน กยศ. ตั้งขึ้นเพื่อให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สำหรับเล่าเรียน และเพื่อใช้จ่ายในการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ดังนั้น เมื่อเป็นเงินกู้ยืม ผู้กู้ยืมจึงต้องชดใช้เงินกู้ และต้องชำระดอกเบี้ยที่เกิดจากเงินกู้ การที่มีผู้เรียกร้องให้ยกเลิกหนี้เงินกู้ กยศ. จึงเท่ากับแสดงเจตนารมณ์ว่าต้องการฉ้อโกงเงินที่ตนเองกู้ยืมไป ส่วนการเรียกร้องให้ไม่ต้องชำระดอกเบี้ยเงินกู้ กยศ.ก็คือการทำให้เงินกู้เพื่อการศึกษาของประเทศลดจำนวนลงไปโดยปริยาย อันจะทำให้ผู้ที่มีความจำเป็นต้องกู้ยืมในอนาคตไม่สามารถมีเงินเพื่อการศึกษาได้
ประเด็นต่อมาที่สาธารณชนต้องรับทราบคือ กองทุน กยศ. ตั้งขึ้นเพื่อให้โอกาสทางการศึกษากับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อแต่ประสบปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยการกู้ยืมเงินส่วนนี้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปีเท่านั้น และให้ระยะเวลาการผ่อนชำระนาน 15 ปี
สิ่งสำคัญอีกประการที่ต้องพิจารณาคือ หากยกเลิกการชำระเงินกู้ กยศ. ก็หมายความว่าสนับสนุนให้ผู้กู้ยืมแสดงพฤติกรรมฉ้อโกงแล้วถือว่าการฉ้อโกงไม่ผิดกฎหมาย ใช่หรือไม่ ส่วนการไม่ชำระดอกเบี้ยเงินกู้ ก็หมายความว่า ผู้ที่กู้ยืมไปก่อนแล้วไม่รับผิดชอบกับผู้ที่จะขอกู้ให้อนาคต ใช่หรือไม่ เนื่องจากถ้าไม่มีเงินกู้ยืม กยศ. อีก ก็หมายความว่าผู้ที่จะขอกู้ยืมในอนาคตก็จะไม่มีเงินก้อนนี้ไปโดยปริยาย ซึ่งเท่ากับตัดโอกาสทางการศึกษาไปด้วย
จากสถิติของ กยศ. ระบุว่า มีผู้กู้ยืมเงินได้รับโอกาสทางการศึกษาไปแล้ว 6,217,458 ราย คิดเป็นเงินให้กู้ยืมประมาณ 696,802 ล้านบาท โดยกองทุนมีเงินหมุนเวียนจากการชำระคืนกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี ทำให้กองทุนมีเงินเพื่อให้นักเรียน นักศึกษารุ่นต่อๆ ไปกู้ยืมโดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 เป็นต้นมา ส่วนในปีการศึกษา 2565 กองทุนเตรียมเงินประมาณ 38,000 ล้านบาทเพื่อรองรับผู้กู้ยืมจำนวนกว่า 600,000 ราย
ปัจจุบัน มีผู้กู้ยืมซึ่งอยู่ระหว่างชำระหนี้จำนวน 3,458,429 ราย คิดเป็นยอดหนี้คงเหลือจำนวน 337,857 ล้านบาท ดังนั้น หากยกเลิกหนี้ก้อนดังกล่าว จะส่งผลให้ผู้ขอกู้ยืมเงินในรุ่นต่อๆ ไปไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา ดังนั้นการยกเลิกหนี้ กยศ. จึงเท่ากับการตัดโอกาสทางการศึกษาของคนรุ่นหลังๆ ที่จำเป็นต้องกู้ยืมเงินจาก กยศ.
เท่าที่ติดตามมาตรการช่วยเหลือของทาง กยศ. พบว่าจะปรับโครงสร้างหนี้ และแปลงหนี้ เพื่อขยายระยะเวลาผ่อนชำระ รวมถึงลดอัตราเบี้ยปรับให้ถูกกว่าเดิม ล่าสุดกองทุนขยายระยะเวลามาตรการลดหย่อนหนี้เพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 โดยลดอัตราดอกเบี้ยปรับเหลือ 0.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี สำหรับผู้กู้ยืมที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีและลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเหลือ 0.01 เปอร์เซ็นต์ต่อปี สำหรับผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนกองทุนซึ่งไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ ลดเงินต้น 5 เปอร์เซ็นต์ ให้สำหรับผู้กู้ยืมที่ไม่เคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ และต้องการปิดบัญชีในคราวเดียว และลดเบี้ยปรับ 100 เปอร์เซ็นต์ ให้สำหรับผู้กู้ยืมทุกกลุ่มที่ชำระหนี้ปิดบัญชี รวมถึงปรับลดเบี้ยปรับ 80 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้กู้ยืมที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีที่ชำระหนี้ค้างทั้งหมดให้มีสถานะปกติ คือไม่มีการค้างชำระต่อไป
นอกจากนี้ กองทุนมีมาตรการชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดี ชะลอการบังคับคดี เว้นแต่คดีที่จะใกล้ขาดอายุความและงดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้กู้ยืม และ/หรือผู้ค้ำประกันอีกด้วย
ต้องยอมรับว่า กองทุนได้พยายามอะลุ้มอล่วยและผ่อนปรนให้กับผู้กู้ยืมอย่างมากที่สุดแล้ว ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะยกเลิกหนี้ให้กับผู้กู้ยืม และไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะยกเว้นการคิดดอกเบี้ยให้กับผู้กู้ยืม
แน่นอนว่า หากจะพิจารณาถึงปัญหาภายใน กยศ. เอง ก็พบว่ามีจุดอ่อนในการดำเนินงานอยู่บ้าง เช่น การตัดชำระหนี้ที่ผู้กู้ชำระคืน ถูกนำไปตัดดอกเบี้ยก่อนเงินต้น การกำหนดให้ชำระหนี้เป็นรายปี แทนที่จะให้ชำระรายเดือน เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้กู้ยืมเงิน กยศ. บางรายกู้เงินมาเพียง 6,480 บาท เมื่อปี 2553 แต่เมื่อไม่ชำระหนี้เงินกู้ แต่สุดท้ายบ้านของพ่อของผู้กู้ถูกขายทอดตลาด พร้อมกับที่ดิน 10 ไร่ 1 ตารางวา (คดีของอรอุมา ดาเลิศ) ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ กยศ. ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าไม่ให้ความเป็นธรรมกับผู้กู้ แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า ผู้กู้ก็ไม่ได้ชำระหนี้ที่ตนก่อไว้ให้หมดสิ้น ดังนั้นปัญหาจึงเกิดขึ้นตามมา (อันที่จริง ป้ญหาเรื่องนี้ต้องตั้งคำถามไปที่กรมบังคับคดีด้วย กรมบังคับคดีควรจะดูที่มาที่ไปของปัญหาให้ลึกซึ้ง มิใช่เพียงอ้างว่าทำตามหน้าที่เท่านั้น เพราะถ้าหากกรมบังคับคดีพยายามหาทางให้ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้เจรจากันได้ ความเสียหายที่ไม่เป็นธรรมก็ไม่บังเกิดกับลูกหนี้)
อย่างไรก็ตาม กยศ. ระบุว่าสาเหตุที่ทำให้มีปัญหาการไม่ชำระหนี้เงินกู้ กยศ. คือ ความยากจนของผู้กู้ ความไร้วินัยทางการเงินของผู้กู้ และความคิดว่ากู้แล้วไม่ต้องใช้คืน แต่ทว่ามีความจริงที่น่าตกใจมากคือ เมื่อสิ้นปี 2563 พบว่าผู้กู้เงิน กยศ. ไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ทำให้มีสัดส่วนหนี้เสีย 62 เปอร์เซ็นต์ของผู้กู้ทั้งหมด นับได้ว่าเป็นตัวเลขหนี้เสียที่สูงที่สุดของไทย สูงยิ่งกว่าในระยะเวลาที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจช่วงฟองสบู่แตก ยุคต้มยำกุ้ง เพราะในช่วงต้มยำกุ้ง มีหนี้เสียเพียง 47 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นี่แสดงให้เห็นว่าปัญหาหลักน่าจะมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของเงินกู้ชนิดนี้
ขณะเดียวกันก็ได้รับคำตอบจากผู้กู้ที่ไม่สามารถชำระเงินกู้คืนได้ ดังนี้ ไม่มีงานทำ แม้จบการศึกษาแล้ว แต่บางรายก็ตอบว่า แม้จะมีงานทำแล้วก็ตาม แต่เงินเดือนที่ได้รับไม่เพียงพอจะนำไปชำระเงินกู้ได้ เพราะต้องใช้เงินเพื่อดำรงชีวิตประจำวันก่อน แต่ก็มีคำตอบจากผู้กู้บางกลุ่มว่า แม้พยายามชำระเงินกู้แล้ว แต่ กยศ. กลับนำเงินที่ชำระไปชำระค่าดอกเบี้ยผิดนัดชำระก่อน จึงไม่มีเงินเหลือสำหรับตัดเงินต้น ส่งผลให้ยอดเงินกู้ไม่ลดลงแม้แต่น้อย แม้พยายามชำระเงินกู้ตลอดเวลาก็ตาม บางรายตอบว่า ดอกเบี้ยผิดนัดชำระตั้งไว้สูงมาก คือร้อยละ 18 ทั้งๆ ที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งไว้เพียง 1 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม จนที่สุดแล้วดอกเบี้ยผิดนัดชำระสูงกว่าเงินต้นที่กู้มาหลายเท่า ดังนั้น จึงกลายเป็นว่า เงินกู้ กยศ. ที่ตั้งขึ้นเพื่อเจตนารมณ์ช่วยให้เด็กไทยได้เรียนหนังสือสูงขึ้น แต่สุดท้ายกลายเป็นตัวการทำให้ผู้กู้ต้องถูกดำเนินคดี และเป็นชนวนให้บ้านของผู้ปกครองของนักเรียนผู้กู้ถูกนำไปขายทอดตลาด
ต้องยอมรับว่าปัญหาของเงินกู้ กยศ. มีอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมิได้หมายความว่าจะปล่อยให้ผู้กู้ไม่ต้องชดใช้เงินกู้ และไม่ได้หมายความว่ากู้แล้วไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แต่หมายความว่า เมื่อมีปัญหาตรงไหน ก็ต้องแก้ปัญหาให้ตรงประเด็น มิใช้แก้ปัญหาโดยซ้ำเติมให้ปัญหาเลวร้ายมากไปกว่าเดิม
หากกู้ยืมเงินแล้วไม่ชดใช้ และไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยก็หมายความว่ารัฐบาลต้องประกาศให้ชัดเจนไปเลยว่า นักเรียนนิสิต นักศึกษาคนไทยทุกคนสามารถได้รับเงินฟรีจากรัฐบาล แล้วรัฐบาลก็ต้องให้เงินฟรีกับนักเรียน นิสิต นักศึกษาทุกคนโดยเสมอหน้ากัน
คำถามคือ สุดท้ายแล้วรัฐบาลจะมีปัญญาหาเงินมาให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาใช้ฟรีๆ ได้หรือไม่ เพราะหากให้กู้เงินแล้วผู้กู้ไม่ต้องชดใช้ และไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วย ก็หมายถึงการให้เงินฟรี คำถามสุดท้ายคือรัฐบาลมีปัญญาหาเงินมาแจกฟรีๆ ให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษาทุกคนได้หรือไม่

ทิ้ง สหรัฐฯ ลุยเดี่ยว ณัฏฐ์ มงคลนาวิน วิเคราะห์ปม NATO วงแตกกลางดึก
นิคมปิโตรฯอิหร่านถูกถล่ม โลกสะเทือน ราคาน้ำมันพุ่งแน่
บุกรวบคลินิคเถื่อนย่านอ้อมน้อย เปิดรักษาคนไข้ไร้ใบอนุญาต
ไทยศักยภาพเหนือกว่า ทร.ไม่หวั่นกัมพูชา รับเรือคอร์เวตจากจีน
รัวยิงเปิดทางหนี แก๊งค้ายาทิ้งไอซ์ 240 กก. ซิ่งหนีริมโขงนครพนม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี