วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569
สภาผู้แทนราษฎรจะหมดวาระลงตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติในวันที่ 23 มีนาคม 2566 ดังนั้น กกต. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเลือกตั้งจึงได้ใช้อำนาจตามกฎหมายประกาศให้ทราบถึงเวลาหมดวาระดังกล่าว และได้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 7 พฤษภาคม 2566
เหตุที่ต้องประกาศกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปล่วงหน้าก็เพื่อให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายการเลือกตั้งบัญญัติไว้ โดยเฉพาะคือผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องเข้าสังกัดพรรคการเมืองก่อนกำหนดการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 90 วัน ซึ่งวันครบ 90 วัน คือวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566
กกต. ได้ประกาศล่วงหน้าเกี่ยวกับกำหนดเวลาดังกล่าวเพื่อให้โอกาสและเวลาแก่ผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งสามารถตัดสินใจสมัครเข้าพรรคการเมืองได้ทันท่วงที ซึ่งมีเวลาเพียงพอเหลือเฟือ และในที่สุดวันที่ กกต. ประกาศกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ดังนั้นโดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง ผู้ที่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งก็คือผู้ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองตามกฎหมายพรรคการเมือง ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 หมายความว่าใครก็ตามที่ไม่มีชื่อเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ก็จะไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคการเมืองนั้น
และส่งผลต่อไปด้วยว่าใครก็ตาม โดยเฉพาะนักการเมืองที่สังกัดพรรคการเมืองอยู่แล้ว และประสงค์จะย้ายพรรคการเมืองไปอยู่พรรคใหม่ หรือผู้ที่ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองและประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ต้องไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเสียก่อนวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เช่นเดียวกัน
บัดนี้เมื่อวันเวลา 90 วัน ตามที่ กกต. ประกาศได้สิ้นสุดลงแล้ว ใครที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด
ก็ไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคการเมืองนั้นพรรคการเมืองใดจะมีผู้สมัครถูกต้องครบถ้วนจำนวนเท่าใด ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ก็ย่อมเป็นไปตามนั้นจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรไม่ได้
หมายความด้วยว่าใครจะซื้อตัวนักการเมืองไปเข้าสังกัดพรรคใดก็ต้องจัดซื้อกันเสียให้เสร็จก่อนวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ใครจะตกปลาในอ่างคนอื่นก็ต้องตกปลากันเสียให้แล้วเสร็จเด็ดขาดก่อนวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เช่นเดียวกัน
ตามรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้สมัยประชุมของสภาผู้แทนราษฎรมีเวลาสมัยละ 120 วัน และปีนี้เป็นปีสุดท้ายของวาระสภาผู้แทนราษฎร และมีการประชุมสมัยที่สองที่เพิ่งเสร็จสิ้นลงไป โดยมีกำหนดครบ 120 วัน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566
ดังนั้นรัฐบาลจึงนำความกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์เพื่อทรงโปรดมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมสุดท้ายของสภาชุดปัจจุบัน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาแล้ว ให้มีการปิดสมัยประชุม
สภาผู้แทนราษฎรสมัยสุดท้ายนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป
หมายความว่าสภาผู้แทนราษฎรปิดสมัยประชุมก่อนที่จะหมดวาระของสภาผู้แทนราษฎร 23 วัน และในห้วงเวลา
ดังกล่าวก็จะไม่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอีกต่อไป เว้นแต่จะมีเหตุฉุกเฉินที่อาจนำความกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์เพื่อมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมเป็นการประชุมวิสามัญได้ ซึ่งคาดว่าจะไม่มีกรณีเช่นว่านั้น
แต่ในระหว่างที่สภายังไม่หมดวาระ แม้จะมีพระราชกฤษฎีกาให้ปิดสมัยประชุมแล้ว แต่การปฏิบัติการบางอย่างอาจ
ดำเนินการต่อไปได้เท่าที่ยังไม่หมดวาระของสภา เช่น การประชุมกรรมาธิการ เป็นต้น แต่เพราะเวลาเหลือน้อยมาก ดังนั้นจึงคาดว่าจะไม่มีการประชุมกรรมาธิการ เพราะถึงแม้จะประชุมไปก็ไม่สามารถนำเสนอต่อสภาได้
ด้วยเหตุนี้ทั้งโดยกฎหมายและการปฏิบัติจึงไม่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหลังวันที่ 1-23 มีนาคม 2566
ในสภาพเช่นนี้จึงไม่มีเหตุผลที่จะยุบสภา แต่ก็มีข่าวว่าจะมีการยุบสภาเกิดขึ้น ซึ่งมีการให้เหตุผลว่าเหตุที่จะต้องใช้วิธีการยุบสภาทั้งที่มีเวลาเหลืออยู่เพียง 23 วัน จากวันที่ 1-23 มีนาคม 2566 ก็เพื่อให้โอกาสแก่ สส. ที่จะย้ายพรรคการเมือง ซึ่งหมายความว่าการยุบสภามีเหตุผลที่แท้จริงคือการให้ สส. ย้ายพรรคการเมือง
เหตุผลนี้ย่อมไม่ใช่เหตุผลในการยุบสภาตามรัฐธรรมนูญหรือในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะกระทำโดยมีหลักมีเกณฑ์
มีประเพณีปฏิบัติและต้องมีจรรยาบรรณด้วย โดยสรุปคือการยุบสภาในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่การกระทำตามอำเภอใจใคร
แต่ต้องเป็นกรณีที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ
ประการแรก เป็นกรณีที่รัฐบาลแพ้โหวตในสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาลเห็นว่าเสียงข้างมากนั้นไม่ถูกต้อง รัฐบาลจึงไม่ลาออกแต่ใช้วิธียุบสภาเพื่อให้ประชาชนตัดสิน
ประการที่สอง เป็นกรณีที่รัฐบาลไม่สามารถคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ และรัฐบาลเห็นว่าการที่สูญเสียเสียงข้างมากนั้นเกิดจากกรณีที่ไม่ถูกต้องไม่ว่าด้วยประการใดๆ รัฐบาลจึงยุบสภาเพื่อให้ประชาชนตัดสิน
ประการที่สาม เป็นกรณีที่เวลาสมัยประชุมของสภาเหลืออยู่ไม่มากนัก และรัฐบาลเห็นว่าความนิยมในผลงานของรัฐบาลโดดเด่น สมควรให้โอกาสประชาชนที่ไม่ได้สนับสนุนรัฐบาลได้มีโอกาสสนับสนุนรัฐบาลเร็วขึ้นเพื่อให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งมากขึ้น จึงใช้วิธีการยุบสภา
กรณีทั้งสามประการนั้นไม่มีอยู่ในขณะนี้ ที่สำคัญคือถ้าเป็นการยุบสภาเพื่อให้ สส. ย้ายพรรคการเมืองอาจเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญในข้อที่ไม่ได้ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ โดยมีคุณธรรม โดยยุติธรรม หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะของประเทศและประชาชน
แต่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคการเมืองบางพรรค และถ้าหากเป็นพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับผู้เสนอยุบสภาด้วยแล้วก็จะเป็นการขัดต่อจรรยาบรรณและคุณธรรมทางการเมือง ทั้งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและทำให้พรรคการเมืองอื่นได้รับความเสียหาย
เพราะกรณีที่เขาว่ากันว่าตกปลาในอ่างนั้น เป็นเหตุการณ์ที่รู้กันทั่วไปในทางการเมืองในปัจจุบันนี้ว่ามีการใช้เงินสีเทาจำนวนมหาศาลในการซื้อคนลงเป็นทาส ซื้อ สส. ให้ย้ายพรรคการเมือง ซึ่งเป็นการท้าทายต่อกฎหมายและเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ แต่มีการปล่อยปละละเลยให้ดำเนินการกันโดยผู้มีอำนาจหน้าที่ ไม่เคยสนใจป้องกันและปราบปราม ทำให้การทำลายระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นอย่างน่าอเนจอนาถ
ดังนั้นการยุบสภาเพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะคนหรือเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองเพียงบางพรรคโดยไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นอันไม่ชอบและไม่ควรจะให้เกิดขึ้น
มีนักวิชาการบางจำพวกซึ่งอาจถูกตั้งข้อสงสัยได้ว่าเป็นผู้สืบทอดอุดมการณ์ของคณะราษฎร์ ได้บิดเบือนรัฐธรรมนูญ โดยไม่ละอายต่อบาป และโดยไม่เคารพต่อพระราชอำนาจและสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งที่บางคนพร่ำเพ้อเป็นรายวันว่าจงรักภักดี
นั่นคือการบิดเบือนทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนว่ารัฐบาลจะยุบสภาเมื่อใดก็ได้ และจะมีเหตุหรือไม่มีเหตุอะไรก็ได้ โดยสรุปก็คือเป็นการบิดเบือนว่าการยุบสภาเป็นอำนาจของรัฐบาล และบิดเบือนหนักขึ้นไปด้วยว่ายุบสภาได้ตามอำเภอใจ
รัฐธรรมนูญบัญญัติให้การยุบสภาเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ โดยรัฐบาลอาจนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการตราพระราชกฤษฎีกาให้ยุบสภา ดังนั้นจึงเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยแท้ และควรยุติการบิดเบือนในเรื่องนี้ได้แล้ว
แม้แต่กฎหมายที่สภาลงมติไปแล้วก็ไม่มีผลเป็นกฎหมายเพราะเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงโปรดให้ตราพระราชบัญญัติใช้เป็นกฎหมายหรือไม่ ถ้าไม่ทรงโปรดกฎหมายนั้นก็ตกไป สำมะหาอะไรกับแค่พระราชกฤษฎีกาที่รัฐบาลซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีคนเดียวเป็นผู้นำความกราบบังคมทูล ดังนั้นจึงเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
กรณีแบบนี้ยังมีอีกหลายกรณี แม้กระทั่งการแต่งตั้งโยกย้ายทหารระดับสำคัญ เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในฐานะทรงเป็นประมุข ในฐานะทรงเป็นจอมทัพ และทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง โดยนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ในการรับสนองพระบรมราชโองการ
ควรจะสำเหนียกกันได้แล้วว่าพระราชอำนาจกับการรับสนองพระบรมราชโองการนั้นเป็นคนละเรื่อง จะได้เลิกสำคัญผิด เลิกหลอกลวงประชาชนเสียทีว่าการรับสนองพระบรมราชโองการนั้นทำให้อำนาจเป็นของรัฐบาลโดยเฉพาะซึ่งผิดรัฐธรรมนูญ

กทม.คาดคนปักหลักเที่ยวสงกรานต์ในกรุงเพิ่ม 30 % นัดจัดเต็มแต่งไทยลายดอกม่วนจอย
เช็กเลยราคาทองวันนี้ รูปพรรณขายออก 72,450 บาท ทอง 1 สลึงเท่าไหร่ ดูสรุปที่นี่
วงการเพลงอาลัย ‘กำธร ศรวิจิตร’ อดีตนักร้องนำพาวเวอร์แบนด์เสียชีวิต
จุลพันธ์ อาลัย 3 ลูกเรือไทยมยุรีนารี สั่งเร่งสิทธิเยียวยาดูแลทายาทเต็มที่
ยิปซีพยากรณ์ดวงรายวัน ประจำวันพฤหัสบดี 9 เมษายน 2569

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี