“ความเหลื่อมล้ำ” ช่องว่างทางฐานะระหว่างคนรวย-คนจน เป็นปัญหาที่มนุษย์พยายามคิดหาวิธีแก้ไขตลอดมาหนึ่งในนั้นคือการใช้ “ภาษี” ที่แต่เดิมเป็นกลไกหารายได้เข้ารัฐ เป็นงบประมาณส่วนกลางในการจัดบริการสาธารณะ มาเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำด้วย อาทิ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีมรดก ภาษีความมั่งคั่ง เหล่านี้เน้นเก็บกับคนร่ำรวยมีอันจะกินทั้งหลายเพื่อไม่ให้มีการสะสมทรัพย์สินมากเกินไป แต่อีกด้านหนึ่ง “กลไกภาษีช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือ?” ก็เป็นคำถามที่น่าคิด
ย้อนไปเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2566 มีการจัดงานครบรอบ 74 ปี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่วิทยาเขตท่าพระจันทร์ โดยมีกิจกรรมเสวนา “ฝากการบ้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลใหม่” ซึ่ง ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นด้วยการหยิบ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ที่ประเทศไทยเพิ่งประกาศใช้ไปไม่กี่ปีก่อน แล้วพบภาพ “ดงกล้วยกลางเมือง” ที่ใครดูก็รู้ว่าเป็นการเลี่ยงการจ่ายภาษีในอัตราที่ดินรกร้างว่างเปล่า มาเป็นการจ่ายในอัตราที่ดินเพื่อการเกษตรซึ่งเสียภาษีน้อยกว่า มาเป็นกรณีศึกษา
สำหรับที่ดินรกร้างว่างเปล่า มีกรอบคิด 2 แบบ คือ 1.เชิงสถิต มองว่ามีปัญหาการกระจุกตัวของที่ดินในมือคนจำนวนน้อย ซึ่งลำพังการกระจุกตัวไม่ใช่ปัญหาหากปล่อยให้ผู้อื่นเช่าทำประโยชน์ แต่ที่เกิดปัญหาเพราะปล่อยที่ดินไว้เฉยๆ เท่ากับเป็นการใช้ที่ดินอย่างไม่มีประสิทธิภาพ กับ 2.เชิงพลวัต มองว่าเจ้าของที่ดินต้องการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเหมาะสม แต่ด้วย ณ เวลาปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเพียงพอให้ตัดสินใจ ทำให้ยังไม่ลงทุนกับที่ดินนั้นอย่างจริงจังเพราะหากผิดพลาดจะมีต้นทุนในการแก้ไขที่สูงมาก
“ปัญหานี้ถ้าเรามองในเชิงพลวัต เขาจะต้องหาจุดเวลาที่เหมาะสมในการลงทุน พร้อมไปกับรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมในอนาคตซึ่งมีความไม่แน่นอนมาเกี่ยวข้อง ปัญหาคือพอคุณเก็บภาษีที่ดินรกร้าง มันลดความเหลื่อมล้ำจริงหรือเปล่า? สิ่งที่เกิดขึ้น เจ้าของที่ดินรายใหญ่สามารถเลี่ยงภาษีด้วยการไปปลูกกล้วยปลูกมะนาว สาเหตุที่เขาทำอย่างนี้เพราะคุณเป็นคนออกระเบียบว่าถ้าเป็นที่ดินรกร้างเสียภาษีแพง แต่คุณอยากช่วยเกษตรกร คุณไปเก็บภาษีที่ดินเกษตรต่ำๆ
ดังนั้นคนที่มีฐานะสามารถลงทุนเปลี่ยนอันนี้ได้และเก็บที่ดินเปล่านี้ไว้ ก็คือเจ้าของที่ดินรายใหญ่ ส่วนเจ้าของที่ดินรายเล็กๆ คนชั้นกลางที่พยายามเก็บเงินซื้อที่ดินเอาไว้ เผื่อจะสร้างบ้านในอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้าโดนภาษีอันนี้และเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นเขาต้องขายที่ดินออกไปหรือลงทุนเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินทันทีโดยไม่เหมาะสม เพราะเขายังมีข้อมูลใม่ครบถ้วน ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจากอันนี้ ก็คือคุณไปเพิ่มความหลื่อมล้ำ ไม่ใช่ลดความเหลื่อมล้ำอันที่สองคุณทำให้การใช้ทิ่ดินไม่มีประสิทธิภาพในเชิงพลวัต” ศ.ดร.อารยะ กล่าว
สำหรับวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าว ศ.ดร.อารยะ ระบุว่า “ควรลดช่องว่างระหว่างอัตราภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่ากับที่ดินเพื่อการเกษตรลง” ดังที่ในต่างประเทศ การเก็บภาษีที่ดินไม่ได้มีอัตราหลากหลายมากแบบในไทยเพราะต่างประเทศมองการใช้ที่ดินแบบพลวัตไม่ใช่แบบสถิต นอกจากนั้น ควรใช้นโยบายส่วนลดภาษีที่ดิน (Negative Land Tax) สำหรับที่ดินรกร้างหากให้ยืมใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ
ประการต่อมา “ภาษีที่ดินแบบรวมแปลง” เมื่อใช้นโยบายนี้แล้ว แม้จะแก้ปัญหาเจ้าของที่ดินเลี่ยงภาษีที่ดินรกร้างด้วยทำเกษตร แต่ผลคือจะเกิดการลงทุนใช้ที่ดินอย่างไม่มีประสิทธิภาพ แล้วนำที่ดินนั้นไปขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดไปฝากธนาคาร นำไปสู่อีกแนวคิดหนึ่งคือ “ภาษีความมั่งคั่ง” ที่มีพรรคการเมืองหาเสียงไว้ว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะเก็บภาษีนี้กับผู้มีทรัพย์สินรวมกันตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างจากต่างประเทศ พบว่า “ในปี 2533 ในทวีปยุโรปเคยมี 12 ชาติที่เก็บภาษีความมั่งคั่ง แต่ในปี 2561 เหลือเพียง 4 ชาติ”อีกทั้งในปี 2561 ยังมีผลการศึกษาของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พบปัญหาต้นทุนด้านการบริหารจัดการ มีความเสี่ยงเงินทุนไหลออกเพราะไม่ต้องการจ่ายภาษี ที่สำคัญคือล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายเรื่องการกระจายรายได้ หรืออย่างกรณีของประเทศสวีเดน เมื่อเก็บภาษีนี้ในหุ้น พบคนชั้นกลางที่เพิ่งเริ่มมีฐานะร่ำรวยขึ้นถูกเก็บภาษีหนักกว่าคนที่ร่ำรวยมากอยู่แล้ว เพราะมีข้อยกเว้นมากมาย
“ผู้คนที่มีเงินเก็บ 300 ล้าน ส่วนใหญ่ไม่ได้เก็บเป็นเงินสดเก็บเป็นที่ดินเขาก็ต้องขายที่ดินออกเพื่อที่จะมาจ่ายเงินภาษี บางคนก็บอกว่ามันจะทำให้การเอาหุ้น IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์มีน้อยลง เพราะทำให้ราคาหุ้นสูงกว่าราคาในบัญชีคุณก็จะโดนภาษี ถ้าหุ้น IPO เข้าตลาดน้อยลงมันก็ทำให้การลงทุนได้ผลตอบแทนน้อยลง แล้วคนที่ออมเงินในตลาดหุ้นก็จะได้ผลตอบแทนน้อยลง” ศ.ดร.อารยะ ระบุ
อนึ่ง ในประเด็นหุ้นนั้น หากการระดมทุนในตลาดลดน้อยลง จะกระทบทางอ้อมต่อพนักงานรัฐวิสาหกิจและองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมทั้ง กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกองทุนรวม RMF ด้วย และผลกระทบนี้ยังจะรวมไปถึงนักลงทุนรายย่อยที่แม้จะมีทรัพย์สินไม่ถึง 300 ล้านบาท ก็ตามดังนั้นโดยสรุปแล้ว “ภาษีความมั่งคั่งสร้างผลกระทบต่อชนชั้นกลางยิ่งกว่าคนรวย” เนื่องจากคนที่รวยมากๆ มักมีความยืดหยุ่น และสามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญค่าตัวสูงมาเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ทางภาษี
“จากเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำ..กลายเป็นยิ่งซ้ำเติมให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงกว่าเดิม” ที่น่าห่วงคือคนชั้นกลางเป็นกลุ่มประชากรที่ทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย หากคนเหล่านี้ไม่มีแรงจูงใจในการทำงานแล้วจะจ่ายภาษีได้อย่างไร!!!
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี