ผมแปลกใจมากที่ในไม่กี่(สิบ)ปีหลัง หลายๆ องค์กรมาเริ่มพูดเรื่องการบริหารความเสี่ยง จากประสบการณ์ของผมที่สอน นสพ. แพทย์ ประชาชน มาตั้งแต่ 2514-2567 ผมมีความเห็นว่าตั้งแต่เราเกิดจนตาย ชีวิตคือการบริหารความเสี่ยง ฉะนั้นเราต้องรู้จักวิธีบริหารความเสี่ยง ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองตลอดเวลาในทุกๆ ด้าน เช่น สุขภาพ การงาน การเงิน ครอบครัว ฯลฯ และผมสอนเรื่องความเสี่ยงมานานนมเนแล้ว!?
ชีวิต คือ การบริหารความเสี่ยงตั้งแต่เกิด เพราะว่า ทางด้านการแพทย์ (อย่างน้อยในอดีตสำหรับประเทศไทย แต่ประเทศอื่นยังมีปัญหานี้อยู่) เด็กที่เกิดมีโอกาสที่จะเสียชีวิตมากที่สุดในวันแรก อาทิตย์แรก เดือนแรก ปีแรก และห้าปีแรก ฉะนั้นช่วงนี้จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ คุณหมอที่จะช่วยดูแลเรา
ต่อไปก็คือ ความเสี่ยงที่จะมีโอกาสเข้าโรงเรียนที่ดี ปัจจุบันนี้แข่งกันแล้วตั้งแต่ระดับอนุบาล ระบบการศึกษาไทยยังไม่ค่อยมีมาตรฐานเท่ากันทั่วประเทศ จึงยังมีความเหลื่อมล้ำทางด้านการเข้าถึงการศึกษา โรงเรียนดีๆ มีการแข่งขันกันมากรวมทั้งมีค่าใช้จ่ายในการเข้า โรงเรียนดีๆ มักอยู่ใน กทม. หรือเมืองใหญ่ๆ ผู้ที่มีความยากจนมีโอกาสที่จะได้เข้า รร.ยากมาก-โดยเฉพาะโรงเรียนที่ดีๆ-ถึงแม้จะเรียนฟรี ทราบว่าในปี พ.ศ.2567 ยังมีเด็กที่ควรจะอยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ แต่ไม่ได้เข้าเรียนเพราะความยากจน ถึง 8 แสนกว่าคน (ข้อมูลจาก กสศ.)
เมื่อจบการศึกษาแล้วยังหางานทำไม่ได้ เช่นในปี พ.ศ.2568 มีผู้ที่จบ ป.ตรี 150,000 คน ที่ยังหางานทำไม่ได้ ทั้งนี้เพราะเรียนในสาขาที่ตลาด สังคม ไม่ต้องการ ผมพูดเสมอว่าควรมีคณะกรรมการแห่งชาติด้านกำลังคน ดูแลความต้องการของประเทศในทุกสาขาอาชีพ และวิชาชีพ ตั้งแต่ ปวช. ปวส. ป.ตรี โท เอก อาชีวะ ฯลฯ ด้วย ว่า ประเทศไทยต้องการแต่ละสาขาเท่าไหร่ ในระยะสั้น กลาง ยาว แม้แต่แพทย์ ซึ่งเป็นอาชีพที่ดี มีรายได้ดี ยังขาดแพทย์ทุกสาขา เพียงแต่บางสาขาขาดมาก บางสาขาขาดน้อย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว มีผู้สูงอายุ 14 ล้านกว่าคน แต่มีสถาบันการแพทย์ที่มีการฝึกอบรมและสอบทางด้านแพทย์ผู้สูงอายุเพียง 3 สถาบัน ผลิตผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ได้เพียง 10 กว่าคนมั้งในแต่ละปี ผู้บริหารทุกระดับต้องทำหน้าที่และต้องเก่งคิด ถ้ามีแพทย์เรียนสาขาอะไรน้อย และมีความจำเป็นรัฐบาลต้องกระตุ้นและสนับสนุน
ฉะนั้นต้องมีผู้เชี่ยวชาญแนะว่า เราควรเรียนอะไร จึงจะดีต่อชุมชน สังคม ตลาด จะได้มีงานทำ มีรายได้ที่ดี หลังจากนั้นก็มีความเสี่ยงต่อการทำงานที่ดีหรือไม่ดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับครูบาอาจารย์ที่สอนมาและตัวเรา คุณครูสอนให้เรารู้จักวิธีแก้ปัญหาเองได้หรือไม่ สอนให้เรารู้จักเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือไม่ รู้จักค้นคว้า อยากรู้อยากเห็นอยากทราบคำตอบ เรามีความสามารถหรือไม่ที่จะเข้ากับคนทุกระดับ ทุกเพศ ทุกวัย คนที่มีความคิดแตกต่างกัน ทำงานเป็นทีมหรือไม่ มีวินัย ขยัน อดทน กัดไม่ปล่อยหรือไม่ รู้จักพอ ปล่อยวาง ไม่โลภ โกรธ หลง ฯลฯ
แล้วเราก็มีความเสี่ยงต่อความเครียดจากสาเหตุต่างๆ จากงาน จากเงิน จากครอบครัว เราต้องพยายามทำให้เต็มที่ รักในสิ่งที่ทำ ไม่ยอมแพ้ (ภาษาผมคือ กัดไม่ปล่อย) คิดตลอดเวลา คิดนอกกรอบ คิดสร้างสรรค์ ทำ ปรับปรุง ทำ ประเมินๆ เสร็จ แล้วต้องปล่อยวาง อย่าไปเซ็งหรือเครียดกับมัน และตั้งแต่เราเกิดจนตาย เรามีความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุ ตลอดเวลา ฉะนั้นต้องมีการวางแผนเรื่องสุขภาพและอุบัติเหตุตลอดชีวิต
ต่อมามีปัญหาทางด้านการเงิน ถ้าเรียนวิชาที่สังคมต้องการก็อาจโชคดีมีงานที่ดีทำ และมีรายได้ที่ดี ต่อไปก็มีความเสี่ยงต่อการใช้เงินมากเกินไป ต้องรู้จักจัดการรายได้ที่มี มีน้อยต้องใช้น้อยกว่า วิธีการที่ดีที่สุดคือ ทำบัญชีรายรับรายจ่าย พอได้รับเงินเดือนรีบตัดไว้ก่อนเลย 10-15% ของยอดเงินเดือนเก็บไว้สำหรับเป็นเงินทุนสำรองหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน คือ 6-9 เดือนของรายจ่าย หลังจากนั้นจึงค่อยใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลแบบเศรษฐกิจพอเพียง อะไรไม่จำเป็นไม่ต้องซื้อ ใช้ เช่น ไม่กินข้าวนอกบ้าน ไม่ซื้อน้ำหวาน ขนม ของหวาน ชา กาแฟนอกบ้าน หลังจากนั้นจึงออมและลงทุน ก่อนอื่นเลยถ้าเราต้องเสียภาษี ต้องคำนวณว่าเราสามารถซื้ออะไรที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ เช่น SSF, RMF, ESGX, ประกัน ฯลฯ ควรซื้อเท่าที่เราสามารถหักภาษีได้เท่านั้น เพราะถ้าซื้อมากกว่านั้นเงินจะไปจมอยู่ตามกฎเกณฑ์ของสิ่งที่ซื้อ เช่น RMF ถอนไม่ได้จนอายุ 55 ปี หรือถ้าซื้อหลัง 55 ปี ต้องฝากไว้ 5 ปี เป็นอย่างน้อย ฯลฯ
หลังจากนั้นจึงลงทุน ด้วยการซื้อกองทุนรวม หุ้น ทอง ฯลฯ รถถ้าไม่พร้อมและจำเป็น อย่าซื้อ ถึงแม้มีเงิน
จำไว้เลยว่ามีน้อยต้องใช้น้อยกว่า จึงจะมีเงินเก็บได้ ไม่ซื้อของใช้ กิน ที่ไม่จำเป็น กินที่บ้าน ฯลฯ อดออม ลงทุนวันนี้เพื่อโอกาสที่ดีในวันหน้า จะได้มีอิสรภาพทางการเงินก่อนเกษียณ หรือตอนเกษียณ
การบริหารความเสี่ยงที่ดีจะช่วยทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างมีความสุข ทั้งนี้เราต้องเรียนเป็น จับประเด็นเป็น สรุปเป็น รู้หัวใจของเรื่องและเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นคนรู้จักวิธีแก้ปัญหา คนเราเกิดมามีปัญหาต่างๆ นานา จนตาย ต้องทำใจและคิด คิด คิด วิธีแก้อย่างบัณฑิต และควรมีคุณสมบัติที่ผมพูดบ่อยๆ คือ เป็นคนดีที่เก่ง (7 อย่าง คิด คน งาน เงิน เวลา ขาย และฟัง) รอบรู้ และมีสุขภาพที่ดี
จะมีความรอบรู้ได้จะต้องอ่านมากๆ เขียน มีเพื่อนหลายๆ อาชีพ ท่องเที่ยว จดจำไว้ให้มาก
ส่วนเรื่องสุขภาพผมเขียนบ่อยแล้ว วันนี้จึงไม่ขอพูดถึง
สวัสดีครับ
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี