วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569
การบริหารบ้านเมืองในระยะ 9 ปีมานี้ปรากฏผลชัดเจนแล้วว่าประเทศไทยก่อหนี้สินสาธารณะเพิ่มขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์ คือมีจำนวนกว่า 10 ล้านล้านบาท มากกว่าช่วงระยะเวลาก่อนหน้านี้เกือบเท่าตัว
ตัวเลขดังกล่าวนั้นยังเป็นที่กังขาว่ายังไม่ครบถ้วน เพราะยังมีข่าวว่าอาจมีการกู้เงินมาใช้จ่ายหลายรายการ โดยไม่นำมารวมเป็นหนี้สาธารณะ โดยเฉพาะการกู้เงินมาใช้จ่ายในช่วงที่เกิดโรคระบาดของโคบ้า
นอกจากนั้น หนี้ครัวเรือนในภาคประชาชนก็พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 15 ล้านล้านบาท และคนยากจนได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 20 ล้านคน เท่ากับประมาณ 1 ใน 3 ของประชากร และเป็นหนี้สำหรับผู้คนในวัยทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง
ในระยะ 4-5 ปีมานี้ได้เกิดกระบวนการชนิดหนึ่งที่เรียกว่ากู้มาแจก ภายใต้ระบบที่เรียกว่ากู้เงินมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยแจกจ่ายให้คนบางกลุ่ม เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายสมทบกับเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้ โดยเข้าใจว่าเมื่อเอาเงินมาใช้จ่ายกันจำนวนมากก็จะทำให้การผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น
ปรากฏว่าเหลวไหลทั้งเพ ภาษิตไทยที่เคยเตือนคนไทยว่ามีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท เพื่อสอนคนไทยให้รู้จักเก็บหอมรอมริบได้รับการปฏิบัติในทางตรงกันข้าม คือใช้เงินที่แจกมาล่อเอาเงินที่เก็บหอมรอมริบไปใช้จ่าย ซึ่งก็ได้ผลในช่วงปีแรก แต่ในที่สุดเมื่อใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบไปหมดแล้ว ภาวะสิ้นไร้ไม้ตอกก็เกิดขึ้น
ทั่วประเทศ
ถึงจะกระตุ้นแบบนี้อย่างไรก็ไม่มีใครมีเงินเหลือเก็บที่จะเอาไปใช้จ่ายได้อีก จึงได้แต่ใช้จ่ายเงินที่แจกนั้นไปตามมีตามเกิด และในที่สุดก็ไม่ได้เกิดมรรคผลอันใด กระทั่งการกู้มาแจกค่อยๆ กลายพันธุ์กลายเป็นกู้มาโกง นั่นคือเกิดการทุจริตขึ้นในแทบทุกระบบ
นอกจากความคิดกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนั้นแล้วก็ยังมีความคิดอีกชนิดหนึ่งคือการหยุดงานเพื่อให้คนไปท่องเที่ยว ไปจับจ่ายใช้สอย ดังนั้นขอเพียงมีวันที่จะใช้โอกาสให้เป็นวันหยุดได้ก็จะประกาศให้เป็นวันหยุดเพิ่มเติม ทำให้มีวันหยุดเพิ่มเติมขึ้นในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก
จนกล่าวได้ว่านับแต่ตั้งประเทศไทยเป็นต้นมา ไม่มียุคใดสมัยใดที่มีการกำหนดให้คนไทยหยุดทำงานบ่อยครั้งและเป็นจำนวนวันมากมายเหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงระยะไม่กี่ปีมานี้
หยุดกันจนกระทั่งมีการต่อต้านจากภาคเอกชน และพากันประณามหยามเหยียดว่าเป็นการกระทำที่โง่เขลาเบาปัญญาและล้างผลาญบ้านเมือง ทำให้คนเดือดร้อน
เพราะเมื่อมีการหยุดงาน ผู้ประกอบการทั้งหลายก็ไม่มีรายได้จากธุรกิจเพราะต้องปิดงาน ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีภาระรายจ่ายปกติที่ต้องจ่ายอยู่ เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าเช่า เป็นต้น ก็ต้องจ่ายอยู่ร่ำไป กรณีนี้จึงกลายเป็นมีแต่รายจ่าย รายได้ไม่มี จึงเกิดความเดือดร้อนเสียหายกันทั่วประเทศ จะก่นด่ากันเท่าไหร่ก็ไม่มีใครได้ยิน
และในที่สุดก็ลุกลามไปถึงผู้ทำงานที่มีค่าจ้างรายวันก็เดือดร้อนตามไปด้วย เพราะเมื่อมีการหยุดงาน พนักงานที่รับค่าจ้างเป็นรายวันก็ไม่ได้รับค่าจ้าง ยิ่งหยุดงานมากก็ไม่ได้รับค่าจ้างมากขึ้น ในขณะที่รายได้ก็น้อยอยู่แล้ว และรายจ่ายก็ลดไม่ได้ ดังนั้นคนกลุ่มนี้จึงเดือดร้อนก่นด่ากันเสียงขรมระงมเมือง
แต่บ้านเมืองยามนี้เสียงความเดือดร้อนทุกข์เข็ญของประชาราษฎรไม่มีใครได้ยิน แม้มีบทพระราชปรารภไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นหลักฐานประการหนึ่งว่าสาเหตุของวิกฤตประการหนึ่งคือการไม่นำพาต่อความเดือดร้อนทุกข์เข็ญของราษฎร แต่ก็หาใครนำพาแก้ไขไม่
ดังนั้นเมื่อมีการเลือกตั้ง ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศจึงได้ตั้งความหวังว่าจะได้ใช้อำนาจอธิปไตยของตนเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพทุกข์เข็ญที่ดำรงอยู่เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ฉันทามติของปวงชนชาวไทยในการใช้อำนาจอธิปไตยในครั้งนี้ยิ่งใหญ่มาก ทำให้พรรคการเมืองที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่มีเสียงข้างมากในสภากว่า 3 ใน 5 แต่กลับไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
เลือกตั้งเสร็จเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 มาถึงวันนี้ ใกล้จะ 3 เดือนแล้วยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ กฎหมายงบประมาณสำหรับปีหน้าก็ยังทำไม่ได้ โครงการลงทุนทั้งหลายก็ทำไม่ได้ การทำข้อตกลงต่างๆ ระหว่างรัฐกับต่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศก็ทำไม่ได้
สภาพการบริหารแบบครึ่งผีครึ่งคน ได้ทำให้สถานการณ์ทุกด้านทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว ความแตกแยกแตกสามัคคีในชาติขยายตัวไปอย่างรุนแรง การแทรกแซงจากต่างชาติก็ขยายวงอย่างกว้างขวาง จนส่อว่าอาจมีการแบ่งแยกดินแดนในหลายพื้นที่
การทุจริตในวงการต่างๆ เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและไร้ยางอาย โดยผู้ก่อกรรมทำผิดลอยนวลอย่างหน้าตาเฉย
กฎหมายหมดความศักดิ์สิทธิ์ ความยุติธรรมเสื่อมสิ้นไปจากบ้านเมือง ทุกแห่งหนก่อเค้าของความรุนแรงจนเป็นที่ประจักษ์ชัด
ปัญหาสำคัญในขณะนี้ก็คือปัญหาที่สร้างขึ้นเอง โดยไม่ยำเกรงบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ใช้เสียงมากลากไป ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้รัฐสภาเห็นชอบ โดยใช้การลงมติห้ามเสนออ้างว่าเป็นญัตติ ทั้งที่เป็นคนละเรื่องกับญัตติ
จนต้องมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าวาระพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี กับญัตติตามข้อบังคับการประชุมของสภานั้นเรื่องเดียวกันหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนและมีเอกสารหลักฐานชัดเจนโดยไม่ต้องทำอะไรมากนัก
ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยเรื่องนี้ในวันที่ 3 สิงหาคม 2566 จึงเป็นเหตุให้รัฐสภานัดประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคม 2566 แต่เมื่อถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2566 ก็มีการเลื่อนการวินิจฉัยเรื่องนี้ไปเป็นวันที่ 16 สิงหาคม 2566 ดังนั้นรัฐสภาก็ต้องเลื่อนการประชุมเรื่องนี้ออกไปเพื่อรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน
นี่คือสภาพที่เป็นไปในบ้านเมืองของเราในขณะนี้

'แบงค์ ปรีติ'ทนไม่ไหวเอาใจเเฟนเพลง จัด 'ใจเรายังตรงกันอยู่ไหม'เต็มเพลงยอมใจฝีมือการเเสดง'เฌอปราง'
'ช่อง 8'จับมือ 'เงินไชโย'จัดหนัก 'ช่อง 8 พลาซ่าส์ ตลาดไชโย โชว์ใหญ่'
ไทยแลนด์ซอฟต์พาวเวอร์'Snoop Dogg'โพสต์คลิป'แจ๊ส ชวนชื่น'คัฟเวอร์ทำเอาโซเชียลแตก
อั้นไม่ไหว!‘ไปรษณีย์ไทย’ปรับเซอร์ชาร์จค่าเชื้อเพลิง‘EMS-eCo Post’ 3 บาทต่อชิ้น เริ่ม 16 เม.ย.
พริษฐ์ ลั่น ปชน.ขอสู้ยิบตาคดี 44 สส. ชี้สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่จุดจบพรรค แต่คือประชาธิปไตยไทย

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี