วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
เพราะเหตุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ไม่ได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเชื้อพระวงศ์พระองค์ใดให้เป็นผู้สืบทอดราชสมบัติ จนกระทั่งวาระสุดท้ายของพระองค์ เป็นการยืนยันพระราชประสงค์ตั้งพระราชหฤทัยไว้ที่จะคืนราชสมบัติให้แก่ผู้มีสิทธิ์ในราชสมบัติต่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 2
ซึ่ง ณ เวลานั้นก็มีอยู่เพียงสองพระองค์ คือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างทรงผนวช
อาจมีความหมายว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ว่ากล่าวตกลงกันเองอย่างหนึ่งหรือผลักภาระไปให้พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางข้าราชการปรึกษากันด้วยความพร้อมใจ ดังนั้น ณ เวลาสวรรคต จึงเป็นปัญหาว่าเชื้อพระวงศ์พระองค์ใดในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2 ที่จะขึ้นครองสิริราชสมบัติ
บรรดาเชื้อพระวงศ์โดยทั่วไปมีความเห็นไปในทางเดียวกันที่จะกราบบังคมทูลเชิญให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ลาผนวชแล้วขึ้นครองราชย์ แม้กระทั่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงไปเข้าเฝ้าด้วยพระองค์เอง แล้วถามกันตรงไปตรงมาว่า “พี่เถรจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินไหมถ้าไม่เป็น หม่อมฉันจะเป็นเอง” ก็ทรงนิ่งมิได้รับสั่งประการใด
จนกระทั่งคณะขุนนางสกุลบุนนาคได้พร้อมใจกันเข้าไปเฝ้าแล้วกราบบังคมทูลให้ลาผนวชออกมาครองสิริราชสมบัติ ภิกษุพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 จึงลาผนวชขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อมา แต่การบริหารราชการแผ่นดินทั่วไปนั้นก็อยู่ในมือของขุนนางตระกูลบุนนาค
ในภายหลังปรากฏชัดว่าสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์นั้นคือหัวเรี่ยวหัวแรงและตัวการใหญ่ในการผลักดันให้มีการสถาปนาวังหน้าในรัชกาลที่ 5 และทรงสนับสนุนพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ดำรงตำแหน่งวังหน้า ทั้งๆ ที่ทราบเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ไม่ทรงโปรดให้สถาปนาวังหน้าขึ้นมาอีก
เพราะเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคอยุธยา โดยเฉพาะสมัยอยุธยานั้น การเปลี่ยนแผ่นดินทุกครั้งก็ล้วนเกิดจากความขัดแย้งระหว่างพี่กับน้อง อากับหลาน พูดง่ายๆ ก็คือเป็นความขัดแย้งระหว่างพวกวังหลวงกับวังหน้าถึงขนาดฆ่าฟันกันเป็นเบือ
แม้กระทั่งยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นก็มีความขัดแย้งระหว่างวังหน้ากับวังหลวงหลายครั้ง แต่เดชะบุญพระญาติใกล้ชิดของทั้งวังหลวงและวังหน้าทรงสามารถไกล่เกลี่ยให้แผ่นดินปรองดองเป็นสุขสืบมาได้
ดังนั้นจึงมีความชัดเจนว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะไม่สถาปนาวังหน้าอีก แต่จะเปลี่ยนระบบการสืบสันตติวงศ์เป็นสยามมกุฎราชกุมาร
จึงมีข้อสงสัยว่าก็แลเมื่อขุนนางตระกูลบุนนาค โดยเฉพาะสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์สนับสนุนพระโอรสของพระบาสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นวังหน้า แต่ไฉนเมื่อสิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ 3 กลับไม่สนับสนุนให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวไปเสวยราชย์ แต่ไปสนับสนุนให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์
นั่นอาจเป็นเพราะพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใกล้ชิดและกว้างขวางในวงการต่างประเทศและวงการค้า ตลอดจนขุนนางข้าราชการ หากขึ้นครองราชย์ก็จะทรงใช้พระราชอำนาจด้วยพระองค์เอง
ดังนั้นการสนับสนุน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ย่อมทำให้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินดำรงต่อเนื่องไปในมือของขุนนางข้าราชการ เพราะพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแค่วังหน้าเท่านั้น
ปมเงื่อนเหล่านี้ได้สะท้อนออกอย่างลึกซึ้งในการสร้างพระสมเด็จในเวลาต่อมา นั่นคือพระสมเด็จสายวังทั้งหลายล้วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นอย่างลึกซึ้งยิ่งนัก

อิหร่านเอาจริง! สั่งประหาร 2 ผู้ต้องหาฐานประท้วงรัฐบาล
ดรามาร้อน! โจ มณฑานี สวนกลับ สุนารี ซัดคนดังต้องรับผิดชอบคำพูด
ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์
ทำงานทันที! อาจารย์เชนควงครูพี่กอล์ฟ แลกเปลี่ยนความเห็น”การศึกษาไทย”
ทรัมป์เตรียมของบฯ 5,000 ล้าน ฟื้น อัลคาทราซ เป็นเรือนจำอีกครั้ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี