วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569
เรื่องการแก้กฎหมายเพื่อจะป้องกันการรัฐประหารนั้นไม่ต่างจากการเล่นปาหี่หลอกเด็ก จึงทำให้นักการเมืองที่พรรษายังอ่อนออกมาขานรับ “บิ๊กทิน” เจ้าของฉายา“พลิกทินสู่ดาว” กันเป็นทิวแถว
ที่มาของเรื่องอันเป็นสารตั้งต้น ก็คือ นายสุทิน คลังแสง หรือ “บิ๊กทิน” นักการเมืองลูกข้าวเหนียวจากจังหวัดมหาสารคาม ผู้มีนามสกุลอันเป็นมงคลสอดคล้องต้องตรงกับแสนยานุภาพของกองทัพ ที่ทำให้เขากลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนเดียวที่มาจากพลเรือนเต็มขั้น และในฐานะประธานสภากลาโหมได้แจ้งต่อที่ประชุมสภากลาโหมเมื่อวันที่ 19 เมษายน ที่ผ่านมา ให้รับทราบเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม และร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ที่จะต้องเสนอเข้า ครม.ก่อนส่งให้สภาฯพิจารณาในลำดับต่อไป
แต่ที่ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในหมู่นักการเมือง โดยเฉพาะ สส.และรัฐมนตรีประเภท “วัวสันหลังหวะ” ซึ่งเดินกันยั้วเยี้ยอยู่เต็มสภาฯ ก็เนื่องด้วยเนื้อหาของกฎหมายการจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม ได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี สามารถมีคำสั่งให้พักราชการได้ทันที เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าข้าราชการทหารผู้ใด คิดก่อการจะใช้กำลังทหารเพื่อยึดหรือควบคุมอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาล หรือเพื่อก่อการกบฏ
พูดง่ายๆ ก็คือ หากแม่ทัพนายกองคนไหนคิดจะทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล นายกรัฐมนตรีก็มีดาบอาญาสิทธิ์อยู่ในมือพร้อม “เชือด” ได้ฉับพลันทันใด
ดาบอาญาสิทธิ์ที่ว่านั้น มองผิวเผินดูเหมือนดี แต่ในความเป็นจริงอย่างที่บอกตอนต้น ว่าเป็นการเล่นปาหี่หลอกเด็ก เพราะการทำรัฐประหารนั้น ถ้าแพ้ก็เป็นกบฏ-ติดคุกสถานเดียว คงไม่มีทหารคนไหนถ้าคิดจะทำแล้วประกาศก่อนเป็นการล่วงหน้า แต่สิ่งที่ผู้ถือดาบอาญาสิทธิ์จะทำก็คือไว้จัดการกับแม่ทัพนายกองที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ด้วยการเขี่ยให้พ้นจากตำแหน่งเสียมากกว่า
ดังนั้น ทำการรัฐประหารจึงถือเป็น “ความลับสุดยอด”อันเป็นที่มาของคำว่า “วัน ว เวลา น” ในการปฏิบัติการทางทหาร จะทำวันไหนเวลาใดนั้น ย่อมรู้เฉพาะระดับผู้ก่อการเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น เรียกว่ายิ่งรู้น้อยยิ่งเป็นการดี
หาก “วัน ว เวลา น” ที่จะทำการรัฐประหาร ถูกนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐบาลรู้ล่วงหน้า ก็คือ-จบข่าว
การทำรัฐประหารยึดอำนาจของทหารในประเทศนี้จนถูกเรียกว่าเป็น “วงจรอุบาทว์” ตั้งแต่อดีตจนมาถึงครั้งล่าสุดในปี 2557 นั้น สาเหตุส่วนใหญ่เป็นเพราะรัฐบาล “ทุจริตคอร์รัปชั่น” หลายครั้งจึงเห็นภาพประชาชนถือช่อดอกไม้ไปมอบเป็นขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลทหารที่นำรถถังออกมาปฏิบัติการ พร้อมกับเสียงชื่นชมสดุดี
หากมองย้อนกลับไปนับตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ถูกยึดอำนาจโดย รสช.ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2534 ลงมาจนถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งถูกยึดอำนาจโดย คสช.ในเดือนพฤษภาคม ปี 2557 รวมเวลา 23 ปีผ่านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจหลายสิบคณะ มีนายกรัฐมนตรีมาทั้งหมด 11 คน สาเหตุประการสำคัญก็เพราะการทุจริตประพฤติมิชอบของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล
รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกยึดอำนาจเพราะรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลมีการทุจริตอย่างกว้างขวาง อันเป็นที่มาของคำว่า“บุฟเฟ่ต์ คาร์บิเนต” เพราะบรรดารัฐมนตรีจากพรรคการเมืองต่างๆ ที่เป็นรัฐบาลผสมโกงกินกันเหมือนกินอาหารบุฟเฟ่ต์ ส่วน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ก็เรื่องทุจริตโครงการรับจำนำข้าวชัดเจนที่สุด ซึ่งนอกจากตนเองจะหลบหนีโทษไปอยู่ในต่างประเทศจนทุกวันนี้ และมีรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลติดคุกแล้ว รัฐยังต้องตามชดใช้หนี้จากการทุจริตโกงกินในคดีนี้ถึง 9.6 แสนล้านบาท จนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังชดใช้ไม่หมดสิ้น
“ทักษิณ ชินวัตร” ถูก “คมช.” (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งนำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในเวลานั้น ก็เพราะะรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มีทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีทุจริตคอร์รัปชั่น
ข้อหาร้ายแรงที่ คมช.อ้างสาเหตุในการทำรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ประการสำคัญก็เนื่องมาจาก รัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มีทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากจะก่อให้เกิดความขัดแย้งแบ่งฝ่ายของคนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทยแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังเคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดินอันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบที่เกิดจากผลประโยชน์ทับซ้อน
ชนวนสำคัญก็คือ การขายหุ้นชินคอร์ป 7.3 หมื่นล้านโดยไม่เสียภาษีให้แก่ “กลุ่มเทมาเส็กโฮลดิ้งส์” ของสิงคโปร์
ทั้งนี้ ภายหลังจากการยึดอำนาจ คมช.และรัฐบาลในชุดต่อมาได้ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นสอบสวนคดีที่“ทักษิณ ชินวัตร” ถูกกล่าวหาว่าทุจริตประพฤติมิชอบหลายสิบคดี และในจำนวนนั้นมี 4 คดี ที่ถึงที่สุดโดยการพิพากษาตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจนทำให้ทักษิณต้องมีสภาพกลายเป็นนักโทษเด็ดขาดชายและเพิ่งจะได้รับการพักโทษหลังการ “ติดคุกทิพย์”180 วัน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง
1.คดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ตัดสินจำคุก 2 ปี (หลบหนีจนคดีจนหมดอายุความ) 2. คดีหวยบนดิน ตัดสินจำคุก 2 ปี (หลัง “ทักษิณ ชินวัตร” กลับมารับโทษปรากฏว่าคดีนี้ถูกยกประโยชน์ให้นักโทษโดยไม่ได้นับโทษรวมกับคดีเอ็กซิมแบงก์) 3.คดีเอ็กซิมแบงก์-ปล่อยเงินกู้สินเชื่อ 4 พันล้านบาท แก่รัฐบาลเมียนมา ตัดสินจำคุก 3 ปี และ 4.คดีให้บุคคลอื่น (นอมินี) ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แทน อันเป็นที่มาของการขายหุ้นชินคอร์ป 7.3 หมื่นล้าน โดยไม่เสียภาษีให้แก่ “กลุ่มเทมาเส็ก” ตัดสินจำคุก 5 ปี
ทั้ง 4 คดีที่ถึงที่สุดโดยการพิพากษาตัดสินที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมืองดังกล่าว ปรากฏว่าในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา “ทักษิณ ชินวัตร” ได้ให้สัมภาษณ์ที่เชียงใหม่ว่า “ถูกยัด” ซึ่งเป็นการย้อนแย้งและถือได้ว่าทักษิณทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยลดโทษด้วยความเท็จ ดังข้อความที่ระบุอยู่ในราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 1 กันยายน 2566 ว่า “ยอมรับผิดในการกระทำ มีความสำนึกในความผิด จึงขอรับโทษตามคำพิพากษาฯ”
อย่างไรก็ดี การแก้ไขกฎหมายเพื่อจุดประสงค์ที่จะป้องกันการทำรัฐประหารยึดอำนาจนั้น ถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คงจะต้องบอกว่าเป็นการแก้กฎหมายที่หวังจะเข้าไปแทรกแซงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในกองทัพมากกว่า เพราะว่าทุกวันนี้ฝ่ายการเมืองโดยรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปล้วงลูกในกองทัพเรื่องการโยกย้ายแต่งตั้งแม่ทัพนายกอง เพื่อให้คนของตนนั่งในตำแหน่งที่สำคัญได้ตามอำเภอใจเหมือนหน่วยราชการอื่น
หนทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้ทหารทำรัฐประหารยึดอำนาจ นั่นก็คือ รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลรวมถึงนายกรัฐมนตรีต้องเปลี่ยนสันดานโกงให้ได้เสียก่อน จึงจะเป็นการตัด “วงจรอุบาทว์” ได้อย่างแท้จริง!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

พิพัฒน์ โพสต์ ขอบคุณ อนุทิน ไว้วางใจ แจงเจตนาส่งหนังสือลาออก ผอ.ศบก. แสดงความบริสุทธิ์ใจ
ลิซ่า ลลิษา ปล่อยช็อตเด็ดอวดลุคแซ่บริมทะเล สวยสะพรั่งฉลองวันเกิดอายุครบ 29 ปี
กบน. มติขึ้นขึ้นอีก 1.80 บาท ดัน ดีเซลทะลุ 40 บาท
ไวรัลสนั่นโลก สื่อนอกตีข่าว มิสแกรนด์ปทุมฯ วีเนียร์หลุดกลางเวทีประกวดนางงาม
โปรดเกล้าฯ นาวาอากาศเอก ธนาศักดิ์ สีขาว เป็นนายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี