วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569
การที่รัฐบาลจะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดตามเดิมนั้น ไม่รู้ว่าใช้อะไรคิดกัน อุตส่าห์สู้และผลักดันกันมาจนกระทั่ง“ปลดล็อค”กันมาได้แล้ว
กัญชาเป็นพืชสมุนไพรคู่บ้านคู่ครัวไทยมาแต่โบร่ำโบราณ ก็ปลูกกันเหมือนข่าตะไคร้ใบมะกรูด เห็นมาตั้งแต่เกิดตั้งแต่ครั้งรุ่นปู่รุ่นพ่อ อีกทั้งไปค้นราชกิจจานุเบกษาสมัยรัชกาลที่ 6 ก็พบว่า กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีรายได้จากการเก็บภาษีเข้ารัฐเป็นอันดับสองรองจากอ้อยและน้ำตาลของจังหวัดเพชรบุรี
แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็ถูกฝรั่งมังค่าจากซีกตะวันตก สั่งให้เป็นของต้องห้ามผิดกฎหมาย เหตุผลก็เพราะฝรั่งต้องการจะผูกขาดค้ายาและบุหรี่ในตลาดโลก ประเทศไทยก็ยอมเดินตามก้นเขา กัญชาไทยจึงถูกจับไปจองจำไว้ในกฎหมายยาเสพติดประเภท 5
อันที่จริงแล้ว ประเทศไทยเรานั้นมีเงื่อนไขดีกว่าประเทศไหนในโลกในเรื่องดินฟ้าอากาศ ซึ่งเหมาะสมแก่การปลูกกัญชา ดีกว่าทุกประเทศที่ผลิตและส่งออกกัญชาเพื่อการแพทย์ในปัจจุบันนี้
ที่หวาดกลัวกันเรื่องกัญชาเป็นยาเสพติดจะนำไปสูบเพื่อสันทนาการกันนั้น การแก้ปัญหาง่ายมาก ก็ออกกฎหมายควบคุม ไม่ใช่นำกลับไปเป็นยาเสพติดประเภท 5 ตามเดิม เหมือนทำอะไรแบบ“ชักเข้าชักออก”วนไปวนมา ไม่ทำให้สะเด็ดน้ำ
เรื่องการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการนั้น ทำไมในหลายๆ รัฐของประเทศสหรัฐอเมิกาเขาถึงทำกันได้ ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร เช่นเดียวกับที่ประเทศแคนาดา นายกรัฐมนตรีหนุ่มที่ชื่อ“จัสติน ทรูโด”ก็เป็นผู้หนึ่งที่ออกแรงช่วยผลักดันจนกระทั่งทำให้ประเทศแคนาดาสามารถใช้กัญชาเพื่อสันทนาการได้ในปี 2561
โดยที่ประชาชนชาวแคนาดาที่บรรลุนิติภาวะอายุระหว่าง 18-19 ปีขึ้นไปสามารถเสพหรือสูบเพื่อสันทนาการได้อย่างถูกกฎหมาย ไม่ต้องหลบซ่อนหรือแอบตำรวจสูบแบบลับล่อๆ
การที่ประเทศแคนาดายอมให้ประชาชนของเขาใช้กัญชาในทางสันทนาการได้ ก็เพราะเขาไม่ปฏิเสธความจริง เนื่องจากคนหนุ่มสาวชาวแคนนาดาถือว่า เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ใช้กัญชามากที่สุดในโลก รัฐบาลแคนาดาเห็นว่าเมื่อถูกกฎหมาย ก็สามารถช่วยให้การควบคุมการใช้กัญชาในหมู่เยาวชนทำได้ง่ายขึ้น รวมทั้งแก้ปัญหาการค้ายาเสพติดของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนจะช่วยลดภาระของตำรวจและระบบยุติธรรม
ที่ลดภาระของตำรวจและระบบยุติธรรม ก็คือการลดทอนความเป็นอาชญากรรมในผู้เสพยาเสพติด ไม่ใช่เอะอะไรก็จะจับกันท่าเดียวให้คดีรกโรงรกศาล
อย่างบ้านเรานั้น ถ้านำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดประเภท 5 ตามเดิม ตำรวจยิ้มเลย เพราะทุกวันนี้ตำรวจไม่สามารถจะรีดไถได้ เนื่องจากกัญชาถูกปลดล็อคออกจากยาเสพติด จึงทำให้คนไทย“สายเขียว”ที่นิยมชมชอบสูบกัญชาเพื่อสันทนาการ ไม่ต้องคอยหลบๆ ซ่อนตำรวจ สามารถสูบในบ้านที่ไม่ใช่ในที่สาธาณะได้อย่างสบายใจ
ถ้าถึงที่สุดแล้ว หากนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดประเภท 5 เหมือนแต่ก่อน ปัญหาก็จะวนกลับไปที่เดิมอีก ก็กลับไปซื้อใต้ดินกันใหม่ เท่ากับเป็นการสนับสนุนให้“ธุรกิจสีเทา”เกี่ยวกับการค้ากัญชาฟื้นชีพขึ้นมาอีกด้วยเช่นกัน
โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีการประชุมคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ครั้งที่ 32-8/2567 โดยมี นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เป็นประธานการประชุมแทนปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งที่ประชุมมีการพิจารณาวาระสำคัญ คือ การพิจารณา (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่กำหนดให้กัญชา-กัญชงเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด
นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ แถลงถึงผลการประชุมดังกล่าวว่า ขั้นตอนต่อจากนี้ก็จะนำเรื่องเสนอต่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้นายสมศักดิ์พิจารณาเสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)ที่มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ และคาดว่าจะประกาศบังคับใช้ได้ในเดือนมกราคม 2568
“ร่างดังกล่าว จะเป็นการเพิ่มกัญชาในส่วนช่อดอก สารสกัดเกิน 0.2 เปอร์เซ็นตเป็นยาเสพติด ยกเว้นกิ่ง, ก้าน, ราก, ใบ และเมล็ด ซึ่งเป็นไปตามที่รับฟังความคิดเห็น 80 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยกับร่างประกาศดังกล่าว แต่ก็มีข้อสังเกตที่เสนอว่า กิ่ง, ก้าน, ราก, ใบ และเมล็ด ที่ยกเว้นไม่ใช่ยาเสพติด มีการถกกันว่าควรเป็นเฉพาะในประเทศหรือไม่ โดยข้อคิดเห็นนี้จะแนบไปกับความคิดเห็นที่รับฟังให้ทางคณะกรรมการ ป.ป.ส.” นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ แถลงว่าอย่างนั้น
ส่วนกฎเกณฑ์“การใช้-การปลูก”กัญชาที่เน้นทางการแพทย์และสุขภาพนั้น นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ ชี้แจงว่า “จะมีการจัดทำร่างประกาศ กฎกระทรวงต่างๆ ออกมากำหนดว่า ใครใช้ได้ แพทย์แผนไทยแบบไหนใช้ได้บ้าง แบบไหนต้องขออนุญาต แบบไหนไม่ต้อง ส่วนคนทั่วไปจะใช้อย่างไรต้องรอขั้นตอนดำเนินการ ซึ่ง อย.จะดำเนินการคู่ขนานต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอคณะกรรมการ ป.ป.ส. พิจารณา”
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่รัฐบาลและองค์กรของรัฐในรูปคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินไป ทางฟากฝั่งประชาชนคนไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะนำกัญชากลับไป“ตีตรวน”เป็นยาเสพติดตามเดิม ก็มีการเคลื่อนไหวคัดค้านเช่นกัน ทั้งผู้ประกอบการร้านค้า ผู้ทำฟาร์มกัญชา และ“กัญชาชน”ทั่วไป
การลุกขึ้นมาคัดค้านของประชาชนที่มีการชุมนุมหน้ากองบัญชาการกองทัพบก ถึงสำนักงานสหประชาชาติ (UN) และทำเนียบรัฐบาลในเวลานี้ ซึ่งนำโดย“เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย” มีนายประสิทธิ์ชัย หนูนวล, หม่อมหลวงรุ่งคุณ กิตติยากร และนายอัครเดช ฉากจินดา นั้น จะบานปลายกลายเป็นปัญหา“น้ำผึ้งหยดเดียว”หรือไม่ ต้องจับตาดูกันต่อไป เพราะประชาชนคนไทย“สายเขียว”ในประเทศนี้มีหลายสิบล้านคน รัฐบาลจะประเมินต่ำๆ ไม่ได้เป็นอันขาด
ทั้งนี้ นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล ได้กล่าวต่อเรื่องนี้ว่า “เราไม่มีทางอื่นที่จะนำกัญชากลับสู่มือประชาชน นอกจากทำให้ฝ่ายนโยบายเปลี่ยนนโยบาย เพราะการนำกัญชากลับไปสู่ยาเสพติดมันไม่ได้มีผลมาจากกฎหมายฉบับใด มันเป็นเรื่องของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว ที่ได้สั่งการให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีฯสาธารณสุข ทำทุกอย่างให้กัญชากลับสู่ยาเสพติด เพื่อผลประโยชน์ต่อนายทุนพวกพ้องของตัวเอง ไม่ใช่ห่วงใยประชาชนอย่างแท้จริงตามที่เขากล่าวอ้าง”
เรื่องนี้ยาว ดีไม่ดี“เศรษฐา ทวีสิน”อาจจะตกจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี กรณีแต่งตั้ง“ทนายถุงขนม-พิชิต ชื่นบาน”เป็นรัฐมนตรี ก่อนที่กระบวนการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดจะสำเร็จเสร็จสิ้นก็เป็นได้ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

อภิสิทธิ์ปลุกคนใต้เป็นหัวหอก ขจัดโกง-ล้างทุนสีเทา กู้เศรษฐกิจไทย
ถนอม ลุยคันนายาว-บึงกุ่ม ชาวบ้านประสานเสียงเรียกร้องทำ คนละครึ่ง ฟื้นเศรษฐกิจด่วน!
แก้ตัวน้ำขุ่นๆ! กองทัพไทยซัดเขมรไร้ความโปร่งใส ปมกระสุนตกช่องบก
ถาวร ซัดขบวนการสีเทา รุกล้ำอำนาจรัฐ เชื่อมทุนการเมือง เตือนปชช.อย่าขายเสียงแลกเศษเงิน
ด่วน!! จับ เฉิน จื้อ เจ้าของอาณาจักรปรินซ์กรุ๊ป เตรียมส่งตัวจากกัมพูชากลับจีน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี