วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569
การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ที่ดำเนินการโดยสำนักงาน ป.ป.ช. ได้เข้าสู่ปีที่ 11 แล้ว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ ในขณะที่งานวิจัยใหม่ได้เผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย
ความท้าทายและข้อจำกัดของการประเมิน ITA
แม้ว่า ITA จะมีเจตนารมณ์ที่ดีในการยกระดับธรรมาภิบาลภาครัฐ แต่ในทางปฏิบัติกลับเผชิญกับความท้าทายและข้อวิพากษ์วิจารณ์หลายประการ ดังที่ ดร.มานะ นิมิตมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เคยได้เขียนอธิบายไว้ในบทความ“ล็อค - ลอก - บัง” ว่า
1. ความขัดแย้งระหว่างผลการประเมินและความเป็นจริง : ผลคะแนนประเมิน ITA ที่สูงขึ้นทุกปีกลับสวนทางกับค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตที่ยังคงปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง
2. พฤติกรรม “ล็อค-ลอก-บัง”: หลายหน่วยงานมองการประเมิน ITA เป็นภาระมากกว่าโอกาสในการพัฒนา ทำให้เกิดพฤติกรรมการ “ล็อค” คำตอบ “ลอก” ข้อมูลจากหน่วยงานอื่น และ “บัง” ข้อมูลที่อาจส่งผลเสียต่อคะแนน
3. ความไม่โปร่งใสของข้อมูลการประเมิน: ผลการประเมินโดยละเอียดไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน ทำให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
4. ข้อจำกัดในการประเมิน: การประเมิน ITA ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการประเมิน “องค์อำนาจ” ที่แท้จริงของหน่วยงาน และการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คนดูแลการประเมินทำให้ขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากบุคลากรทั้งองค์กร
5. ความเชื่อมั่นที่ลดลง: ในปี 2566 จำนวนประชาชนที่ร่วมตอบแบบสอบถาม ITA ลดลงถึง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อกระบวนการประเมิน
ผลการศึกษาล่าสุด: ความโปร่งใสส่งผลบวกต่อธรรมาภิบาล
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์นี้ ก็ยังต้องยอมรับว่า ITA เป็นการประเมินที่มีความครอบคลุมมาก แต่ละปีมีผู้ร่วมประเมินกว่า 2-3 แสนคน จาก 8,323 หน่วยงานรัฐทั่วประเทศ ที่สำคัญกว่าร้อยละ 90 ของหน่วยงานเหล่านี้ คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถึงแม้จะอยู่ในพื้นที่ที่แตกต่างกัน แต่ก็มีรูปแบบงานที่คล้ายคลึงกัน คือการบริหารจัดการท้องถิ่น ดังนั้น หากเราสามารถนำข้อมูลรายละเอียดจากแบบประเมิน ITA ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้มาเปรียบเทียบกันได้ เราอาจจะได้เห็นข้อสังเกตบางอย่างที่น่าสนใจได้
นี่จึงเป็นสาเหตุที่กลุ่มนักวิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ โดย ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผม (ต่อภัสสร์ ยมนาค) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดย คุณธิปไตร
แสละวงศ์ ได้ร่วมกันศึกษาแนวทางการป้องกันการคอร์รัปชัน โดยเอาข้อมูลเชิงลึกจากการประเมิน ITA มาศึกษาทางสถิติ โดยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการประเมิน ITA ในช่วงปี 2563-2565 ครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 7,850 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 23,774 ข้อมูล ผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่า:
1. ความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างความโปร่งใสและธรรมาภิบาล: เมื่อคะแนนการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (OIT) เพิ่มขึ้น 1 คะแนน จะส่งผลให้คะแนนธรรมาภิบาลโดยรวม (ITA) เพิ่มขึ้นประมาณ 0.45 คะแนน นั่นแปลว่า ถ้าหน่วยงานมีความโปร่งใสเพิ่มขึ้น จะมีธรรมาภิบาลโดยรวมเพิ่มขึ้น แต่นี่ก็ไม่ได้แปลกอะไรมาก เพราะ OIT นั้น รวมอยู่ในการคำนวณ ITA อยู่แล้ว
2. ที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์กับตัวชี้วัดย่อย: โดย OIT มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงาน (IIT) และการประเมินจากมุมมองภายนอก (EIT) นั่นหมายความว่า การที่หน่วยงานมีความโปร่งใสมากขึ้น ด้วยการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ บนเว็บไซต์อย่างเป็นมาตรฐาน จะทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานนั้น และ บุคคลภายนอกที่มารับบริการจากหน่วยงานนั้น เห็นว่าหน่วยงานมีธรรมาภิบาลสูงขึ้น
3. ความโปร่งใสช่วยเพิ่มความสม่ำเสมอ: เมื่อความโปร่งใสเพิ่มขึ้น ความแปรปรวนของคะแนน ITA ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าความโปร่งใสช่วยสร้างความสม่ำเสมอในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อธิบายให้ง่ายขึ้นคือ การเปิดเผยข้อมูลอย่างมีมาตรฐาน จะทำให้มาตรฐานของธรรมาภิบาลของหน่วยงานต่างๆ เพิ่มขึ้นแบบใกล้เคียงกันมากขึ้นด้วย
4. ปัจจัยอื่นที่ส่งผล: นอกจากความโปร่งใส ยังพบว่าคะแนน ITA ระดับจังหวัด ขนาดประชากร และผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว มีผลต่อระดับธรรมาภิบาลของหน่วยงาน
ท้องถิ่นด้วย โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดที่มีประชากรจำนวนมาก จะมีระดับธรรมาภิบาลน้อย ซึ่งอาจจะอธิบายได้ว่า เพราะมีคนมาก การบริหารจัดการจึงยากขึ้น แต่จังหวัดไหนมีระดับรายได้ต่อหัวของประชากรสูง จะมีระดับธรรมาภิบาลสูงขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะหน่วยงานจะมีงบประมาณบริหารจัดการระบบธรรมาภิบาลสูงขึ้น หรือ อีกทางหนึ่ง คือ เพราะหน่วยงานในจังหวัดนั้นมีธรรมาภิบาล จังหวัดนั้นจึงเจริญมีรายได้ต่อหัวสูง ก็ได้
แนวทางการพัฒนาในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าว เป็นเพียงผลเบื้องต้นงานวิจัยนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ จึงมีเพียงข้อเสนอแนะเบื้องต้นอย่างกว้างๆ เพื่อปรับปรุงการประเมิน ITA ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้:
1. เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่หน่วยงานรายงาน
2. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการประเมินมากขึ้น
3. เปิดเผยผลการประเมินในเชิงลึกต่อสาธารณะ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างแท้จริง
4. บูรณาการผลการประเมิน ITA กับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอื่นๆ
5. พัฒนาเครื่องมือประเมินให้สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมและวัฒนธรรมองค์กรได้ดียิ่งขึ้น
การประเมิน ITA ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลภาครัฐไทย แม้จะมีข้อจำกัด แต่ผลการวิจัยล่าสุดก็ชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มความโปร่งใสสามารถส่งผลบวกต่อธรรมาภิบาลได้จริง การพัฒนาเครื่องมือประเมินอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของภาครัฐไทยอย่างยั่งยืน
รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค

ตร.จับมือ ขนส่งฯ เซ็น MOU เชื่อมข้อมูลประวัติอาชญากรรมออนไลน์ ยกระดับความปลอดภัยรับสงกรานต์
นอภ.แม่สะเรียง นำทีมรุดตรวจ พลายไอ้งางอน คุมเข้มจดทะเบียนสัตว์พาหนะ ป้องกันสวมสิทธิ์ช้างป่า
สตม.ผนึกกำลัง ทอท. ระดม จนท.ดูแลนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์
พบซากพะยูนหนุ่ม ถูกตัดหัวถ่วงหินที่เกาะยาวน้อย ตร.เร่งแกะรอยล่าตัว
สยองวงจรปิดจับภาพ พนักงานหนุ่มถูกเครื่องจักรโรงงาน ดูดร่างเสียชีวิต

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี