วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ต่อมสำนึกทางการเมืองของ สส.และนักการเมืองบ้านเรานั้น คิดแค่ว่า ขอมีเสียงสนับสนุนเพียงพอเกินกึ่งหนึ่งก็เป็นรัฐบาลได้แล้ว โดยไม่ได้คิดว่า ความชอบธรรมทางการเมืองยังมีอยู่หรือไม่
“แพทองธาร ชินวัตร”ที่วันนี้“ล้มละลาย”หมดทุกอย่าง ต้นทุนทางการเมืองไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว ไม่เพียงแต่ในประเทศเท่านั้น สื่อยักษ์ใหญ่สำนักต่างๆ ของตะวันตก ที่มีอิทธิพลต่อประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็น CNN, BBC, Reuters, AP หรือแม้กระทั่ง “Al Jazeera” ได้วิเคราะห์เจาะลึกกรณี“คลิปอัปยศ” และยังผูกโยงมาถึงการขึ้นสู่อำนาจของ“แพทองธาร” เด็กน้อยที่ไร้ซึ่งความรู้ความรู้สามารถและขาดประสบการณ์ ด้วยการชักใยของอดีตนักโทษคดีทุจริตโกงบ้านกินเมืองผู้เป็นบิดา ชนิดที่“ลากไส้”ออกมาตีแผ่ให้เห็นทุกขด
การดื้อดึงที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปของ“แพทองธาร ชินวัตร” ผู้ต้องหาที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหา“ขายชาติ”ตามหมวด 3 ของประมวลกฎหมายอาญา จากการสนทางโทรศัพท์กับ“ฮุน เซน”ผู้ทรงอำนาจแห่งเขมร ซึ่งถูกนานาอารยประเทศหมายหัว และประณามหยามเกียรติไม่ต่างจาก“อาชญากร”ที่หากินกับ“ธุรกิจสีเทา”จนร่ำรวยมั่งคั่งนั้น ยังทำให้ประเทศชาติและประชาชนคนไทย ต้องตกถูกอยู่ในฐานะเป็น“ตัวประกัน”อีกด้วย
ที่กล่าวเช่นนั้น เพราะ ณ เวลานี้ “แพทองธาร ชินวัตร”ทายาทของ“ตระกูลชินวัตร” ที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ“ตระกูลฮุน”ของเขมร ได้นำปัญหาส่วนตัว จะโดยการบงการหรือชักใยของ“ทักษิณ ชินวัตร”ผู้เป็นบิดา ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ“ฮุน เซน”หรือไม่อย่างไรก็ตาม มามัดรวมจนกลายเป็นปัญหาทับซ้อนระหว่างไทยกับเขมรเพิ่มขึ้นมาอีก นอกเหนือจากปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดนที่เขมรเป็นฝ่ายจุดชนวน จนกระทั่งในวันนี้สามารถนำขึ้นสู่ศาลโลกได้ตามแผนการณ์ที่วางไว้แล้วเป็นอย่างดีมาตั้งแต่ต้น
ทั้งนี้ก็เนื่องจาก พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล ได้ใช้องคาพยพทุกส่วนที่เป็นกลไกของบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กระทรวงการต่างประเทศตอบโต้เขมร เพื่อลบล้างปัญหาส่วนตัวของ“แพทองธาร ชินวัตร” ที่ไปพลาดท่าเสียทีให้แก่อสรพิษอย่าง“ฮุน เซน” ดังจะเห็นได้จากการเชิญเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจําประเทศไทยมารับหนังสือเพื่อประท้วง“ฮุน เซน” ก็เป็นการเชิญมาหลังเกิดกรณี“คลิปอัปยศ”
โดยอ้างกับเขมรว่า รัฐบาลฝ่ายไทยเห็นว่า กรณีปล่อยคลิปเสียง เป็นการกระทําที่ขัดต่อจรรยาบรรณและมารยาทพื้นฐานของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ซึ่งไม่อาจยอมรับได้ และถือเป็นการทําลายความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน อันส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศในการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี รวมทั้งกระทบต่อความพยายามที่จะใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาของทั้ง 2 ฝ่าย ตามแนวปฏิบัติสากล
อันที่จริงแล้ว รัฐบาลไทยโดย“แพทองธาร ชินวัตร” ในฐานะนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงการต่างประเทศ ควรจะต้องเรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจําประเทศไทย มารับหนังสือประท้วงรัฐบาลเขมรทันที ตั้งแต่หลังเกิดเหตุปะทะที่บริเวณ“ช่องบก” อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชานี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมเดือนที่แล้ว ว่ากองกำลังทหารของเขมรรุกล้ำดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของไทย พร้อมทั้งกดดันทุกทางให้เขมรถอนกำลังออกไปโดยเด็ดขาดอย่างไม่มีข้อแม้
ในขณะเดียวกัน ก็สมควรต้องเชิญคณะทูต และผู้แทนต่างๆ ประจำประเทศไทยมารับฟังปัญหาและชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อย่างทันท่วงทีตั้งแต่แรกด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เพิ่งจะเชิญมาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมานี้เอง
และประการสำคัญ การเชิญคณะทูต และผู้แทนต่างๆ ประจำประเทศไทยมามารับฟังปัญหาและชี้แจงข้อเท็จจริง โดยกระทรวงการต่างประเทศของไทยนั้น ก็เพียงเพื่อแก้ต่างกรณี“คลิปอัปยศ” ที่เกิดจากความผิดพลาดของ“เด็กน้อย”ที่ชื่อ“แพทองธาร ชินวัตร” และทำให้ประเทศไทยต้องอับอายขายขี้หน้าไปทั้งโลก ว่านายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยเป็น“ไส้ศึก”ของเขมร จากบทสนทนาที่“ใส่ร้าย”กล่าวหาว่า พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 แห่งกองทัพไทย ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับนายกรัฐมนตรีไทย และ“ฮุน เซน”ผู้ทรงอำนาจแห่งเขมร อันเปรียบเสมือนข้าศึกศัตรูที่เป็นคู่สงครามของไทยในเวลานี้ ซึ่งไม่ใช่เพราะเชิญมาเนื่องจากกรณีเขมรรุกล้ำเขตแดนไทยเป็นประเด็นหลัก
จะอย่างไรก็ตามแต่ นอกเหนือจากนั้น ไม่เพียงแต่“แพทองธาร ชินวัตร”ในฐานะผู้นำรัฐบาล จะลากดึงประเทศชาติและประชาชนคนไทยให้กลายเป็น“ตัวประกัน” เพราะความผิดพลาดของตนเองเท่านั้น พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค โดยเฉพาะพรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ยังยอมที่จะ“กอดศพ”ให้เหน่าเหม็นตามไปด้วย เพียงเพื่อตำแหน่งแห่งหนในการเป็นรัฐมนตรี จึงไม่ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นรัฐบาลผสมกับพรรคเพื่อไทย เหมือนอย่างที่พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว
สรุปแล้ว เวลาของ“แพทองธาร ชินวัตร”ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เปรียบเหมือนลมหายใจของคนที่กำลังใกล้จะสิ้นอายุขัย เรียกว่าต้องนับลมหายใจเข้าออกกันชนิดวินาทีต่อวินาที
สำคัญที่สุดก็คือ ในวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายนสุดสัปดาห์นี้ ประชาชนคนไทยนัด“รวมพลังแผ่นดิน”เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตั้งแต่เวลา 16.00 น.- 21.00 น. โดยจะเรียกร้องให้“แพทองธาร ชินวัตร”ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที และให้พรรคการเมืองที่เข้าร่วมเป็นรัฐบาลผสมถอนตัวทันทีด้วยเช่นกัน
ถึงวันนั้น“แพทองธาร ชินวัตร”และพรรคเพื่อไทย รวมทั้งพรรคการเมืองที่ยอมกอด“ศพเน่า” แลกกับเก้าอี้รัฐมนตรีและกับการได้อยู่ในอำนาจ คงได้เห็นพลังคนไทยเรือนแสนออกมาชุมนุมอย่างแน่นอน
เสียงขับไล่“แพทองธารออกไป” จะต้องดังกระหึ่มทั่วทั้งพระนครและแผ่นดินไทย จนกว่า“แพทองธาร ชินวัตร”จะยอมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ช็อกวงการ หม่ำ จ๊กมก ประกาศลาเวิร์คพอยท์ ผันตัวเป็นฟรีแลนซ์
คงต้องพึ่งพระสยามเทวาธิราช!! สมชาย ลั่นสถานการณ์บ้านเมือง หากปล่อยไร้อนาคต ทุจริตเต็มแผ่นดิน
'ซาบีดา' เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ
แทบลืมมองหน้า เจนนี่ รัชนก ปล่อยภาพเซ็ตใหม่เสิร์ฟลุคแซ่บสะกดสายตา
คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี