วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569
ข่าวที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยสูงถึง 36% ไม่เพียงเป็นแรงสั่นสะเทือนเชิงการค้า หากยังเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า “การทูตเศรษฐกิจ” ของรัฐบาลไทยกำลังล้มเหลวอย่างน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะในจังหวะที่ประเทศยังหาทิศทางฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไม่ได้
ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ทีมผู้แทนจากรัฐบาลไทยพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดที่สะสมมานานจากข้อกล่าวหาเรื่อง
“การบิดเบือนกลไกตลาด” และ “การแทรกแซงค่าเงินบาท” แต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือ “การถูกลงโทษ”แทนที่จะ “เจรจาประนีประนอม”
คำถามคือ เราเสียอะไรไปกับความล้มเหลวนี้บ้าง?
การเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 36% ย่อมหมายถึงความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ จะถูกตัดขาดอย่างฉับพลัน สินค้าไทยจะมีราคาสูงขึ้นทันทีเมื่อถึงมือลูกค้าอเมริกัน โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารทะเล แปรรูป ยางพารา และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นรายได้หลักของเกษตรกร คนงาน และเอสเอ็มอีจำนวนมาก
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ “การสูญเสียรายได้ จากการส่งออก” แต่คือ “ลูกโซ่” ที่จะเกิดขึ้นในประเทศ : โรงงานขนาดกลางและเล็กอาจต้องลดจำนวนพนักงาน พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยต้องเผชิญกับยอดขายที่ตกลงจากต้นทุนที่สูงขึ้น ภาคแรงงานอาจต้องเผชิญกับการเลิกจ้าง และเมื่อรวมเข้ากับปัญหาเศรษฐกิจเดิมที่ยังไม่ถูกเยียวยา เช่น ราคาพืชผลตกต่ำ หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง และการลงทุนภาคเอกชนที่ชะงักงัน ไทยกำลังมุ่งหน้าสู่ภาวะ “เศรษฐกิจฝืดลึก”
ยิ่งไปกว่านั้น การปรับคณะรัฐมนตรีล่าสุดที่ประชาชนคาดหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟู กลับกลายเป็นเพียง “เกมจัดเก้าอี้ทางการเมือง”เพื่อรักษาสมดุลภายในรัฐบาล มากกว่าจะมุ่งเป้าสร้างความมั่นใจให้กับสาธารณชน ไม่มีชื่อของนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ไม่มีสัญญาณชัดเจนของนโยบายที่จะแก้ไขวิกฤตเชิงโครงสร้าง รัฐบาลยังคงบริหารประเทศด้วยวิธีคิดแบบเดิม ใช้การสื่อสารเพื่อเอาตัวรอด มากกว่าการลงมือปฏิรูปจริงจัง
ท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤตเช่นนี้ คำถามสำคัญคือ-ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ?
เมื่อประเทศต้องเผชิญกับผลพวงของการบริหารที่ล้มเหลว ซ้ำยังไม่มีหนทางที่ชัดเจนให้ประชาชนได้เห็นแสงสว่างเบื้องหน้า บรรยากาศทางสังคมจึงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ความไม่เชื่อมั่นและการรอคอยเพียงว่า วิกฤตรอบถัดไปจะหนักหนาแค่ไหน
ป่วยการที่จะเรียกร้องความรับผิดชอบจากฝ่ายการเมืองที่คุมอำนาจในขณะนี้ เพราะจากพฤติกรรมที่ผ่านมาก็คงได้แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องคิดกันมากกว่านั้นคือ
ความรับผิดชอบของประชาชนที่อนุญาตให้นักการเมืองเหล่านี้เข้ามามีอำนาจ ผ่านการเลือกตั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนตำแหน่งทางการเมืองกลายเป็นมรดกตกทอดจากพ่อสู่ลูก จากพี่สู่น้อง นับวันระบบแบบนี้ยิ่งกลืนกินและทำลายประเทศของเราให้เสื่อมทรุดลงไป คนเก่งๆ คนดีๆ ถูกกีดกันออกจากระบบการเมือง
ถ้ายังมองไม่ทะลุแก่นแท้ของปัญหา ก็ยากที่จะคิดวิธีแก้ไขที่ถูกต้องได้ การหมกมุ่นและเชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญ หรือการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ โดยที่สำนึกของพลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยังคงมองแต่เรื่องผลประโยชน์เฉพาะหน้า ก็คงไม่สามารถพาประเทศไทยพ้นวงจรอุบาทว์ไปได้

ขาวโพลน! พายุลูกเห็บถล่มบ้านน้ำสวยห้วยปลาดุก อ.นาด้วง จ.เลย
เลขาฯ นาโตปัดข้อกังวลปมสหรัฐฯ ถอนตัว ชี้ยุโรปต้องแกร่งขึ้น
น้องชายหลอกพี่สาวป่วยจิต จะพาไปวัด ก่อนจ้วงแทงดับหมกป่า อ้างเครียด
ทรัมป์ ซัดอิหร่านละเมิดหยุดยิง ลั่นหมดเวลาใจดีแล้ว
เพื่อไทยเตรียมประชุมใหญ่สามัญ 24 เม.ย.นี้ ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคบางส่วน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี