โดยทั่วไปสังคมมนุษย์มีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ขัดแย้ง ชิงดีชิงเด่นกัน หรือจะร่วมแรงร่วมใจกันด้วยมิตรไมตรี หรือนัยหนึ่งคือการเลือกระหว่างเส้นทางสงคราม หรือสันติภาพ และมนุษย์ก็มีปัญญา มีความสามารถเป็นพื้นฐานในการจะตัดสินใจเลือก
ตลอดมาในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของมนุษยชาตินั้น เรื่องการสู้รบดูจะเป็นแนวทางที่มนุษย์ชอบและพึงพอใจมากกว่า จนเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ชาวโลกก็ได้มีการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติ พร้อมด้วยข้อตกลง กติกา กฎเกณฑ์ต่างๆ มากมาย เพื่ออำนวยให้มวลมนุษย์สามารถร่วมกันอยู่ได้อย่างสันติและเจริญก้าวหน้าไปด้วยกัน
แต่ทว่าโลกยุคสงครามเย็นได้อุบัติขึ้นทันทีทันควันระหว่างนั้น และกว่าจะสิ้นสุดลงก็เมื่อโลกได้เห็นการทำลายกำแพงเบอร์ลิน และการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและโลกหลังม่านเหล็กซึ่งการขัดแย้งกันในช่วงโลกยุคสงครามเย็น เป็นการขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรี กับโลกคอมมิวนิสต์ และประเทศที่เป็นแกนนำความขัดแย้งก็คือ กลุ่มประเทศ 5 ประเทศที่มีภาระหน้าที่ตามข้อกฎหมาย กฎเกณฑ์กติกาขององค์การสหประชาชาติ ที่จะต้องเสริมสร้างสันติภาพ ความมั่นคงปลอดภัย และการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าร่วมกัน อันได้แก่สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต (ซึ่งต่อมาเป็นสหพันธรัฐรัสเซีย) จีนก๊กมินตั๋ง และต่อมาจีนคอมมิวนิสต์ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส และเมื่อประเทศแกนนำโลกขัดแย้งกันอย่างดุเดือด โลกก็เดือดร้อน กังวลใจ หวาดหวั่นต่อการสงครามโดยตรงระหว่างกัน หรือสงครามผ่านประเทศตัวแทน (Proxy war)
จนเมื่อโลกยุคสงครามเย็นสิ้นสุดลง และโลกได้ก้าวเข้าสู่โลกยุคโลกาภิวัตน์ของการเชื่อมโยง การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และการเปิดกว้างทางความนึกคิดและจิตใจต่อกันและกัน โลกก็เริ่มที่จะหายใจทั่วท้อง และเล็งเห็นอนาคตอันสดใส
แต่ทว่าโลกยุคโลกาภิวัตน์ก็ต้องมาเผชิญกับลัทธิการต่อต้านโลกโลกาภิวัตน์ ที่เห็นว่าโลกโลกาภิวัตน์นั้นเป็นเครื่องมือของฝ่ายตะวันตกในการครอบงำมวลมนุษยชาติ จึงได้ออกมาต่อต้าน ทั้งเพื่อล้มล้างและเพื่อรักษาอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของสังคมของตนเอง และใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือกดดัน เรื่องการปราบปรามก่อการร้ายสากลจึงเป็นวาระแห่งโลก นำไปสู่การสู้รบทั้งในรูปแบบและนอกแบบ รวมทั้งการสู้รบเป็นสงครามกลางเมืองและสงครามระหว่างประเทศ
คู่ขนานกันไปก็เกิดความคิดอ่านจากบางประเทศและบางกลุ่มประเทศที่ไม่ยอมรับความยิ่งใหญ่แต่ผู้เดียว หรือความเป็นเจ้าโลกของสหรัฐอเมริกา เช่น ประเทศที่มีอุดมการณ์ไปทางด้านสังคมนิยม อย่างเช่น เวเนซุเอลา นิการากัว หรือประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นที่สองที่สามของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา คือรัสเซีย และจีน โดยอีกทั้ง 2 ประเทศ ต้องการจะรักษาเขตอิทธิพลของตนไว้ (Sphere of influence) มิยอมให้ฝ่ายสหรัฐฯ ได้เข้ามาย่างกราย หรือพยายามกันออกไป สำหรับจีนนั้นภายใต้ผู้นำชุดใหม่ก็มีความมุ่งมั่นคาดหวังที่จะขึ้นมาเป็นเจ้าโลกแทนสหรัฐฯ อีกด้วย
สังคมโลกแทนที่จะได้เห็นความสงบเรียบร้อย และความเจริญก้าวหน้าร่วมกันจากการสิ้นสุดของสงครามโลก และโลกยุคสงครามเย็นก็ต้องกลับมาตกอยู่กับสภาวะของความหวาดหวั่นไม่แน่นอน และประเทศผู้ป่วนโลกเป็นสำคัญก็ไม่พ้น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ที่เป็นประเทศสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ที่มีภาระหน้าที่ต้องจรรโลงสันติภาพ แต่กลับมาเป็นตัวปัญหา ขัดแข้งขัดขา ชิงดีชิงเด่นกันเอง เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และยังเป็นตัวปัญหาเสียอีกด้วย
ในการนี้ชาวโลกต่างๆ ก็จะอยู่นิ่งเฉยมิได้ ต้องเอาความรับผิดชอบในการเสริมสร้างสันติภาพมาอยู่ในมือของตนเองให้มากขึ้นๆ และในที่สุดจะได้ร่วมกันสั่งการฝ่ายการเมืองและผู้นำโลกให้ยุติการขัดแย้ง ชิงดีชิงเด่นกัน และหันหน้าเข้าหากัน เพื่อเจรจาหารือ ลดความตึงเครียด ลดการเผชิญหน้าด้วยกำลังอาวุธ และการยกเลิกการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อบ่อนทำลายซึ่งกันและกัน
ชาวโลกทั้งหมดต้องคิดเอาเรื่องสันติภาพเป็นตัวตั้งและวิถีการดำเนินชีวิต และไม่คล้อยตามไปกับลัทธิคลั่งชาติ ลัทธิชาตินิยมแบบสุดโต่ง และลัทธิการรังเกียจซึ่งกันและกัน เพราะมีความต่าง
หากแต่ต้องคิดว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมอย่างหนึ่งที่มีสติปัญญาและสภาวะจิตใจที่สูงส่ง และร่วมแรงร่วมใจกันที่จะอยู่ร่วมกันอย่างฉันมิตรสมัครสมานสามัคคี แวดวงเพื่อสันติภาพไม่เอาสงคราม ไม่เอาอาวุธนิวเคลียร์ ไม่เอาอาวุธเคมี และไม่เอาอาวุธชีวภาพ ก็มีอยู่ทั่วไปในโลก แต่ก็ยังอยู่กันแบบกระจัดกระจาย ยังไม่มีการกระชับความร่วมมือกัน
ที่พอจะเริ่มเป็นชิ้นเป็นอันก็คือ องค์กรนายกเทศมนตรีเพื่อสันติภาพ (Mayors for Peace) ที่นครฮิโรชิมา และนครนางาซากิ เป็นผู้ริเริ่มบริหารจัดการและขับเคลื่อน ดังที่ทราบกันดีอยู่ว่าเมืองทั้งสองถูกทำลายด้วยระเบิดปรมาณูในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง และฉะนั้นก็มีความชอบธรรมและน้ำหนักที่จะขับเคลื่อนให้โลกได้มาซึ่งสันติภาพ และโลกที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์
กรุงเทพมหานครเป็นเมืองสมาชิกอันหนึ่งขององค์กร Mayors for Peace กรุงเทพมหานครมิใช่แค่เมืองหลวงของราชอาณาจักรไทยในวันนี้ แต่ก็ประกอบด้วยราชธานีกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนประเทศไทยโดยทั่วไปก็จัดได้ว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้างสู่โลกภายนอก เจริญสัมพันธไมตรีทั้งใกล้และไกล ไม่น้อยไปกว่าประเทศหนึ่งใดในโลกนี้อีกทั้งก็มิได้มีลัทธิทหารนิยม หรือลัทธิจักรวรรดินิยมมาแต่อย่างใด
ดังนั้นประเทศไทยเองจึงมีความสามารถนำพาในเรื่องสันติภาพได้ โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นตัวชูโรง
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี