วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำระดับโลกที่กล้าเปิดเผยความคิดอ่านอย่างโจ่งแจ้ง โดยไม่สะทกสะท้านกับคำครหานินทา หรือข้อคัดค้านใดๆ เสมือนกับเป็นนักการพนันที่กล้า “เปิดไพ่เล่น” ซึ่งก็เป็นการสะท้อนซึ่งอุปนิสัยใจคอของการเป็นคนตรงไปตรงมา เก็บความในใจไม่อยู่ ซึ่งทุกคนต่างก็รู้ว่า เขาเป็นผู้นำประเทศที่เป็นใหญ่สุดในโลกกว้าง ทั้งทางด้านแสนยานุภาพทางทหาร เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นั่นอาจทำให้เขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเกรงอกเกรงใจผู้ใด
ฉะนั้นความคิดอ่านว่าสหรัฐฯ ต้องมาก่อน ต้องอยู่เหนือผู้อื่นใดๆ จึงมิใช่การบอกกล่าวอย่างลมๆ แล้งๆ เพ้อฝัน หรือปราศจากข้อเท็จจริง จึงจัดได้ว่า เขาพูดจาและวางตัวเกี่ยวกับสหรัฐฯ จากสถานะของพละกำลังที่แข็งแกร่ง (From the position of strength)
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีจุดยืน และยึดมั่นในจุดยืนที่ว่า แถบโลกตะวันตก (The Western Hemisphere) ที่ประกอบด้วยทวีปอเมริกาเหนือ และทวีปอเมริกาใต้ รวมทั้งทะเลแคริบเบียน เป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ แต่เพียงผู้เดียว โดยที่สหรัฐฯ จะไม่ยินยอมให้
1.ประเทศนอกแถบหรือนอกอาณาเขตได้เข้ามายุ่มย่ามเป็นอันขาด
2.สหรัฐอเมริกาจะมิยินยอมที่จะให้ประเทศหนึ่งใดใน 2 ทวีปดังกล่าวนี้ มีนโยบาย ท่าที และการวางตัวที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ และจะดำเนินการตีกรอบ และขจัดทำลายล้างให้หมดสิ้นไป เพื่อมิให้เป็นหอกข้างแคร่อีกต่อไป
ในขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาก็จะดำเนินการป้องกันตัวเองมิใช่แค่ที่ชายฝั่งทะเล จะเป็นด้านมหาสมุทรแอตแลนติก หรือมหาสมุทรแปซิฟิกก็ตาม แต่จะออกไปป้องกันตนเองแบบ Forward defense ไปทั่วโลก เช่น การไปตั้งฐานทัพ ซึ่งขณะนี้ก็มีอยู่ 700 กว่าฐานทัพด้วยกัน เพื่อมิให้ภยันตรายหรือการคุกคามใดๆ ได้เขยิบตัวเข้ามาสู่ชายฝั่งทะเลของสหรัฐฯ
นอกจากนั้น สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็มีมุมมองยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอีกด้วยว่า จะแค่มีฐานทัพกระจายไปทั่วโลกดังกล่าวมิได้เป็นการเพียงพอ แต่จำเป็นที่สหรัฐฯ จะต้องเข้าไปครอบครองดินแดนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของสหรัฐฯ ให้กระชับขึ้น เช่น
1.ความประสงค์ที่จะให้แคนาดา ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสหรัฐฯ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ
2.การเข้าไปยึดครองประเทศปานามา เพื่อควบคุมกิจการคลองปานามา ที่เชื่อมโยงมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรแอตแลนติก
3.ความประสงค์ที่จะเข้าไปยึดครองเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเดนมาร์ก
ซึ่งในกรณีของแคนาดาและเกาะกรีนแลนด์นั้น เป็นการวางแนวป้องกันต่อการคุกคามของจีนและรัสเซียรอบๆ อาณาบริเวณขั้วโลกเหนือเป็นสำคัญ
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงความเป็นตัวตนของการพูดจริง ทำจริง ให้ชาวโลกได้ดูแล้ว เช่น การสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ เข้าไปจับตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และนำตัวมาขึ้นศาลที่นครนิวยอร์ก พร้อมกับการเปิดโอกาสให้บริษัทยักษ์ใหญ่น้ำมันของสหรัฐอเมริกา กลับไปดำเนินการในเวเนซุเอลา อีกทั้งก็ได้กล่าวในเชิงกำราบประเทศโคลอมเบีย เม็กซิโก ให้เอาจริงเอาจังกับเรื่องการปราบปรามยาเสพติด และขบวนการการลักลอบผู้คนเชิงการค้ามนุษย์เข้ามายังสหรัฐฯ ว่า หากไม่ดำเนินการใดๆ หรือมีพฤติกรรมที่เอนเอียงไปทางด้านอุดมการณ์ลัทธิสังคมนิยม และเป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ ก็จะได้เห็นดีกัน แบบที่สหรัฐฯ ได้กระทำกับเวเนซุเอลา และในสภาพการณ์นี้คิวบาซึ่งเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ ก็จะตกอยู่ในสภาวะการถูกบีบคั้นเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบระบอบการเมือง หรือไม่ฝ่ายสหรัฐฯ ก็อาจจะมีการปฏิบัติการแบบจู่โจมกับผู้นำคอมมิวนิสต์ของคิวบาอีกไม่ช้าไม่นานก็เป็นได้
ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ทรัมป์ ก็เห็นว่าองค์การระหว่างประเทศทั้งหลายพึ่งพางบประมาณสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มองว่ามิได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดกับสหรัฐฯ และเริ่มดำเนินการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิก เช่น องค์การ WHO องค์การ UNESCO และล่าสุด องค์การ OAS (Organization of American States) อีกทั้งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้ยุบสำนักงานช่วยเหลือระหว่างประเทศ (USAID) เพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง และประเทศต่างๆมีภาระหน้าที่ที่จะต้องช่วยตัวเอง
ที่เข้มข้นไปกว่านั้นก็คือ การขึ้นภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกาหรือประเทศที่ใช้มาตรการการทุ่มตลาด เพื่อขยายลู่ทางและโอกาสการขายสินค้าของตนในตลาดสหรัฐฯ ให้ได้มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเอาชนะคู่แข่งจากประเทศอื่นแล้ว ยังมีนัยของการบ่อนทำลายอุตสาหกรรมภายในประเทศของสหรัฐฯ อีกด้วย ความเป็นพันธมิตรและความใกล้ชิดสนิทสนมแต่ดั้งเดิมมิได้อยู่ในความนึกคิดของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ และสหรัฐฯ จะไม่ยอมเสียเปรียบใดๆ ทั้งสิ้น
พฤติกรรมแบบ “ข้ามาคนเดียว” และ“ข้าจะเอาอย่างนี้” ก็ได้สร้างความปั่นป่วน สับสนอลเวงกันไปทั่วโลก แล้วก็นำมาซึ่งผลกระทบในเชิงลบต่างๆ นานา แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นการบีบบังคับให้แต่ละประเทศจะต้องทบทวนตัวเอง ทบทวนความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา และวางตัวให้เหมาะสมต่อไป โดยเฉพาะการต้องพึ่งพาตนเองให้มากขึ้นหรือมากที่สุด หรือไม่ก็ใฝ่หา
พรรคพวกที่จะร่วมมือกันเอง ซึ่งไทยเราก็มีทั้งกรอบประชาคมอาเซียน และกรอบ BIMSTEC ที่อยู่ในวิสัยที่จะอำนวยให้บรรเทาผลกระทบจากฝ่ายสหรัฐฯ ได้ อีกทั้งฝ่ายไทยเราก็ต้องเร่งใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเปิดเสรีทางการค้า ทั้งในทวิภาคีและในกรอบพหุภาคีมากยิ่งขึ้น โดยพยายามทำให้สหรัฐฯ เป็นเพียงประเทศคู่ค้าประเทศหนึ่งของไทยเท่านั้น โดยไม่ลืมว่าไทยเรายังมีคู่ค้าต่างๆ อีกทั่วโลก ที่ไทยเราสามารถเพิ่มพูนการค้าขายได้
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังมีเวลาอยู่ในตำแหน่งอีกเกือบ 3 ปี ก็คงยังจะสามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับโลกได้อีกมากมาย แต่หลังจากนั้น เขาจะไม่สามารถกลับมาสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีได้อีกแล้ว และสหรัฐอเมริกาก็จะมีผู้นำคนใหม่
เมื่อนั้น สังคมอเมริกาซึ่งก็ได้มีอาการ “ช็อก”กับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในสมัยที่สอง ก็คงจะเริ่มคลายตัว ได้กลับมาคิดมาทบทวนและตั้งหลักใหม่เพื่อหลักการที่ว่า มวลมนุษยชาติต้องอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพื่อโลกมนุษย์จะได้อยู่ด้วยกันอย่างสันติ และอาจมีแนวโน้มที่จะเลือกผู้นำคนต่อไปที่มีลักษณะที่ต่างออกไป โดยเฉพาะการรักษาความเป็นพันธมิตรและการมีมิตรจิตมิตรใจที่มีต่อกันและกัน
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

คุณแหน:3 มีนาคม 2569
อิหร่าน เปิดยอดความสูญเสียพุ่ง 555 ราย สหรัฐ-อิสราเอลโจมตีลาม 131 เมืองทั่วประเทศ
ณัฏฐ์ มงคลนาวิน วิเคราะห์หัวใจหลัก จุดแข็ง จุดอ่อน 3 ระบอบการปกครอง
เลขาฯ แพทยสภาแจง ดรามา ไหมทองคำ ไม่ได้ขายในงานแพทย์ ยังไม่ผ่าน อย. ถือเป็นของผิดกฎหมาย
ทั่วอเมริกาเฝ้าระวังขั้นสุด สั่งเพิ่มกำลังตำรวจลาดตระเวน 24 ชม. หวั่นเกิดเหตุล้างแค้นรุนแรง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี