วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569
ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 จนถึงบัดนี้ ราชอาณาจักรไทยเราก็ได้เพียรพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ในบริบทของลัทธิเสรีนิยม (Liberalism) กล่าวคือมีการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา คือประชาชนพลเมืองมีสิทธิ และหน้าที่ในการเลือกตั้งตัวแทนไปทำหน้าที่ในรัฐสภา โดยเฉพาะในเรื่องการออกกฎหมายกำหนดและควบคุมงบประมาณที่รวบรวมมาจากการเก็บภาษีต่างๆ ไปจนถึงการคัดเลือกนายกรัฐมนตรี
การได้มาซึ่งผู้แทนราษฎรก็ด้วยการเสนอชื่อและการแข่งขันกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆด้วยวิสัยทัศน์ นโยบาย และมาตรการ ที่จะนำพาประเทศพร้อมด้วยคุณสมบัติที่น่าเชื่อถือของบรรดาผู้สมัคร
แต่เดิมมา ระบอบประชาธิปไตยถือเป็นของใหม่ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศยุโรปตะวันตก ขณะที่ราชอาณาจักรไทยก็มีระบบระบอบการเมืองการปกครองขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อถือและความคิดอ่านของตนเองกันมาก่อน ก็เกิดการผสมผสานและการปรับตัวเปลี่ยนแปลงกันมาโดยตลอด
ชีวิตของการเป็นสังคมประชาธิปไตยก็มีขึ้นมีลง มีความก้าวหน้าและมีการถอยกลับ มีความผันแปร และได้รับผลกระทบจากความเป็นไปในโลกกว้างอีกด้วย การเป็นสังคมประชาธิปไตยจึงไม่สามารถหยุดนิ่ง หรือแข็งกระด้างได้ ต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข อยู่ทุกขณะ เพื่อให้ความเป็นสังคมประชาธิปไตยมีประโยชน์และมีคุณค่า และมีเสถียรภาพยิ่งขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ
ในการที่จะเป็นสังคมประชาธิปไตย ก็จะต้องมีกฎเกณฑ์กติกาหลัก และกติกาทั่วไปที่ครอบคลุมทั้งประเทศ และบังคับใช้กับทุกประชาชนพลเมือง คือรัฐธรรมนูญ โดยตัวรัฐธรรมนูญเองก็ต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และแก้ไขไปตามสถานการณ์ ตามความประสงค์ของประชาชนพลเมืองโดยทั่วไป หรือตามความประสงค์ของกลุ่มผู้มีอำนาจในช่วงหนึ่งช่วงใด
ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่จัดวางโครงสร้าง และสาระเนื้อหาของสังคมบ้านเมืองให้เป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีความเป็นสากลหรือสมบูรณ์แบบให้มากยิ่งขึ้น นั่นคือเป็นสังคมที่ประชาชนพลเมืองมีสิทธิและหน้าที่ ทั้งในการแสดงความคิดเห็น การเข้าร่วมในความเป็นไปของสังคมบ้านเมือง และกฎหมายมีการบังคับใช้กันอย่างทั่วถึงโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ โดยประชาชนพลเมืองมีความสบายอกสบายใจต่อการดำรงชีวิตที่ปราศจากความหวาดกลัวใดๆรวมทั้งสื่อเองต่างมีความเป็นอิสระที่จะค้นหาข้อเท็จจริงกับหาข้อมูล และเสนอข่าวต่อสาธารณชน ขณะที่กระบวนการยุติธรรมมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ถูกแทรกแซงและยึดมั่นอย่างเที่ยงธรรม และขณะเดียวกันอำนาจรัฐไม่กระจุกตัว แต่มีการกระจายอำนาจ เพื่อให้ทุกส่วนทุกหมู่เหล่าสามารถมีบทบาทและร่วมรับผิดชอบต่อความเป็นไปของบ้านเมือง
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็เป็นที่ทราบกันดีทั้งภายในประเทศไทยและในประชาคมโลกว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่จำกัดจำเขี่ยความเจริญของการเป็นสังคมประชาธิปไตยของราชอาณาจักรไทย และฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จึงไม่ควรที่จะคงอยู่กับราชอาณาจักรไทยอีกต่อไป หากราชอาณาจักรไทยมีความประสงค์ที่จะเป็นสังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบและสง่างาม
ฉะนั้น ราชอาณาจักรไทยจึงจะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการหย่อนบัตรออกเสียงลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า ประชาชนพลเมืองส่วนหนึ่งยังอยากที่จะมีชีวิตอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งนั่นก็เป็นสิทธิแต่ก็มีคำถามว่า แล้วทำไมจะต้องมาจำกัดจำเขี่ยตัวเอง ในเมื่อจะมีโอกาสเสริมสร้างความเป็นพลเมืองประชาธิปไตยได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

ไม่เลื่อนบอลโลก!ฟีฟ่าหวังอิหร่านไม่ถอนทัพแม้แข่งแดนมะกัน
ยังติดอยู่ในเรือ 3 คน ทร.เร่งช่วยเหลือ หลังเรือสินค้าไทยถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ
เธอคนนั้นคือฉันอีกคน‘ปิงปอง’เครมไวก๊อปลุค ‘เจนนี่’จนต้องขยี้ตา
DITP นำทัพ 38 ผู้ประกอบการไทย ร่วม FILMART 2026 ปักหมุดไทยในตลาดคอนเทนต์โลก
เดือดอย่างต่อเนื่อง ‘กิต three man down’ โพสต์หลังโอมลาออกจากผู้บริหารค่าย Gene Lab

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี