ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ชี้ขาดว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ต้องพ้นจากการเป็นนายกฯและครม.ก็พ้นทั้งคณะ
นำมาสู่การพยายามจับขั้วการเมือง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เลือกนายกฯคนใหม่ ในขณะนี้
1. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีผลเป็นการปลดล็อกทางการเมืองให้กับประเทศไทย
เปิดทาง เปิดโอกาส ให้ประเทศไทยได้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพ เพื่อมิให้ติดหล่มอยู่กับสภาพปัญหาแบบรัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์ ติดพันศึกเขมร ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า ทั้งในประเทศและนอกประเทศ
ไม่ควรที่จะให้พรรคเซาะกร่อนบ่อนทำลายฉวยโอกาสขึ้นขี่คอรัฐบาลใหม่ ตั้งเงื่อนไขให้นายกฯคนใหม่และรัฐบาลใหม่ต้องทำตาม เหมือนทำงานรับใช้วาระทางการเมืองของพรรคเซาะกร่อนบ่อนทำลาย
โดยถึงวันนั้นพรรคส้มจะทำตัวเป็นนักวิจารณ์ คุยโม้ข่มคนทำงาน สร้างภาพ พูดเอาหล่อ ปั่นกระแสกู้ภาพลักษณ์พรรคส้มที่เสียหายย่อยยับในช่วงที่คนไทยตาสว่าง รวมใจสนับสนุนทหารต่อสู้ปกป้องอธิปไตยชาติ
2. พรรคภูมิใจไทย เดินสายเจรจากับพรรคการเมืองอื่นๆ เช่น พรรคส้ม พรรคกล้าธรรม กลุ่มสส.จากรทสช. กลุ่ม สส. บางส่วนจากพลังประชารัฐ กลุ่ม สส. บางส่วนจากเพื่อไทย เพื่อให้สนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ได้รวบรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ได้มากพอ ที่จะจัดตั้งรัฐบาลแล้ว
ตามสูตรนี้ เสียงสส.ที่จะสนับสนุนให้นายอนุทิน เป็นนายกฯ มีกว่า 280 เสียง จะต้องมีพรรคส้ม 143 เสียง (ยังไม่ตอบตกลง) พรรคภูมิใจไทย 69 เสียง พรรคกล้าธรรม 25 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 20 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ 18 เสียง สส.พรรคเล็กอีก 4 เสียง
แต่ถึงขณะนี้ ยังมีเพียงพรรคกล้าธรรมออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในนามพรรค มีมติพรรคว่า พรรคกล้าธรรม จะลงมติในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สนับสนุนให้ นายอนุทิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32
3. พรรคประชาชน แถลงข่าวยืนยัน 3 เงื่อนไขเดิมในการโหวตเลือกนายกฯคนใหม่ คือ 1.ต้องยุบสภาฯภายใน4 เดือน 2.ต้องแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปิดทางตั้ง ส.ส.ร.เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 3.พรรค ปชน.จะไม่ส่งคนไปเป็นรัฐมนตรีแต่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไปจนกว่าจะยุบสภาฯ
ระบุว่า ขณะนี้ พรรคประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจรับข้อเสนอของพรรคใดทั้งสิ้น
4. พรรคเพื่อไทย พยายามช่วงชิงเป็นเจ้าภาพจัดตั้งรัฐบาลระดมพรรคร่วมแถลงข่าวยืนยันว่าจะไปต่อ แต่เมื่อช่วงค่ำวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา กลับปรากฏภาพแค่ 5 พรรคร่วมฯเท่านั้น ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช. กลุ่มคุณพีระพันธุ์) พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และพรรคประชาชาติ
ไร้เงาของ ‘“พรรคกล้าธรรม” ที่นำโดย “ผู้กองธรรมนัส”และพรรคชาติพัฒนาภายใต้ปีก “คุณสุวัจน์”
ล่าสุด พรรคเพื่อไทยรุดเจรจากับพรรคส้ม พร้อมยอมรับเงื่อนไขทุกข้อของพรรคส้ม แลกกับให้โหวตชัยเกษมเป็นนายกฯ แถมการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะตั้งคำถามเรื่องเห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย พ.ศ.2540 เป็นร่างหลักหรือไม่ (เท่ากับว่าเรื่องมาตรฐานจริยธรรม เรื่องมาตรา 144 รวมถึงนักการเมืองที่เคยโดนเล่นงานโดยรัฐธรรมนูญปราบโกงมีโอกาสรีเทิร์นได้หมด)
พรรคส้ม ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจรับข้อเสนอ
5. สมการการเมืองในสภาฯ ณ เวลานี้ มี สส.ในสภา 492 คน
คนจะเป็นนายกฯ ต้องได้เสียง สส. สนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งคือ 247 เสียงขึ้นไป
เช็คกำลังฝ่ายพรรคร่วมเพื่อไทย แถลงข่าวเมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา จะพบว่า เหลืออยู่ไม่ถึง 200 เสียง
ได้แก่ พรรคเพื่อไทย 130 เสียง, พรรครวมไทยสร้างชาติ18 เสียง (กลุ่มหัวหน้าพี), พรรคประชาธิปัตย์ 25 เสียง, พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง, พรรคประชาชาติ 9 เสียง, และกลุ่มงูเห่าหนุนเพื่อไทย 4 เสียง
ขณะเดียวกัน ขุมกำลังฝ่ายหนุนพรรคภูมิใจไทย (ตามคาด280 ขึ้น แต่ก็ยังไม่นอนที่พรรคส้ม) ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย68 เสียง (งูเห่า 1 เสียง หนุนเพื่อไทย), พรรคกล้าธรรม 25 เสียง,
พรรค รทสช. 18 เสียง (กลุ่ม 18 ) พรรคพลังประชารัฐ 17 เสียง,พรรคชาติพัฒนา 3 เสียง, พรรคเป็นธรรม 1 เสียง, พรรคไทยสร้างไทย เหลือ 1 เสียง, กลุ่มพรรคเล็ก 4 เสียง ได้แก่ พรรคไทยรวมพลัง 2 เสียง พรรคไทก้าวหน้า 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง, พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง, กลุ่มงูเห่าจากเพื่อไทย (กลุ่ม สส.ภาคกลาง ภาคตะวันตก) อีกราวๆ 10 เสียง, กลุ่มงูเห่าสีส้มก๊กผู้กองอีก 1 เสียง
อย่างไรก็ตาม ยังเหลือพรรคส้ม 142 เสียง ยังเล่นแง่ เพราะต้องการจะขี่คอฝ่ายรัฐบาลหลังจากนี้
6. ข้อจำกัดของแต่ละทางเลือก และประโยชน์ต่อประเทศชาติส่วนรวม
6.1 รักษาการนายกฯ ภูมิธรรม ไม่มีอำนาจยุบสภา
ลองคิดดู ตอนนายกฯ อุ๊งอิ๊งค์ยังอยู่ นายภูมิธรรมปฏิบัติราชการแทน ยังเถียงกันว่ายุบได้หรือไม่ แต่ตอนนี้ นายกฯ พ้นตำแหน่งไปแล้ว ครม.ก็หลุดทั้งคณะไปแล้ว แค่มีกติกาให้ทำหน้าที่ไปก่อนจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ สถานะตอนนี้ ยิ่งยุบสภาไม่ได้แน่นอน
ทั้งเลขาฯกฤษฎีกา คุณปกรณ์ ทั้ง ดร.บวรศักดิ์ ต่างเห็นว่า ทำไม่ได้ในขณะนี้
ในความเป็นจริง ถ้ามีการยุบสภา พรรคที่สถานการณ์หนักหน่วง ICU ที่สุด ก็คือ พรรคเพื่อไทย
6.2 สถานการณ์ตอนนี้ พรรคแดง กับพรรคน้ำเงิน กำลังแข่งกันรวบรวมเสียง สส.
พรรคส้มได้ที เล่นตัว พยายามดึงเกม หวังเล่นบทพระเอกขี่ม้าขาว
ผลักดันวาระทางการเมืองของตนเองผูกคอให้พรรคแดงและพรรคน้ำเงินคาบไปปฏิบัติอย่างว่านอนสอนง่าย
ทั้งๆ ที่ พรรคส้มเป็นพรรคเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ไม่ว่าจะประเด็นมาตรา 112 ประเด็นด้อยค่าทำลายกองทัพ ประเด็นสร้างความแตกแยกในสังคมอื่นๆ ฯลฯ
6.3 ทางเลือกชัยเกษมนายกฯ โดยพรรคเพื่อไทยหันไปจับมือพรรคส้ม
แม้จะได้เสียงเกิน 247 เสียง
แต่เงื่อนไขของพรรคส้ม คือ ต้องแก้รธน. ต้องยุบสภา โดยพรรคส้มไม่ร่วมบริหารในรัฐบาล
ทางเลือกนี้ สส. เพื่อไทยบางคนอาจฝันหวาน ฝันเห็นเก้าอี้รัฐมนตรีเพียบ แต่ถ้าไม่ไร้เดียงสาทางการเมืองก็ต้องรู้ว่านี่มันคือภาพลวงตาหลอกเด็ก เพราะต่อให้ได้เก้าอี้จริง ในทางการเมือง รัฐบาลก็จะถูกส้มขี่คอ จะบีบเมื่อไหร่ก็ตายทันที จะให้ทำอะไรก็ต้องทำ จะผลักดันกฎหมายอะไรก็ต้องขอเสียงจากพรรคส้มแถมจะต้องเจอกับฝ่ายค้าน ภูมิใจไทย และ สว.สีน้ำเงิน
“ส้ม” จะขี่คอ “แดง” และ กิน “แดง”
แล้วถ้าแก้รัฐธรรมนญ มีประเด็นแตะสถาบัน เอื้อประโยชน์นักการเมือง มีโอกาสวุ่นวายแน่ แล้วถ้ายุบสภาเมื่อไหร่ตอนนั้นโอกาสฝุ่นตลบ อาจไม่ได้เลือกตั้งยาว
ทางเลือกนี้ การแก้ปัญหาของประเทศชาติและประชาชนจะไร้ประสิทธิภาพ และไม่ถูกให้ความสำคัญเท่ากับวาระทางการเมืองของนักการเมืองที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ
6.4 ทางเลือกชัยเกษมนายกฯ โดยพรรคเพื่อไทยจับมือพรรคร่วมรัฐบาลเดิม
ทางเลือกนี้ เสียงไม่พอแล้ว ไม่ถึง 247 เสียง
เพราะกล้าธรรมหันไปหนุนอนุทิน แถมยังมีงูเห่าจากพรรคร่วมเดิมไปด้วยอีก
6.5 ทางเลือกอนุทินเป็นนายกฯ โดยพรรคภูมิใจไทยจับมือพรรคส้ม และพรรคร่วมเดิมบางส่วน
ทางเลือกนี้ เสียงเกิน 247 เสียง และพรรคส้มไม่มีรัฐมนตรีในรัฐบาล
แต่รัฐบาลใหม่ก็จะมีเงื่อนไขของพรรคส้มขี่คอ เหมือนโซ่คล้องคอไว้ แก้รัฐธรรมนูญ ยุบสภาภายใน 4 เดือน จะทำอะไรในสภาก็ต้องขอพรรคส้ม (เหมือนข้อ 5.3 )
คุณอนุทินจะเสมือนเป็นผู้บริหารบริษัท แต่มีพรรคส้มเป็นเจ้าของ+ผู้ถือหุ้นใหญ่
6.6 ผมขอเสนอความเห็น เป็นทางเลือก ดังนี้ครับ
เราต้องยอมรับความจริง ไม่ส้ม ก็ต้องมีแดง เป็นรัฐบาลตามผลการเลือกตั้ง สส.ในปัจจุบัน
(1) คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ระบุพฤติการณ์ร้ายแรงของนายกฯที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เช่น
“... เปิดเผยลักษณะอ่อนแอทางการเมืองในประเทศให้กัมพูชาทราบ..
แสดงยอมตน หรือยอมจำนนล่วงหน้าให้ฮุนเซน...
เปิดช่องให้กัมพูชาหยิบยื่นข้อเรียกร้องต่อฝ่ายไทยได้ตามความต้องการ...
ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ชาติ เพราะรู้จักกับฮุนเซนส่วนตัวและดำเนินการเอื้อประโยชน์แก่กัมพูชา...
ไม่ใช่เทคนิคการเจรจาตามที่กล่าวอ้าง แต่ปฏิบัติหน้าที่ขาดความรอบคอบ ระมัดระวัง ตามวิสัยและพฤติการณ์ดำรงตำแหน่งนายกฯ...
ประโยชน์ส่วนตัว คือ คะแนนนิยม เพื่อเสถียรภาพรัฐบาลผู้ถูกร้องกลับไม่คำนึงถึง หรือยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง...
ลดทอนหรือทำให้เสียหายซึ่งเกียรติภูมิ หรือเกียรติของนายกฯ และประเทศไทย..
มีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์ไว้ซึ่งเกียรติภูมิ แต่ถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าผลประโยชน์ชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมฯ มีลักษณะร้ายแรง…
..ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า ผู้ถูกร้องจะทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชา มากกว่าประโยชน์ของชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธานายกฯของไทย
... เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของนายกฯ ไม่ยึดมั่นกฎหมาย และไม่คำนึงผลประโยชน์ชาติ …”
ผมเห็นว่า โดยมารยาทและจิตสำนึกทางการเมืองพรรคเพื่อไทยไม่ควรจะดึงดันเอาคนของพรรคตนเป็นนายกฯอีกต่อไปแล้วครับ เพราะระดับหัวหน้าพรรคทำผิดร้ายแรง ควรให้เกียรติพรรคอื่นที่มีแคนดิเดตนายกฯ และมี สส. รองลงไปได้จัดตั้งรัฐบาล
ด้วยความเคารพครับ.. ถ้านายกฯ ยังเป็นคนพรรคเพื่อไทยประชาชนภาพรวมจะไว้วางใจได้หรือ รัฐบาลจะทำงานได้มีประสิทธิภาพหรือ?
พรรคเพื่อไทยควรแสดงสปิริต เพราะระดับหัวหน้าพรรคทำผิดพลาดร้ายแรง ควรให้เกียรติพรรคอื่นที่มีแคนดิเดตนายกฯ และมี สส.รองลงไป ได้จัดตั้งรัฐบาล
(2) พรรคส้มไม่มีนายกฯในบัญชีแล้ว ปากบอกอยากเป็นฝ่ายค้าน ก็ควรเป็นฝ่ายค้านไปเต็มตัว ไม่ต้องกั๊ก
(3) พรรคภูมิใจไทย มีนายกฯในบัญชี และมีจำนวน สส.อันดับต่อมา สมควรได้รับสิทธิจัดตั้งรัฐบาล
(4) ทั้งพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ไม่ควรก้มลงยอมเงื่อนไขพรรคส้ม ที่เป็นพรรคเซาะกร่อนบ่อนทำลายถ้าไปทำเช่นนั้น พรรคส้มจะขี่คอไปตลอด
และก็เท่ากับไปเห็นดีเห็นงามกับพวกที่ด้อยค่ากองทัพ แซะสถาบัน ฯลฯ สังคมกลับมาแตกแยก เพราะประเด็นแก้รัฐธรรมนูญจะบั่นเซาะสถาบันอีกรอบไม่รู้จบ
อันที่จริง คุณทักษิณเคยบอกพร้อมกลืนเลือด 3-4 ปี๊บ ถ้าถึงทางตันที่จะต้องกลับมาร่วมงานกับ ภท.
“..การเมืองไทยไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร เมื่อการเมืองถูกออกแบบมาเช่นนี้ เราก็ไม่สามารถที่จะบอกว่าจะอยู่คนเดียวในรัฐบาลนี้ได้ สูตรคณิตศาสตร์ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้น ก็ต้องกลืนเลือด ซัก 3-4 ปี๊บ”
เมื่อไม่ต้องการให้พรรคส้มขี่คอ ตีกิน ฉวยโอกาสใช้ให้ผลักดันวาระการเมืองของพรรคตนเอง ต้องไม่ไปพึ่งเสียงจากพรรคส้ม นายกฯ คงต้องเป็นคนที่ ภท. พท. รทสช. และพรรคร่วมทั้งหมดยอมรับร่วมกันได้ เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพพอสมควร
ผู้นำประเทศต้องมีบารมี ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทำงานทันที แล้วมุ่งแก้ปัญหาชาวบ้านและประเทศอย่างเต็มที่ ไม่ติดเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญ ยุบสภาใน 4 เดือน อยู่ตามวาระและตามสถานการณ์
“ลุงตู่” เป็นนายกฯ ตามบัญชีของพรรค รทสช. ซึ่งเป็นพันธมิตรร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทยในปัจจุบัน
กระแสในโพลมาอันดับหนึ่ง การยอมรับในตัวพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (ลุงตู่) มีสูงมาก มีศักยภาพ มีบารมี ประสบการณ์สูง (แต่จะต้องพ้นจากองคมนตรีก่อน)
ที่สำคัญ ลุงตู่ไม่ใช่คู่แข่งการเมืองของพรรคอื่นๆ ในการเลือกตั้งสมัยหน้า
เมื่อครบวาระ ทุกพรรคก็ไปเลือกตั้งแข่งขันทางการเมือง (ถึงตรงนั้น อาจเหลือพรรคใหญ่ไม่กี่พรรค)
ทางเลือกนี้ ย่อมดีกว่าทำงานตามใบสั่งพรรคเซาะกร่อนบ่อนทำลาย
ในสถานการณ์ประเทศไทยเวลานี้ เราควรได้รัฐบาลที่ทำงานให้ประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่มากที่สุด มิใช่ทำงานโดยมีพรรคเซาะกร่อนบ่อนทำลายขี่คอ มิใช่หรือ?
การเมืองไม่ใช่การห้ำหั่นกันจนประเทศตกเหว แต่คือการหาทางออกจากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เพื่อได้หนทางที่ดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัด คงไม่มีใครได้อะไรเต็มร้อย แต่สำคัญ คือ ต้องรักษาประเทศชาติให้รอดจากปากเหววิกฤตขณะนี้ให้ได้ครับ
สันติสุข มะโรงศรี
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี