วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
นับว่าช่วยให้แม่ยกกองเชียร์พรรคสีฟ้า หัวใจสูบฉีดขึ้นมาเมื่อเห็น “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้รับเลือกให้เป็น “หัวหน้าพรรค” อีกครั้ง หลังพรรคเดินออกนอกความเชื่อ ความศรัทธาของกองเชียร์ไปหลายปี แต่การกลับมาครั้งนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
นายเทพไท เสนพงศ์ คน (เคย) ใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์กล่าวถึง “5 กับดัก ของ อภิสิทธิ์” โดยนายเทพไทกล่าวว่า สิ่งที่อยากจะแสดงความคิดเห็นในฐานะเป็นนักวิเคราะห์การเมืองอิสระว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำพรรคเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ นายอภิสิทธิ์จะต้องพบกับดักทางการเมือง 5 ข้อ ด้วยกัน คือ
1.ระยะเวลาของการเตรียมตัวที่จะนำพรรคเข้าสู่สนามเลือกตั้งทั่วไป ที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างฉุกละหุกและกระชั้นชิด แม้ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศว่า จะยุบสภาในวันที่ 31 มกราคม 2569 แต่ในข้อเท็จจริงอาจจะยุบก่อนหน้านั้นก็ได้ และล่าสุดก็เห็นท่าทีของนายอนุทินว่า อาจจะยุบสภาเร็วขึ้นจึงทำให้การเตรียมพร้อมในการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ มีข้อจำกัดทางนโยบาย ทั้งตัวผู้สมัครและเงินทุนสนับสนุน
2.การคัดเลือกผู้สมัครสส.จะเป็นปัญหาสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคเก่าแก่ และมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง จะมีปัญหาเกี่ยวกับการคัดตัวผู้สมัครในระบบเขต ซึ่งมีทั้งคนเก่าและคนใหม่ ซึ่งพรรคจะต้องตัดสินใจว่า จะเลือกใครเป็นตัวแทนของพรรคลงสนามเลือกตั้ง รวมถึงการจัดลำดับในสส.ประเภทบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีผู้อาวุโสอยู่หลายคน จะจัดลำดับในบัญชีรายชื่ออย่างไร เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสเป็นสส.ในระบบบัญชีรายชื่อบ้าง และไม่ตัดผู้อาวุโส ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของพรรค
3.จะต้องทำการเมืองในลักษณะเชิงเดียวหรือเชิงเดี่ยว หมายความว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์ประกาศจุดยืนการทำการเมืองแบบสุจริต และประชาธิปไตยบริสุทธิ์ ไม่มีการซื้อเสียง พรรคประชาธิปัตย์ต้องดำเนินแนวทางการหาเสียงกำชับให้ผู้สมัครทุกคน ละเว้นการซื้อเสียงอย่างเด็ดขาด ต้องไม่ทำการเมืองแบบไฮบริด คือประกาศจุดยืนไม่ซื้อเสียง ในขณะที่ผู้สมัครสส.ของพรรคบางคนแอบซื้อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เคยซื้อเสียงมาก่อน และมีฐานะทางการเงินที่พอจะซื้อเสียงได้ ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งภาพลักษณ์และจุดยืนของพรรคได้
4.นายอภิสิทธิ์จะต้องเจอกับวาทกรรมเรื่องกรณีการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี2553 ที่มีคนตาย 99 ศพ แม้ว่าจะเป็นระยะเวลาที่ผ่านมา 10 กว่าปี ก็จะมีคนขุดเรื่องนี้มาตั้งคำถาม ทั้งที่ในทางคดีความได้หมดสิ้นไปแล้ว และคนที่กล่าวหาเรื่องนี้ก็รับโทษไปแล้ว แต่จะมีคนขุดวาทกรรมนี้มาใช้อีก ซึ่งก็จะต้องตอบคำถามในเรื่องนี้ตลอดเวลา เพราะเป็นประเด็นการเมืองที่สามารถดิสเครดิตนายอภิสิทธิ์ได้
5.นายอภิสิทธิ์จะต้องเจอกับแรงกดดันทางการเมือง คำถามเรื่องความสำเร็จในการกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคครั้งใหม่ว่า จะนำพาพรรคประชาธิปัตย์ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน จะได้จำนวนที่นั่งสส.กี่คน ซึ่งในระบบบัญชีรายชื่ออาจจะไม่เป็นปัญหา เพราะกระแสความนิยมของนายอภิสิทธิ์จะทำให้คะแนนสูงกว่าผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ได้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ เพียง 900,000 คะแนนเศษ การเลือกตั้งครั้งต่อไปน่าจะมีคะแนนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน แต่ในระบบเขต ซึ่งนายอภิสิทธิ์ออกมาเปิดเผยว่า มีสส.จำนวนหนึ่งที่ไม่ไปต่อกับพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการย้ายพรรค และการเลือกตั้งในระบบเขต จะมีการแข่งขันกันสูง และมีการซื้อเสียงกันอย่างหนัก 80% ของระบบเขตจะซื้อเสียงกันทั้งนั้น เมื่อนายอภิสิทธิ์ประกาศจุดยืนไม่ซื้อเสียง ก็ไม่มีหลักประกันใดว่าในระบบเขตจะได้สส.กี่คน เว้นแต่กระแสนิยมของนายอภิสิทธิ์มาแรงจนดึงคะแนนสส.เขตให้ได้รับการเลือกตั้งด้วย
ขณะที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ นำเสนอประเด็น “Rebirth of a Principle: ภารกิจใหม่ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไว้อย่างแหลมคม ว่า
ถ้าผมเป็นเพื่อนที่ได้เห็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”กำลังตัดสินใจกลับมาทำงานการเมืองอีกครั้งผมคงอยากบอกอย่างตรงไปตรงมา-นี่ไม่ใช่เวลาของ “การหวนคืนอำนาจ” แต่นี่คือเวลาของ
“การฟื้นคืนหลักการ”
1) จุดเปลี่ยนแห่งยุคการเมืองไทย : ประเทศไทยกำลังเดินอยู่บนหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของยุคการเมืองใหม่ ระบบเดิมเริ่มแตกร้าว แต่ระบบใหม่ก็ยังไม่ลงหลัก เรามี “พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง” ที่กำลังล้น แต่ยังขาด“พลังแห่งหลักการ” ที่จะพาไปข้างหน้าอย่างมั่นคง สนามเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่แค่ศึกแย่งอำนาจ-แต่คือศึกชี้ทิศทางของประเทศ ว่าเราจะไปต่ออย่างไร
วันนี้ สมการการเมืองไทยดูแคบและตื้นเกินไป
• น้ำเงิน (ภูมิใจไทย)-พรรคของทุนอำนาจใหม่ ที่เล่นเกมอำนาจได้ แต่ยังขาดวิสัยทัศน์ระดับชาติที่ชัดเจน
• ส้ม (ก้าวหน้า/ประชาชน)-พรรคของพลังคนรุ่นใหม่ ที่กล้าท้าทาย แต่บางครั้งไร้หลักยึด
• แดง (เพื่อไทย)-พรรคของอดีต ที่พลังถดถอย และอุดมการณ์เลือนราง
แต่หาก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมานำพรรคประชาธิปัตย์ สมการนี้จะเปลี่ยนทันที- จาก “น้ำเงิน vs ส้ม โดยมีแดงเป็นตัวแปร” สู่ “น้ำเงิน vs ส้ม โดยมี ฟ้า เป็นตัวแปรแห่งหลักการ” และในจังหวะแบบนี้ การกลับมาของคุณอภิสิทธิ์ จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อมันไม่ใช่ Return of a Person แต่คือ Rebirth of a Principle
2) Reset พรรค เพื่อ Reset ประเทศ : ถ้าผมเป็นที่ปรึกษา ผมคงไม่แนะนำให้ “หวนกลับ”ไปเป็นพรรคเก่าในรูปใหม่ แต่ต้อง “รีเซต” ให้เป็นพรรคต้นแบบของ Principled Politics - การเมืองที่มีหลัก และใช้หลักนั้นสร้างผล เพราะวันนี้ ประเทศไทยไม่ต้องการพรรคที่ “ใหญ่ที่สุด” แต่ต้องการพรรคที่“ยืนหยัดในหลักการ” ได้มากที่สุด
การ Reset พรรคประชาธิปัตย์ ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนในสามมิติสำคัญ :
1. จากพรรคแห่งอดีต สู่พรรคแห่งอนาคต - ฟื้นจิตวิญญาณของความเป็น “พรรคอุดมการณ์” แต่ปรับยุทธศาสตร์ให้ตอบโจทย์อนาคต จากพรรคที่เน้น “การเมืองแบบผู้แทน” สู่พรรคที่เป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” (Transformative Party) ไม่ใช่แค่แข่งขันในระบบเดิม แต่เป็นผู้ตั้ง “มาตรฐานใหม่ของการเมืองไทย”
2. จากพรรคของคนรุ่นเดิม สู่พรรคของทุกเจเนอเรชั่น - เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ที่ “คิดแบบมีหลัก” และ “ทำแบบมีผล” ไม่ใช่แค่เปลี่ยนหน้า แต่เปลี่ยน “โครงสร้างความคิดทางการเมือง” ให้พรรคเก่ากลายเป็น Platform ของผู้นำรุ่นใหม่ ไม่ใช่พรรคที่กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นพรรคที่กล้านำการเปลี่ยนผ่าน
3. จากพรรคของผลประโยชน์ สู่พรรคของหลักการ - กำหนดยุทธศาสตร์พรรคด้วย “สามเสาหลักของการเมืองที่ดี” คือ Good Policy × Good Politics × Good People และชูแนวทาง “เดินด้วยหลัก แต่ทำให้เกิดผล” (Principled Pragmatism)
3) Rebirth of a Principle : คุณอภิสิทธิ์ ไม่ควรกลับมาเพื่อแข่งขันกับใคร แต่กลับมาเพื่อยกระดับสนามการเมืองไทยทั้งหมด เพราะประเทศนี้ไม่ได้ต้องการ “ฝ่ายค้านที่เก่ง” หรือ “รัฐบาลที่แน่” แต่ต้องการ “พรรคที่มีหลัก” ที่จะพาประเทศพ้นวังวนความแตกแยก ประชาธิปัตย์ในยุคใหม่ จึงต้องตั้งเป้าเป็น “พรรคสร้างความหวังแห่งชาติ” (National Hope Party) ไม่ใช่พรรคที่ชนะเพราะคู่แข่งอ่อนแต่เป็นพรรคที่ชนะใจคน เพราะสร้างความหวังให้ประเทศได้จริง
4) จาก Return สู่ Rebirth : หากคุณอภิสิทธิ์เลือกกลับมาในภารกิจนี้จริง มันจะไม่ใช่ “การกลับมาของอดีตนายกฯ” แต่คือ “การเริ่มต้นของการเมืองยุคใหม่” ที่ประเทศไทยยังไม่เคยมี และถ้าพรรคประชาธิปัตย์สามารถเชื่อม “จารีต × ปฏิรูป”เข้าด้วยกันได้อย่างมียุทธศาสตร์ ประเทศไทยจะได้เห็น “Third Way” ทางการเมืองของตัวเอง - ไม่ใช่จารีตสุดโต่ง ไม่ใช่ก้าวหน้าสุดขั้ว แต่คือเส้นทางของ “การเปลี่ยนผ่านด้วยหลักการ” (Principled Progress)
บทสรุป : ประเทศไทยไม่ขาดคนดี หรือคนเก่ง แต่เราขาด “ผู้นำที่กล้ารีเซตระบบ ด้วยหลักการ”ถ้าวันนี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมาในบทบาทนี้จริง มันจะไม่ใช่เพียงการกลับมาของคนคนหนึ่ง แต่คือการฟื้นคืนความหวังของการเมืองไทยทั้งระบบ เพราะสุดท้ายแล้ว “พรรคแห่งอนาคต” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครจะมีเสียงมากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่า ใคร “ยืนอยู่บนหลักการ” ได้มั่นคงที่สุด
จึงต้องจับตาดูว่า อภิสิทธิ์จะสังเคราะห์คำชี้แนะและคำเตือนเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติแบบใด!!
จิตกร บุษบา

โรนัลโด้ อยู่ไม่ได้แล้ว! ขนครอบครัวหนีออกจากซาอุฯ มุ่งหน้ามาดริด
ครูชัยยศ พ้นมลทิน หลังคดีถึงที่สุด ศาลยกฟ้องคดีทุจริตอาหารกลางวัน
โซเชียลแห่แชร์ ทรัมป์ มีแผลผื่นแดงหนารอบลำคอ แพทย์ประจำตัวแจงไม่ใช่โรคร้ายแรง
อนุทิน สั่งด่วน! ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท 15 วัน
ทั่วโลกจับตา! เปิดตัวเต็ง ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่าน คนใหม่ หลังสิ้นสุดยุคคาเมเนอี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี