คนไทยในประเทศนี้ส่วนใหญ่ยังรู้สึกเจ็บใจเขมร มันก่อสงครามรุกรานไทยเราก่อน แต่สุดท้ายก็ต้องจบแบบ “เกี๊ยเซียะ”ยอมๆ กันไป โดยมีชาติที่สามที่สี่เข้ามาตีกินกับเลือดเนื้อและชีวิตของพลเรือนไทยและทหารไทย ที่เสียชีวิตบาดเจ็บและพิการ ซึ่งคิดดูแล้วมันง่ายเกินไป
คนไทยที่เป็นราษฎรผู้บริสุทธิ์ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่แต่ต้องรับเคราะห์กรรมที่เขมรเป็นผู้ก่อสงคราม ซึ่งมีทั้งเด็กและผู้หญิงรวมอยู่ด้วย เสียชีวิตไป 16 ศพ บาดเจ็บอีก 38 คน และทหารเสียชีวิตไป 15 นาย พร้อมทั้งบาดเจ็บอีก 192 นาย ในจำนวนนี้มีพิการขาขาด 6 นาย และนอกจากนั้น มีโรงพยาบาลทั่วไปเสียหาย 20 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เสียหาย 144 แห่ง บ้านเรือนประชาชนเสียหาย705 หลัง และโรงเรียนต้องปิดการสอนช่วงเกิดสงครามรุกรานระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 จำนวน 914 โรงเรียนใน 7 จังหวัด
โดยที่การลงนาม“ปฏิญญาสันติภาพ”ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และ“ฮุน มาเนต”นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นั้น สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับ“อันวาร์ อิบราฮิม”นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ต่างก็ยิ้มแก้มบาน ในฐานะผู้ทำให้สันติภาพจอมปลอมเกิดขึ้นได้
ขณะที่สองพ่อลูกตระกูลฮุนของเขมร“ฮุนเซน-ฮุน มาเนต” ผู้ซึ่งควรจะต้องถูกนำตัวไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในฐานะอาชญากรสงคราม ผู้ก่อสงครามรุกรานไทยอย่างไร้มนุษยธรรม อันส่งผลทำให้พลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บล้มตายถึง 54 คน ปรากฏว่ารอดตัวไปได้อย่างลอยนวลเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากการก่อสงครามในครั้งนี้
ส่วน สส.ไทย คือ สส.จากพรรคประชาชน ที่เป็นฝ่ายค้าน ก็ทำตัวเป็นฝูงอีแร้งลงรุมทึ้งจิกกินกับซากศพและสงครามที่สิ้นสุดลงไปแล้ว ด้วยการกล่าวหาตั้งแง่กับกลุ่มพลังจิตอาสาคนไทยด้วยกันเอง เพื่อมีเจตนาจะเซาะกร่อนบ่อนทำลายกองทัพที่ตนมีอคติ และมุ่งหวังจะทำลายอยู่แล้วเป็นประการสำคัญ โดยระหว่างที่มีสงคราม บรรดา สส.จากพรรคการเมืองนี้กลับนิ่งเฉย โดยมีเสียงจากชาวบ้านถามว่า“ไปมุดหัวหลบอยู่ที่ไหน”
เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชาได้เผยแพร่ภาพการถอนกำลังอาวุธจำนวนมากจากที่ถูกนำมาตั้งประชิดแดนไทย ยิ่งตอกย้ำว่ากัมพูชาหวังจะก่อสงครามใหญ่กับไทยอย่างยืดเยื้อ หากไม่มีปัญหาภายในของตนทั้งจากการขาดอาวุธยุทโธปกรณ์ตลอดจนยุทธปัจจัยรวมทั้งข้าวปลาอาหาร ที่ขาดการส่งกำลังบำรุง เนื่องจากกัมพูชามีอยู่อย่างจำกัด ประกอบกับแสนยานุภาพในการรบของกองทัพไทยก็มีศักยภาพสูงกว่ากัมพูชาในทุกๆ ด้าน เชื่อกันว่า กัมพูชาก็คงจะไม่ยอมยุติสงครามด้วยการวิ่งไปร้องขอให้“โดนัลด์ ทรัมป์”ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกามาหย่าศึก โดยมี“อันวาร์ อิบราฮิม”นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่เป็นสมุนนายหน้าในฐานะประธานอาเซียนเป็นผู้สนองรับ
ต้องจับตาดูกันต่อไป ว่ากัมพูชาจะเล่นอะไรพลิกแพลงแบบสุนัขลอบกัดหรือไม่ จากข้อตกลงเรื่องการถอนอาวุธหนักทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา รวมทั้งหมด 3 ประเภทที่แบ่งเป็น 3 เฟส ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน - 31 ธันวาคม 2568 โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) จากทั้งฝั่งไทยและกัมพูชาเข้าร่วมสังเกตการณ์
คือเฟสแรกระหว่างวันที่ 1 - 12 พฤศจิกายน 2568ตามที่กัมพูชาได้เผยแพร่ภาพเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นการถอนอาวุธประเภท A หมายถึงระบบจรวดหลายลำกล้องที่มีตั้งแต่ 2 ลำกล้องขึ้นไปซึ่งตามภาพที่กองทัพกัมพูชาเผยแพร่นั้นเป็นการถอนปืนใหญ่อัตตาจร“SH-1”ขนาด 155 มม. พร้อมด้วยรถยิงจรวดหลายลำกล้อง“Type 90” และจรวดหลายลำกล้อง“Type 81” ขนาด 122 มม.ที่ผลิตในจีน และจรวดหลายลำกล้อง “BM-21”ขนาด 122 มม.ของรัสเซีย ออกจากแนวหน้าในฝั่งจังหวัดอุดรมีชัยของกัมพูชา ตรงข้ามจังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ของไทย รวมทั้งจังหวัดพระวิหารของกัมพูชา ตรงข้ามจังหวัดศรีสะเกษ และอุบลราชธานีของไทย เพื่อนำกลับไปยังฐานที่ตั้งเดิม
เฟสที่ 2 ระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน-12ธันวาคม 2568 จะเป็นการถอนอาวุธประเภท B หมายถึงระบบปืนใหญ่ทุกประเภท ประกอบด้วยระบบปืนใหญ่ลากจูงและปืนใหญ่อัตตาจร รวมถึงปืนใหญ่ขนาด 105 มม. 122 มม. 130 มม. 152 มม.และ 155 มม.
และเฟสที่ 3 ระหว่างวันที่ 13-31 ธันวาคม 2568 จะเป็นการถอนอาวุธประเภท C คือ รถหุ้มเกราะ โดยเฉพาะรถถังที่ออกแบบมาเพื่อให้มีการเคลื่อนที่ ที่ได้รับการปกป้องอำนาจการยิงที่เหนือกว่าและกำลังสนับสนุนโดยตรง ซึ่งรถถังประเภทนี้เป็นยานรบภาคพื้นดินที่มีอำนาจการยิงและการป้องกันตัวสูง โดยกัมพูชาใช้รถถัง “T-54/T-55”ของรัสเซีย และ “Type 59”ของจีน
อย่างไรก็ตาม เรื่องการถอนกำลังอาวุธได้มีการขยับ“เฟส 1” กันไปแล้วเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนตามที่เป็นข่าว ยังเหลืออีก 3 เรื่อง ที่จะต้องทำพร้อมกันไปตาม“ปฏิญญาสันติภาพกรุงกัวลาลัมเปอร์” คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล, การปราบปราม“สแกมเมอร์” หรือ“Cyber Scam” และการจัดการพื้นที่ที่แต่ละฝ่ายอ้างสิทธิ์ จากหลักเขต ที่ 42 ถึง 47 ช่วงบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ฝ่ายกัมพูชาเพิ่งจะยินยอมร่วมมือกับไทยเป็นครั้งแรก จากการลงนามในปฏิญญาฉบับนี้
ในข้อตกลงทั้ง 4 ข้อนั้น ถ้ากัมพูชาซึ่งเปรียบเสมือนอสรพิษไม่เบี้ยว ก็จะนำไปสู่สันติภาพที่ถาวรและเป็นจริงได้ จากนั้นฝ่ายไทยก็จะยอมเปิดด้านชายแดน“ไทย-กัมพูชา”ให้กลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง และการเปิดด่านชายแดนถ้าหากจะมีขึ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันชัดเจนเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังเดินทางกลับมาจากการประชุมเอเปกที่ประเทศเกาหลีใต้ ว่า
“ขอยืนยันอีกครั้งเรื่องการเปิดด่านว่าถ้ารัฐบาลจะเปิดด่าน ต้องขอประชาชนก่อน จะได้ไม่ต้องพูดกันอีก และคิดว่ามาถึงจุดที่รัฐบาลต้องฟังประชาชนในเรื่องการเปิดด่าน และเราจะไม่เปิดด่านจนกว่าจะมั่นใจว่า ภัยต่อความมั่นคงลดลงไป จนเราวางใจ และควบคุมได้”
จะอะไรก็ตามแต่ 1 เดือนเต็มที่รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารประเทศ นอกจากจะต้องมาตามล้างตามเช็ดสิ่งปฏิกูลที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยถ่ายเรี่ยราดไว้ในช่วง 2 ปีที่บริหารประเทศแล้ว การทำงานเพียงแค่ 1 เดือน ยังเห็นผลงานมากกว่า 2 ปีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่นายกรัฐมนตรี 2 คนต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนออกจากตำแหน่ง โดยเฉพาะล่าสุดจากการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกครั้งที่ 32ที่เพิ่งจะสิ้นสุดลง นายอนุทินได้รับเสียงชื่นชมสดุดีจากผู้นำทุกประเทศที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้อย่างถ้วนทั่ว และประเทศไทยก็กลับมาเป็นประเทศที่เนื้อหอมอีกครั้ง ซึ่งใครก็อยากจะมาลงทุนและทำการค้าด้วย
ฝากไว้เป็นการบ้านให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมีเวลาอันจำกัดในฐานะ“รัฐบาลหนูชั่วคราว”ต้องทำให้สะเด็ดน้ำก่อนยุบสภาฯเลือกตั้งใหม่ นั่นก็คือ ล้างขบวนการ“สแกมเมอร์”เถื่อนเทาที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี สส. หรือเจ้าพ่อมาเฟียที่ไหน ให้สิ้นซากแบบถอนรากถอนโคน
คนไทยทั้งประเทศเขาอยากรู้ว่า นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ“หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล”จะกล้าปราบจริงหรือไม่ ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี