วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568
ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั่งร่วมรับประทานอาหารค่ำกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำเอเปก อีกหกชาติเป็นที่ประจักษ์ว่า รัฐบาลเฉพาะกาลได้นำประเทศไทยกลับเข้าเรดาร์ในสายตาชาวโลกแล้ว
สำนักข่าวต่างประเทศและสื่อไทยรายงานตรงกันว่า วันที่ 29 ตุลาคม ที่โรงแรม Hilton Gyeongju นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกเป็นกรณีพิเศษเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีสหรัฐ (Special Dinner in Honor of the U.S. President and State Leaders)
ภายใต้หัวข้อ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Economic Corporation) ซึ่ง นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ โดยจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำเขตเศรษฐกิจพิเศษเอเปก
งานเลี้ยงอาหารค่ำดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32โดยมีผู้นำจากเขตเศรษฐกิจสำคัญที่เข้าร่วมงานนี้ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ได้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ, นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้, นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย, นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา, นายคริสโตเฟอร์ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์, นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ และนายเลือง เกื่อง ประธานาธิบดีเวียดนาม
ซึ่งช่วงก่อนงานเลี้ยงผู้นำทั้ง 8 ชาติ ได้พบปะพูดคุยกันตามอัธยาศัย ภายหลังอาหารค่ำ ผู้นำที่เข้าร่วมงานเลี้ยงได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Economic Corporation)
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีไทยได้กล่าวถ้อยแถลงในงานเลี้ยงอาหารค่ำสรุปสาระสำคัญดังนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีอี แจ-มยอง สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำสุดพิเศษในครั้งนี้ และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้อยู่ท่ามกลางพันธมิตรและหุ้นส่วนจากทั่วภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ซึ่งต่างมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นในภูมิภาค
ทั้งนี้ ไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือรอบด้านกับทุกพันธมิตร ทั้งในระดับทวิภาคี ระดับอนุภูมิภาค และระดับภูมิภาค ผ่านกลไกต่างๆ เช่น อาเซียน กรอบความร่วมมือแม่โขง และความตกลง RCEP โดยไทยและเกาหลีใต้..
..นายกรัฐมนตรียังรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งต่อการเข้าร่วมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อสันติภาพและความรุ่งเรืองในภูมิภาค พร้อมกล่าวขอบคุณที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การลงนามใน Joint Declaration เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยหวังว่าสหรัฐฯจะเห็นถึงความตั้งใจจริงและความพยายามอย่างสร้างสรรค์ของไทย เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯที่สมดุลและเกิดประโยชน์ร่วมกันต่อประชาชนของไทยและสหรัฐฯ
สมาชิกเอเปกมี 21 ประเทศเป็นที่น่าสังเกตว่า มีผู้ได้รับเชิญเลี้ยงอาหารค่ำเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีทรัมป์เพียง 7 ชาติเท่านั้นและหนี่งในนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีไทย เป็นการเลือกแขกโดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ซึ่งเป็นเจ้าภาพหรือเลือกแขกร่วมโต๊ะโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ตามพิธีการทูตไม่สำคัญเท่ากับว่าทั้งเจ้าภาพและทรัมป์ได้นำประเทศกลับมาสู่เรดาร์ในสายตาโลก ตามเป้าหมายที่นายอนุทินกล่าว ในวันแถลงนโยบายต่อสภาว่า “รัฐบาลจะนำประเทศกลับสู่เรดาร์สายตาโลก”
สาเหตุที่นายอนุทิน ยกประเด็นนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย อาจเป็นเพราะว่าสองปีที่ผ่านมาประเทศได้หายไปจากเรดาร์ในสายตาชาวโลก คือ สองปีที่ผ่านมาผู้นำรัฐบาลไทย ไม่เคยได้ทวิภาคีกับผู้นำระดับโลก แม้ได้ทวิภาคีกับประธานาธิบดีอิหร่าน ตอนนั้นนายกฯไทยได้กลายเป็นตัวตลกที่ยกไอแพดขึ้นมาร่วมเจรจา
และในโอกาสที่ได้พบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิงแทนที่จะได้กระชับความสัมพันธ์ กลายเป็นสร้างความคลางแคลงใจเมื่อนายกรัฐมนตรีไทยไปเถียงประธานาธิบดีสี ที่เตือนถึงอันตรายการมีกาสิโนในประเทศ นายกฯไทยตอนนั้นเถียงท่านสีว่า “มีกาสิโนเพียง 10% ในสถานบันเทิงครบวงจร” ตั้งแต่นั้นมาประธานาธิบดีสี บินข้ามหัวประเทศไทยไปเวียดนาม กัมพูชา และมาเลเซียไม่ชายตามามองประเทศไทย
ยังมีอีกหลายอย่างที่ผู้นำไทยกลายเป็นตัวตลกโลกในห้วงเวลาสองปี นี่คงเป็นสาเหตุให้นายอนุทินตัดสินใจสร้างภาพลักษณ์ใหม่โดยใช้คำว่า “นำประเทศไทยกลับสู่เรดาร์ในสายตาโลก”
รัฐบาลนายอนุทิน นำประเทศไทยกลับสู่เรดาร์ในสายตาโลก ตั้งแต่วันแถลงนโยบายต่อสภา ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสหประชาชาติ ฉีกหน้า นายปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศและรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาว่า..
“เพื่อนกัมพูชาแถลงตรงข้ามความจริงโดยสิ้นเชิง ที่แสดงบทว่า กัมพูชาเป็นผู้ถูกกระทำ ในความเป็นจริงคือประเทศไทยเป็นผู้ถูกกระทำให้เสียหาย พลเรือนไทยทั้งผู้หญิง เด็กและคนชรา ได้รับบาดเจ็บ ล้มตายในร้านสะดวกซื้อ ในปั๊มน้ำมัน ในโรงพยาบาล จากการยิงถล่มด้วยจรวดและกระสุนปืนใหญ่ของทหารกัมพูชา..”
นายสีหศักดิ์นักการทูตผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญการต่างประเทศมากว่าสี่สิบปี ใช้ภาษาการทูตตอบโต้กัมพูชาอย่างมีวุฒิภาวะ ในเวลาเดียวกันในถ้อยแถลงของท่านได้เตือนสติสหรัฐและมาเลเซียว่า กัมพูชาปลิ้นปล้อนคบไม่ได้ โดยนายสีหศักด์ิกล่าวในถ้อยแถลงว่า “ผมต้องแก้ถ้อยแถลงจากที่เตรียมไว้ว่าเราจะมีถ้อยแถลงก้าวไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์ด้วยกัน ดังตอนที่เราพบกันสี่ฝ่ายโดยมีสหรัฐฯและมาเลเซียร่วมเจรจา”
ภาษาทางทูตในถ้อยแถลงวันนั้นทำให้สหรัฐลังเลใจว่า จะเดินหน้าแทรกแซงความขัดแย้งไทย-กัมพูชาต่อไปหรือไม่ นั้นคือที่มาของนายอันวาร์ อิบราฮิม นำชื่อประเทศไทยไปขายให้สหรัฐฯแบบลดแลกแจกแถม เพื่อให้ประธานาธิบดีทรัมป์มาร่วมพิธีลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชาระหว่างอาเซียนซัมมิต
Politico สื่อการเมืองในอเมริการายงานว่า ต้นเดือนสิงหาคม นายอันวาร์ตระหนักว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย และประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซียจะไม่ร่วมอาเซียนซัมมิตตามที่นายอันวาร์คุยโม้ไว้ล่วงหน้า นายอันวาร์จำเป็นต้องรักษาหน้า โดยทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ไปร่วมอาเซียนซัมมิตให้ได้
ต้นเดือนสิงหาคม นายอันวาร์ ประจบประแจงทำเนียบขาวว่า ทรัมป์ควรได้รับรางวัลโนเบลที่สามารถทำให้ไทย-กัมพูชาหยุดยิงได้ และสันติภาพในภูมิภาคคืบหน้าไทย-กัมพูชา จะลงนามสันติภาพระหว่างอาเซียนซัมมิต ซึ่งมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนจัดการให้ประธานาธิบดีสหรัฐเป็นประธานในพิธีลงนามครั้งประวัติศาสตร์นี้
Politico รายงานว่าเมื่อได้การตอบสนองอย่างเย็นชาจากทำเนียบขาว นายอันวาร์รุกใหญ่ด้วยการโปรโมทลดแลกแจกแถม แต่ไม่ได้บอกว่า ประเด็นแร่หายากและเรื่องภาษีการค้า ตลอดถึงให้สหรัฐใช้ท่าเรือเรียมในกัมพูชาในการจูงใจสหรัฐหรือไม่
กลางเดือนสิงหาคม ทำเนียบขาวมีหนังสือมาถึงรัฐบาลไทยให้หาข้อสรุปความขัดแย้งชายแดนก่อนอาเซียน ซัมมิต รัฐบาลไทยตอบหนังสือกลับไปว่า ยังหาข้อสรุปไม่ได้จนกว่า กัมพูชา ปฏิบัติตามเงื่อนไขสี่ข้อของไทยคือให้ถอนกำลังออกไป ร่วมมือกันเก็บทุ่นระเบิดปราบปรามสแกมเมอร์ และย้ายชาวกัมพูชาที่ล่วงล้ำดินแดนไทยออกไป
Politico ไม่ได้รายงานว่า ทำเนียบขาวมีปฏิกิริยาต่อคำตอบของไทยอย่างไร และมารู้อีกทีเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์มาเป็นประธานในพิธีลงนาม “เส้นทางสู่สันติภาพ” (ตามคำจำกัดความของนายสีหศักดิ์) และแถมด้วย MOU แร่หายากกับมาเลเซีย ประเทศไทยและเวียดนาม
การลงนามทั้งสองฉบับที่รัฐบาลยืนยันว่าไทยไม่เสียเปรียบกัมพูชาและสหรัฐโดยเฉพาะ MOUแร่หายาก ถือเป็นการเปิดช่องทางเจรจาทางการค้ากับสหรัฐให้กว้างขึ้น ส่วนการลงนามเส้นทางสู่สันติภาพ ประเทศถือไพ่เหนือกว่า คือประเทศไทยไม่เปิดด่านไม่ปล่อยเชลยศึก 18 คนจนกว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ข้อเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยถูกโจมตีอย่างหนักทั้งเรื่องแร่หายาก และลงนามเส้นทางสันติภาพกับกัมพูชา แต่ถ้ามองจากความเป็นจริงด้วยใจเป็นธรรมพูดได้ว่า รัฐบาลประสบความสำเร็จในการนำประเทศไทยกลับสู่เรดาร์สายตาโลก
นสพ.สเตรทไทม์มาเลเซีย ถึงกับกล่าวว่าประเทศไทยสามารถทำให้ทรัมป์ทำตามคำขอได้ สเตรทไทม์รายงานว่า ทรัมป์ได้ชื่อว่าตนคือศูนย์กลาง แต่เมื่อนายอนุทินแจ้งว่าสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคตจำเป็นต้องเลื่อนเวลาลงนามจากที่เตรียมไว้เร็วขึ้น 7 ชั่วโมงได้ไหม ทรัมป์ก็เลื่อนเวลาให้ตามความประสงค์ของไทย
ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรีไทยได้รับเกียรติร่วม ทานอาหารค่ำเป็นเกียรติแก่ทรัมป์ระหว่างเอเปกซัมมิต เชื่อว่ามาจากคำแนะนำของทรัมป์ที่เจ้าภาพเห็นดีเห็นงามว่า ถึงเวลายกระดับประเทศไทยให้อยู่ในเรดาร์สายตาโลก
สุทิน วรรณบวร

'นเรศ'เปิดประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ อปท. ย้ำ 4 แนวทางบริหารสู่ความยั่งยืน
กลาโหมประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน
‘ปธ.รัฐสภา’ลงพื้นที่หาดใหญ่ มอบเงิน 1.1 แสนบาทช่วยน้ำท่วม
บุรีรัมย์เคลื่อนทัพ ระดมกำลังเปิดศูนย์พักพิง รับผู้อพยพ3.5หมื่นคน รับมือสถานการณ์ปะทะ
ต๊ะ นารากร ติงสื่อ! เปิดเผยชีวิตส่วนตัว นัทปง ไม่เกรงใจญาติ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี