วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568
ปัญหา“สแกมเมอร์”ที่หลายฝ่ายตั้งความหวังและไม่ทันใจกับการทำงานของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี“รัฐบาลหนูชั่วคราว” ที่เพิ่งจะเข้ามาบริหารประเทศได้เพียงแค่เดือนเดียวนั้นนายอนุทินได้ยืนยันเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนเมื่อวานนี้ ว่าไม่มีผู้กระทำผิดคนไหนจะใหญ่กว่ารัฐบาลได้ และเวลานี้กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งในทางลับไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล พูดถึงปัญหาสแกมเมอร์ ระหว่างแสดงวิสัยทัศน์ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในงาน“THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025” ในหัวข้อ “Thailand’s Next Frontier : A National Economic Vision วิสัยทัศน์ประเทศไทยในโลกใหม่”เมื่อวานนี้ ในรูปแบบการสัมภาษณ์ จากคำถามของพิธีกร ที่ได้ถามนายอนุทินถึงการปราบปรามสแกมเมอร์ซึ่งเป็นประเด็นร้อนอยู่ในเวลานี้
ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบว่า “เราต้องทำความเข้าใจก่อน ที่จะบอกว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน ไม่ค่อยแฟร์ สแกมเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เราอยู่ตรงกลางเป็นประเทศตรงกลาง ในรอบๆประเทศที่ทำสแกม สิ่งที่ทำให้คนที่ทำธุรกิจเหล่านี้ ไม่ใช่สแกมอย่างเดียว แต่มีเรื่องยาเสพติด เรื่องการค้ามนุษย์ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่สีเทาแต่เป็นสีดำ ที่ต้องใช้ประเทศไทยเป็นฐานในเรื่องการฟอกเงิน”
นายกรัฐมนตรี“รัฐบาลหนูชั่วคราว”ที่ชื่อ“อนุทิน ชาญวีรกูล”กล่าวต่อไปว่า “สิ่งที่เราต้องทำให้ได้ในประเทศไทย คือมีกฎหมายที่เคร่งครัด และเข้มงวดมีเจ้าหน้าที่ที่ต้องตั้งใจที่จะปราบปรามสิ่งนี้ ซึ่งเรามีกลไกลหมดเลย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)ได้เตรียมไว้หมด และทำไปเยอะแล้ว แต่ของแบบนี้เป็นเรื่องของการปฎิบัติในทางลับ จะไปบอกว่าทำอะไร ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวัน”
นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวต่อว่า “ฉะนั้น ผมบอกเสมอว่า เราต้องอยู่เหนือคนกระทำผิด ไม่ใช่ไล่ตามเป็นโปลิศจับขโมย และหากต้องการเครื่องไม้เครื่องมือรัฐบาลก็พร้อมสนับสนุน ในเรื่องการเกรงกลัวผลประโยชน์ใดๆ นายกฯยืนยันกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ว่าเราเป็นรัฐบาลไม่มีนักเลงคนไหน ไม่มีมาเฟียคนไหน มีขาใหญ่คนไหนที่จะใหญ่กว่ารัฐบาลได้ ในเมื่อรัฐบาลไม่เกรงกลัว ผู้ปฏิบัติก็ต้องไม่กลัวด้วย”
นอกจากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งนั่งควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวด้วยว่า “เราทำงานเชิงรุก สัปดาห์ที่แล้วมีการถอนสัญชาติขาใหญ่รายหนึ่งที่มีสัญชาติไทย 30 ปี รัฐบาลของผมเข้ามา 3 อาทิตย์ ถอนสัญชาติเรียบร้อย”
สำหรับ“ขาใหญ่”คนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล อ้างถึงนั้น คือนายพัด สุภาภา หรือ“ลียง พัด” วัย 67 ปี ที่นายอนุทินได้ลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 หลังจากเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ 24 วัน ก็ปฏิบัติการอย่างสายฟ้าแลบ ถอนสัญชาติไทยบุคคลผู้นี้ ด้วยเหตุที่มีพฤติการณ์เชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์
ในรายละเอียดของประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการถอนสัญชาติไทยนายพัด สุภาภา ระบุว่า
“ด้วยปรากฏว่า นายพัด สุภาภา หรือ ลียง พัด บุคคลสัญชาติไทย ได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ มีพฤติการณ์ยังคงใช้สัญชาติกัมพูชา ประกอบกับได้รับรายงานข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ที่แสดงว่ามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลฉ้อโกงประชาชน จนถูกสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติแห่งสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตร เนื่องจากมีลักษณะพิเศษในการถูกอายัดทรัพย์สิน เพราะเกี่ยวข้องการค้ามนุษย์ และหลอกลวงไซเบอร์”
และ“เห็นว่าพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวนั้น เป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคง หรือขัดประโยชน์ต่อรัฐ และขัดต่อ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อยู่ในข่ายถูกถอนสัญชาติไทยได้ มาตรา 19 (2) (3) (4) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และหากปล่อยไว้เนิ่นช้าออกไป จะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประชาชน และสาธารณะได้”
และก็ด้วยเหตุตามรายละเอียดของประกาศกระทรวงมหาดไทยที่ยกมาสองย่อหน้านั้น นายอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ให้ถอนสัญชาติไทยของนายพัด สุภาภา หรือลียง พัด โดยลงนามเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568
แปลกแต่จริงเรื่องนี้ ทั้งนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รวมทั้ง สส.ของพรรคส้มเน่าในฐานะฝ่ายค้าน และ สส.พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคฝ่ายแค้น มองไม่เห็น หรืออาจจจะมีเจตนาบิดเบือนเพื่อโกหกหลอกลวงประชาชนทั่วไป และมวลชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองของตนให้หลงเชื่อว่า รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ใส่ใจต่อปัญหานี้ หรืออาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน จึงชักช้าอือดอาด ไม่ลงมือปฏิบัติการปราบปรามด้วยความรวดเร็ว
กรณีของนายพัด สุภาภา ผู้นี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้นิ่งนอนใจหรือวางเฉย ซึ่งนอกจากจะถูกถอนสัญชาติแล้ว ปปง.ก็ยังได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา สั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติที่เกี่ยวโยงกับนายพัด สุภาภา จำนวน 350 ล้านบาท เพิ่มเติมจากที่เคยยึดและอายัดมาแล้ว 300 ล้านบาท รวมแล้วเป็นเงินถึง 650 ล้านบาท
ตามไปดูต่อว่าโยงใยของนายพัด สุภาภา ที่ประเทศกัมพูชานั้นเป็นอย่างไร บุคคลผู้นี้ถือทั้งสัญชาติไทยและกัมพูชา เป็นสมาชิกวุฒิสภาและนักธุรกิจชาวกัมพูชาเชื้อสายจีนและไทยเกาะกง ขึ้นตรงต่อ“ฮุน เซน” โดยเป็นเจ้าของบริษัท“LYP Group” ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทยักษใหญ่ของกัมพูชา ดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภท ทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์ นิคมอุตสาหกรรม บ่อนกาสิโน ยาสูบ พลังงานไฟฟ้า และการท่องเที่ยว โดยมีธุรกิจหลักอยู่ในจังหวัดเกาะกงบ้านเกิด
กล่าวกันว่า ธุรกิจของนายพัด สุภาภา มักเชื่อมโยงกับเรื่อง“เทาเทา” ทั้งการใช้แรงงานเด็ก การบังคับขับไล่ที่ดิน การหลอกลวงทางไซเบอร์ และการค้ามนุษย์ เช่นเดียวกับ“ก๊ก อาน” เจ้าพ่อบ่อนการพนันในกัมพูชา ซึ่งเป็นนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีในกัมพูชาเชื้อสายจีน และมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ“ฮุน เซน”อีกคนหนึ่ง โดยที่ทั้งนายพัด สุภาภา และ“ก๊ก อาน” ก็ยังสนิทและมีสัมพันธ์เชื่อมโยงกับนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรคเพื่อไทยที่ติดคุกอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรมเวลานี้ด้วย
สำคัญที่สุดจากการเปิดปากของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวกับการจัดการเรื่อง“สแกมเมอร์”นี้ ระหว่างแสดงวิสัยทัศน์ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนเมื่อวานนี้ นายอนุทินก็ยังได้คายความลับออกมาด้วยว่า การลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของนายวรภัค ธันยาวงษ์ ก่อนหน้านี้ หลังจากตกเป็นข่าว“อื้อฉาว”ว่ามีส่วนพัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์ นั้น นายอนุทินกล่าวว่า
“ท่านถูกครหา แต่ยังไม่ถูกกล่าวหา ยังไม่ได้มีหลักฐานใดๆ และไม่มีหน่วยงานไหนทั้งไทยและต่างประเทศที่ดำเนินคดีกับท่าน แต่เมื่อมีข่าวออกมาเรื่อยๆ ผมก็เป็นคนไปบอกให้ท่านลาออก ท่านก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และถ้าท่านไม่ผิดก็คือไม่ผิดจะไปบอกผิดไม่ได้”
สรุปแล้ว เรื่องการปราบปรามขบวนการ“สแกมเมอร์” จากที่เขียนมาทั้งหมดก็แค่ตัวอย่างที่นำมาเบิกเนตรให้คนไทยที่ยังไม่รู้ได้รู้ ว่ารัฐบาล“หนูชั่วคราว”ทำอะไรไปบ้าง และก็เพื่อตอกย้ำพวกรู้แล้วอย่าง สส.พรรคฝ่ายค้านและสส.พรรคฝ่ายแค้น
ว่าอย่าทำแกล้งโง่ เพื่อมีเจตนาปลิ้นปล้อนหลอกลวงให้คนไทยเชื่อตามกับคำโกหกมดเท็จ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

'นเรศ'เปิดประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ อปท. ย้ำ 4 แนวทางบริหารสู่ความยั่งยืน
กลาโหมประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน
‘ปธ.รัฐสภา’ลงพื้นที่หาดใหญ่ มอบเงิน 1.1 แสนบาทช่วยน้ำท่วม
บุรีรัมย์เคลื่อนทัพ ระดมกำลังเปิดศูนย์พักพิง รับผู้อพยพ3.5หมื่นคน รับมือสถานการณ์ปะทะ
ต๊ะ นารากร ติงสื่อ! เปิดเผยชีวิตส่วนตัว นัทปง ไม่เกรงใจญาติ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี