“กัมพูชา”กลายเป็นชาติโกหกกะล่อนปลิ้นปล้อนกลับกลอกตลบตะแลง เพราะมีทรราชที่ชื่อ “ฮุนเซน” เป็นผู้นำประเทศตัวจริง หลังจากผูกขาดครองอำนาจในกัมพูชามายาวนานถึง 40 ปี นับตั้งแต่ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในปี 2528 และแม้วันนี้“ฮุน มาเนต” จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็เป็นเพียงแค่ “หุ่นเชิด” ที่ “ฮุนเซน” ผู้เป็นบิดาเป็นคนชักใย
โชคร้ายของประเทศไทย ที่มีพรมแดนติดกับกัมพูชา โดยที่ประเทศนี้มีคนอย่าง “ฮุนเซน” เป็นผู้นำสูงสุด ซึ่งไม่ต่างจากเรามีเพื่อนบ้านที่มีศีลไม่เสมอกัน และจำต้องทนอยู่กับเพื่อนบ้านสถุลไร้สกุลรุนชาติ ที่หาเรื่องก่อกวนให้เราไม่เป็นปกติสุขอยู่ทุกเวลานาที
โดยเหตุแห่งความขัดแย้งจนบานปลายกลายเป็นข้อพิพาทที่จะนำไปสู่สงครามใหญ่ ระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” เช่นเดียวกับ สงครามระหว่าง “รัสเซีย-ยูเครน” และสงครามในฉนวนกาซา ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นใน พ.ศ.นี้ แต่ก็ยังเกิดขึ้นมาจนได้นั้น ก็เพราะความขัดแย้งอันเนื่องมาจากผลประโยชน์ทับซ้อนที่ไม่ลงตัวระหว่าง “ตระกูลชินวัตร”ของไทย กับ “ตระกูลฮุนแห่งเขมร” เป็นปฐมเหตุ
แต่ถึงกระนั้น ประเทศไทยก็ยังโชคดี ที่วันนี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มี “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นผู้ชักใยได้พ้นจากอำนาจไปแล้ว หาไม่เช่นนั้น ประชาชนคนไทยและประเทศไทยจะยิ่งอยู่ไม่เป็นสุข เพราะถึงอย่างไรก็ไม่อาจไว้วางใจรัฐบาลพรรคเพื่อไทยของ “ตระกูลชินวัตร” ได้ ว่าจะไปสมยอมและแอบตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ส่วนตนอะไรกับ “ฮุนเซน” โดยที่ทำให้ไทยเสียเปรียบ
เหมือนกับที่ “แพทองธาร ชินวัตร” ลูกสาวของนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ใช้ตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย โทรศัพท์เจรจากับ “ฮุนเซน” ด้วยประโยชน์ส่วนตน ตามที่ปรากฏเสียงใน “คลิปอัปยศ” อันเป็นเหตุให้ “แพทองธาร” ต้องถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องพ้นจากอำนาจ
“แพทองธาร ชินวัตร” พูดทางโทรศัพท์สายตรงกับ “ฮุนเซน” เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ผ่าน “เคลียง ฮวด” ที่เป็นล่ามคนกลาง ว่าอย่างนี้ “ไม่อยากให้ลุงไปฟังคนที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับเรา พอไปฝั่งตรงข้ามอย่างพวกแม่ทัพภาคที่ 2 (พล.ท.บุญสิน พาดกลาง) เป็นคนของฝั่งตรงข้ามหมดเลย พอไปฟังเสร็จ ก็ไม่อยากให้ท่านไม่ชอบใจหรือโกรธ เพราะจริงๆ ไม่ใช่ความตั้งใจของเราเลยค่ะ”
และอีกหนึ่งย่อหน้าที่ “แพทองธาร ชินวัตร” นำผลประโยชน์ของชาติไปต่อรองกับ “ฮุนเซน” เพื่อผลประโยชน์ของตน “บอกให้ท่านฮุนเซน เห็นใจหลานหน่อย (พูดผ่านล่าม) เพราะตอนนี้คนในประเทศไทยเขาไล่เราไปเป็นนายกฯ ที่เขมรหมดแล้ว ถ้าท่านอยากได้อะไรบอกมาได้เลยค่ะเดี๋ยวจัดการให้” และ “ฮุนเซน” ได้ตอบกลับผ่านล่ามว่า อยากให้ไทยถอนเรื่องการปิดด่านชายแดนกลับมาสู่ภาวะปกติเหมือนก่อนเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ระหว่างหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี กับทหารกัมพูชาที่ลักลอบเข้ามาขุดสนามเพลาะในดินแดนไทย ที่บริเวณช่องบก จังหวัดสุรินทร์ เป็นผลทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย
การเจรจาระหว่าง “แพทองธาร ชินวัตร” กับ “ฮุนเซน”ที่นำผลประโยชน์ของชาติไปต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของตนนั้น ไม่ใช่ข้อกล่าวหาลอยๆ แต่เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 และทำให้ “แพทองธาร”ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า “ผู้ถูกร้อง (แพทองธาร) ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า จะกระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อความเป็นนายกฯ ของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่”
จึงนับว่าวันนี้ในความโชคร้ายของประเทศไทย ที่มี“เขมรสันดานอสรพิษ” เป็นประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีพรมแดนติดกัน แต่ก็ยังโชคดีที่รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยของ “ตระกูลชินวัตร” เพราะสถานการณ์ระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ในนาทีนี้ ต้องถือว่าแหลมคม จวนเจียนใกล้จะ “ระเบิด” เต็มทน เพราะกัมพูชาเดินหน้ายั่วยุไทยเพื่อจะทำให้เกิดสงครามให้ได้
ทหารไทยต้อง “เสียขา” เป็นคนที่ 7 และบาดเจ็บอีก 3 นายจากการเหยียบทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาที่บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และทำให้ไทยต้องฉีกทิ้ง “ปฏิญญาสันติภาพจอมปลอม”พร้อมทั้งประณามและประท้วงให้นานาอารยประเทศรับทราบ ตลอดจนเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบ เพราะฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงที่จะนำไปสู่สันติภาพตาม “ปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์” ฉบับนี้ จากการลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดในดินแดนไทย ซึ่งแทนที่กัมพูชาจะยอมรับ กลับยิ่งแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ด้วยการออกแถลงการณ์ปฏิเสธและโกหกบิดเบือนว่า “เป็นทุ่นระเบิดเก่า” พร้อมทั้งยืนยันว่า กัมพูชาปฏิบัติตาม “อนุสัญญาออตตาวา” และตามหลักการแห่งพันธกรณีของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์และสม่ำเสมอ
ไม่เพียงแต่เท่านั้น เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมากัมพูชาก็ยังสร้าง “แผนการลอบกัด” เพื่อจะใส่ร้ายป้ายสีประเทศไทยต่อประชาคมโลก ด้วยการใช้อาวุธปืนยิงเข้ามายังฝั่งไทย ในพื้นที่ชายแดนบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว และได้ประกาศข่าวเผยแพร่ออกไปอย่างครึกโครมว่า ไทยเป็นผู้เปิดฉากยิงก่อน ทําให้พลเรือนผู้บริสุทธิ์ชาวกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 3 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริง ฝ่ายไทยได้เข้าแนวกำบังหลังจากกัมพูชาเปิดฉากยิง และได้ทำการยิงแจ้งเตือนไปยังจุดที่มีการยิงเข้ามาตามกฎการใช้กำลัง
จากนั้นในวันรุ่งขึ้น คือเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน เมื่อวานนี้ ก็เป็นไปตามแผนการชั่วร้ายของกัมพูชา โดย “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ประณามว่าไทยใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนกัมพูชาที่บริสุทธิ์ในหมู่บ้านเปรยจัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ และว่าการกระทํานี้ขัดต่อจิตวิญญาณด้านมนุษยธรรมและการแก้ไขพรมแดนอย่างสันติพร้อมทั้งเรียกร้องให้ประเทศไทยหยุดใช้กําลังต่อพลเรือนกัมพูชาที่บริสุทธิ์ในหมู่บ้านเปรยจันทันที
“ฮุน มาเนต” ผู้สืบสันดาน “ฮุนเซน” และเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการก่อสงครามรุกรานไทย ประกาศผ่านเฟซบุ๊กแบบ “ซาตานในคราบนักบุญ” ว่า “ผมขอเรียกร้องให้มีการเปิดการสอบสวนอย่างเป็นอิสระในกรณีนี้ และขอให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อค้นหาความจริง หาผู้ที่ต้องรับผิดชอบ และมอบความเป็นธรรมให้กับพลเมืองที่ได้รับผลกระทบจากการยิงครั้งนี้”
บรรทัดนี้ก็คงต้องถาม “2 พ่อลูกตระกูลฮุน” คือ “ฮุนเซน-ฮุน มาเนต” ว่า “สงคราม 5 วัน” ที่กัมพูชาเป็นผู้ก่อ มีพลเรือนไทยที่บริสุทธิ์รวมทั้งเด็กและผู้หญิงเสียชีวิตไป 18 ราย บาดเจ็บ 39 คน รวมทั้งทหารไทยเสียชีวิต16 นาย บาดเจ็บ 233 นาย ซึ่งในจำนวนนี้ขาขาดไป 7 นายนั้นกัมพูชาไม่คิดจะถามหาความรับผิดชอบ และมอบความเป็นธรรมให้แก่ผู้สูญเสียและญาติพี่น้องของผู้สูญเสียที่เป็นคนไทยบ้างเลยหรือ
เห็นทีว่าความเป็นธรรมที่ประเทศไทยควรจะได้รับจากกัมพูชา คงต้องแลกมาด้วยการ “เผด็จศึก” เป็นแน่แท้ ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี