วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569
การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย 3 คน จากการเปิดเผยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนวันก่อน ซึ่งลำดับหนึ่งก็มีนายอนุทิน และสองสามก็คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ถือว่าฮือฮาและเรียกเสียงเชียร์ได้มากทีเดียว
เหตุผลที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ชี้แจงว่า ทำไมถึงเลือกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะ “คนนอก” ที่นายอนุทินเชื้อเชิญเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย นั้น ถือได้ว่าต้องตรงกับความรู้สึกของคนไทยจำนวนไม่น้อย ที่ลังเลใจว่า หากมีการยุบสภาฯจะเลือกพรรคการเมืองไหนดี เพราะอย่างน้อยก็พอจะเห็นหน้าเห็นตาว่าเป็นใคร และมีชื่อเสียงเกียรติภูมิอย่างไร
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยว่า ทั้งนายเอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นคนทำงานและว่าตอนที่เชิญมาร่วมงานรวมทั้งคนนอกและคนในนั้น ก็อาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัว ซึ่งนายอนุทินกล่าวต่อว่า “ต้องบอกว่าเก๋าเกม เมื่อเข้ามาก็สามารถทำงานได้เลย เป็นนักบริหารมืออาชีพ และเมื่อได้รับการมอบหมายงานก็ทำงานอย่างเต็มที่ ทุกวันนี้แทบไม่ได้เจอหน้ารัฐมนตรีหลายคน มีเพียงแค่การยกหูโทรศัพท์หากันเท่านั้น หากมีปัญหาอะไร แม้อยู่ที่ไหนของมุมโลกก็สามารถติดต่อหากันได้”
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังกล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยว่า “เราได้คนที่เก่งๆ คนที่ดีมาทำงานให้บ้านเมือง เราก็สบาย ประเทศก็ดี ประชาชนก็ดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น ได้คนที่เข้าใจคนที่มีประสบการณ์มากเข้ามาทำงาน แล้วเราจะไปมัวหวงอำนาจทำไมมากมาย”
ส่วนจะนำทั้งสองคนสมัครเป็น สส.บัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ และว่าสำหรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยทั้ง 3 คน ซึ่งรวมทั้งตนเอง จะต้องนำรายชื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของพรรค โดยที่ถ้าหากทันการประชุมของพรรคภูมิใจไทยในวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายนนี้ ก็จะเสนอทันที
อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามช็อตไปถึงการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปีหน้า ตามไทม์ไลน์ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศจะมีการยุบสภาฯภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 และเลือกตั้งในปลายเดือนมีนาคม ตัวเลือกพรรคการเมืองที่น่าจะกล่าวถึง ก็มีอยู่ 3 พรรคการเมือง คือพรรคภูมิใจไทยพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นั้น มีหลายเงื่อนไขที่เป็น “ตัวแปร” สำคัญ ด้วยความที่เป็นพรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส เป็นปัจจัยหลัก
สำหรับพรรคเพื่อไทย ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่เพียงแต่เจ้าของพรรคตัวจริงคือนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร จะอยู่ในคุกเท่านั้น ช่วง 2 ปีที่เข้ามาเป็นรัฐบาล เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 2 คน นโยบายที่ได้หาเสียงโฆษณาชวนเชื่อไว้ ไม่สามารถทำได้แม้แต่เรื่องเดียว แต่ยิ่งกลับทำให้ประเทศชาติเสียหายหนักยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาความมั่นคงของประเทศ
ปัญหาเศรษฐกิจ ชัดเจนที่สุดก็คือ นอกจากจะไม่มีการลงทุนใหม่ๆ เพิ่มขึ้นแล้ว ธุรกิจทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ก็มีปัญหา โรงงานในภาคอุตสาหกรรมต้องทยอยปิดตัว พืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ รัฐบาลขยายตลาดไม่ได้พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กรายน้อยก็เดือดร้อน ตลาดซบเซาทำมาหากินลำบาก รายได้หด ประชาชนเงินทองฝืดเคือง
มิหนำซ้ำยังล้างผลาญเงินงบประมาณแผ่นดินไปตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ในโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” เกือบ 2 แสนล้านบาท โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยิ่งเมื่อเทียบกับโครงการ“คนละครึ่งพลัส”ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เข้ามาทำงานเพียงแค่เดือนเดียว ใช้เงินไปไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท กลับสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นให้กลับมาคึกคักได้ทันทีทันใด เงินทองสะพัด ประชาชนคนไทยทั้งระดับกลางและระดับล่างจับจ่ายใช้สอยกันคล่องมือ
เรียกว่า “วิน-วิน” กันทั้งผู้ค้าและผู้ซื้อ จนรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีขุนคลังชื่อ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เตรียมดำเนินการในเฟส 2 ต่อ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนภายในเดือนธันวาคมนี้ และเริ่มใช้สิทธิได้จริงในเดือนมกราคม 2569 อีกทั้งผู้ตกหล่นจากเฟสแรกก็สามารถลงทะเบียนใหม่ได้
นั่นเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ที่ยกมาเทียบให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า 2 ปีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยล้มเหลวโดยสิ้นเชิงมีแต่ราคาคุยและน้ำลายที่ฟุ้งอยู่ในอากาศ ขณะที่เรื่องความมั่นคงของชาติ ก็เพราะผลประโยชน์ทับซ้อนที่ไม่ลงตัวระหว่าง “ตระกูลชินวัตร” กับ “ตระกูลฮุน” จึงทำให้กัมพูชา “หยามหน้าไทย” ก่อสงครามรุกรานขึ้นมาจนกระทั่งบานปลายมาจนถึงเวลานี้
ยิ่งถ้าพรรคเพื่อไทยจะต่อท่ออำนาจ “ตระกูลชินวัตร”ด้วยการเสนอชื่อบุตรเขยของ “ทักษิณ ชินวัตร” คือนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีของ “เอม-พินทองทา ชินวัตร” ลูกสาวคนกลางของ “ทักษิณ” ที่ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และรองประธานกรรมการของ SC Asset ซึ่งเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือตระกูลชินวัตร มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ก็จะยิ่งฉุดคะแนนพรรคเพื่อไทยให้ต่ำลงไปอีก เพราะคนไทยส่วนใหญ่ “เอือมเต็มทน” กับคนในตระกูลนี้
ดังนั้น จึงสามารถพูดได้ว่า พรรคภูมิใจไทยมาแรงที่สุด เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยอยากให้สานงานต่อ ยิ่งมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ก็ยิ่งช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น เป็นการผสมผสาน ระหว่าง “คนนอกมืออาชีพ” กับนักการเมืองสายพันธุ์ “ยี้ห้อย-ร้อยยี่สิบ” แห่งบ้านใหญ่บุรีรัมย์
ขณะที่พรรคประชาชน ยังเป็นพรรคที่คนไทย 14 ล้านเสียงที่เคยลงคะแนนเลือกพรรคก้าวไกลในระบบบัญชีรายชื่อเมื่อปี 2566 ยังอยากจะลองดูว่า จะทำงานในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ได้จริงตามราคาคุยหรือไม่ แต่ก็เชื่อว่าคงไม่สามารถรักษาที่นั่งไว้ได้เท่าเดิม จากที่เคยได้ในปี 2566 ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อจำนวน 151 ที่นั่ง
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคใหม่อีกครั้ง ด้วยภาพลักษณ์และเกียรติภูมิทางการเมือง ที่ไม่ด่างพร้อยเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น และเป็นนักการเมือง “มืออาชีพ” คะแนนเสียงก็น่าจะดีขึ้นจากการที่เคยได้ในปี 2566 ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อจำนวน 25 ที่นั่ง
บรรรทัดนี้เชื่อว่า โอกาสที่พรรคภูมิใจไทยจะจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลมีอยู่สูง !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

สภาฯเดือด! ณัฐพงษ์ ซัด รัฐบาล ละเลยฝุ่น PM 2.5 ดักคออย่าสองมาตรฐาน
คืนนี้ยาวแน่! พังงาแห่ออกมาเติมดีเซล หลังประกาศขึ้นพรุ่งนี้รวดเดียว 3.50 บาท
ราชกิจจาฯ แพร่ประกาศ ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น รวม 12 ราย
ทรัมป์ เตรียมพิจารณาถอนสหรัฐฯจากนาโต ลั่นองค์กรนี้เป็นเพียงเสือกระดาษ
ทุบสถิติประวัติศาสตร์ น้ำมันดีเซลสิงคโปร์พุ่งทำนิวไฮ 192 ดอลลาร์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี