วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ได้กล่าวไว้ว่า “ความจริงบุคคลจะต่างชาติกัน จะมีชาติใดที่รักชอบกันยืดยาวมายิ่งกว่าไทยกับจีนนั้นไม่เห็นมี ด้วยไม่เคยเป็นศัตรูกัน เคยแต่ไปมาค้าขายแลกผลประโยชน์ต่อกันมาได้หลายร้อยปี ความรู้สึกทั้งสองปกติจึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาแต่โบราณจนตราบเท่าทุกวันนี้...”
ความสัมพันธ์ระหว่างชาติไทยและจีนนั้น ได้เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานร่วม ๘๐๐ ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยพระนครศรีอยุธยา ต่อเนื่องมาจนถึงรัตนโกสินทร์ จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่าเริ่มต้นจากการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือการค้าขาย มาจนถึงการหลอมรวมกันในด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณี
พงศาวดารจีนได้บันทึกเรื่องราวการเดินทางของราชทูตจีนเพื่อมาเจริญสัมพันธไมตรีในดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ตั้งแต่ยุคชุนชิว จั้นกั๋ว เมื่อพระเจ้ากุบไล ข่าน จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชสำนักหยวน ได้ส่งราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรี กับพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย เมื่อกว่า ๗๐๐ ปีก่อน ถือเป็นการเริ่มต้นฉากประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของสองชาติตั้งแต่นั้นมามีการค้าขายและถ่ายทอดความรู้ทางด้านศิลปหัตถกรรม เช่นเครื่องสังคโลกด้วย
ในสมัยอาณาจักรอยุธยา ความสัมพันธ์ไทย-จีนในยุคของราชวงศ์หมิงและชิง มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างสูงสุด มีการบันทึกไว้ว่าตลอดระยะเวลากว่า ๔๐๐ ปีของกรุงศรีอยุธยานั้น ได้ส่งราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์ดังกล่าวมากกว่า ๑๑๐ ครั้ง ส่วนจีนเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา ๑๗ ครั้ง มีชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานในอยุธยามากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งเข้ามารับราชการในฝ่ายไทยด้วย เป็นยุคที่ทำการค้าขายโดยใช้สำเภาจีน นำรายได้เข้าสู่ท้องพระคลังของกรุงศรีอยุธยาอย่างมากมาย มีระบบบรรณาการที่เรียกว่า การจิ้มก้อง เกิดขึ้น เป็นการแสดงความนอบน้อมที่ประเทศเล็กมีให้กับประเทศที่ใหญ่กว่า
เมื่อถึงอาณาจักรรัตนโกสินทร์ ไทยและจีนติดต่อค้าขายกันมากขึ้น โดยเฉพาะในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ซึ่งเชื่อกันว่ามีชาวจีนเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเกือบ ๑ ล้านคน จนเริ่มทำให้เกิดความวิตกกังวลในราชสำนัก ทำให้ในสมัยรัชกาลต่อมามีการตัดระบบบรรณาการและยุติการส่งทูตไปประเทศจีนในปีพ.ศ.๒๓๙๖
หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปีพ.ศ.๒๔๘๘ โลกแยกออกเป็น ๒ ฝ่าย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของจีน ทำให้ไทยและจีนต้องเลือกยืนอยู่คนละขั้วในช่วงเวลาหนึ่ง จนกระทั่งถึงปลายสมัยของรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม ประตูแห่งความสัมพันธ์จึงเริ่มเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จนถึงปีพ.ศ.๒๕๑๘ ในยุคของรัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงเกิดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
การเสด็จฯเยือนประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ที่ผ่านมานี้ ต้องนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งในการเจริญสัมพันธไมตรีของทั้งสองชาติ การเสด็จฯครั้งนี้นับเป็นการเสด็จฯของพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกในการไปเยือนประเทศจีนหลังจากที่ไทยและจีนได้เริ่มมีสัมพันธไมตรีกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อปีพ.ศ.๒๕๑๘ จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลา ๕๐ ปี
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เคยเสด็จฯเยือนประเทศจีนมาก่อนแล้ว ๓ ครั้ง ในสมัยที่ยังทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร การเสด็จฯในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงความแนบแน่นในสายสัมพันธ์ที่มีอยู่ต่อกัน
การต้อนรับของประเทศจีนภายใต้การนำของท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง นั้นต้องถือว่าเป็นการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติอย่างที่สุดที่ประเทศจีนได้จัดให้กับผู้นำระดับประเทศ เพราะถึงแม้ที่ผ่านมาจะมีผู้นำระดับประเทศ อาทิ ประธานาธิบดีของชาติมหาอำนาจที่ได้เดินทางไปเยือนนั้น ก็มิได้รับการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่ในลักษณะนี้มาก่อน
การจัดแถวและขบวนต้อนรับบริเวณลานจัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นจัตุรัสกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นการจัดที่สมพระเกียรติและยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง จนเป็นที่จับตามองของประชาคมโลก มีการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีโดยขบวนแถวทหารกองเกียรติยศ และเมื่อเพลงสิ้นสุดลงก็มีการเปล่งเสียงของเหล่าทหารจีนทั้งหลายเป็นภาษาไทยว่า “ทรงพระเจริญ”ซึ่งเป็นสิ่งที่เหนือความคาดคิด เป็นการแสดงถึงความยกย่องที่ประเทศจีนและประชาชนชาวจีนมีให้แด่พระมหากษัตริย์ของประเทศไทย
ในช่วงเวลา ๕ วันนั้น ทุกที่ที่พระองค์และสมเด็จฯพระบรมราชินี เสด็จฯไป จะมีการถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติยิ่ง นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯก็ยังได้รับความชื่นชมจากประชาชนชาวจีนที่มีโอกาสได้เห็นพระองค์ท่าน ไม่ว่าจะในเรื่องของพระสิริโฉมและพระจริยวัตรที่งดงามยิ่ง ตลอดจนชุดฉลองพระองค์แบบไทยที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ ซึ่งล้วนมีคุณค่ามากกว่า Soft Power ใดๆ
การเสด็จฯของทั้งสองพระองค์ในครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดพลังแห่งความผูกพันของทั้งสองชาติอย่างที่สุด จนถึงกับที่ท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ใช้คำพูดในระหว่างการกล่าวคำถวายการต้อนรับพระมหากษัตริย์และพระบรมราชินีของชาติไทยว่า “ไทยกับจีนนั้น เป็นครอบครัวเดียวกัน” เป็นคำกล่าวที่มีความหมายอันลึกซึ้งอย่างยิ่ง ซึ่งคำว่าครอบครัวนั้นท่านประธานาธิบดี
สี จิ้นผิง ไม่เคยใช้เรียกประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ชิดติดประเทศจีนหรือที่อยู่ห่างไกลมาก่อนเลย โดยที่ผ่านมาเกือบทั้งหมดนั้น จะใช้คำว่า “เพื่อน” เป็นหลัก
ถึงแม้การเสด็จไปในครั้งนี้ จะไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้น มีค่าทางการเมืองอย่างที่สุด และจะไม่มีนักการเมืองในระดับผู้นำคนใดจะสามารถสร้างความผูกพันที่มีคุณค่าเชิงบวกเป็นอย่างยิ่งในลักษณะนี้ได้เลย
การเมืองโลกในยุคที่จีโอโพลิติกถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดนั้น การแย่งชิงพื้นที่ ของมหาอำนาจทั้งหลายเพื่อความได้เปรียบไม่ว่าจะในด้านการเมืองหรือธุรกิจ เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสหรัฐอเมริกาต้องการเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ด้วยการแสดงตัวว่าเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือเขมร ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการแสดงบทบาทที่บอกได้เลยว่าเข้าข้างเขมรกรณีที่มีปัญหาเรื่องชายแดนกับประเทศไทยอยู่ในขณะนี้
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือดูแลเขมรมาอย่างต่อเนื่อง แต่จากลักษณะนิสัยของผู้นำเขมรตระกูลฮุน ทำให้สหรัฐอเมริกาเห็นช่องทางในการแทรกแซงได้โดยง่าย จึงได้พยายามทุกวิถีทางจนน่าจะเรียกได้ว่าเริ่มประสบความสำเร็จในการเดินแซงหน้าจีนเข้าไปมีอิทธิพลเหนือเขมร
การเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวไปเยือนจีนในครั้งนี้ ท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า จีนและไทยคือครอบครัวเดียวกัน และสายสัมพันธ์แบบนี้ คือสิ่งที่จะใช้ในการถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาคนี้ของ ๒ ขั้วประเทศมหาอำนาจได้เป็นอย่างดี
ในขณะที่อเมริกาพยายามจะใช้เรื่องอัตราภาษีสินค้าในการรุกรานหรือสนับสนุนประเทศต่างๆทางอ้อมนั้น ไทยก็เป็นประเทศที่ถูกบีบด้วยเรื่องนี้ แต่จีนได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการใช้กลยุทธ์ที่เหนือกว่า โดยท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ประกาศต่อหน้าองค์พระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่วันแรกๆ ที่เสด็จพระราชดำเนินไปถึงว่า จะซื้อข้าวไทยเป็นจำนวนถึง ๕ แสนตัน เพิ่มเติมจากที่เคยซื้ออยู่แล้วโดยทันที ซึ่งน่าจะทำให้การพิจารณาของรัฐบาลไทยว่าใครคือมิตรแท้ที่จริงใจต่อกันนั้นง่ายขึ้น
เชื่อได้ว่าความเจริญทางสัมพันธไมตรีของไทยและจีนจะเป็นสิ่งที่ยั่งยืน และไม่มีอำนาจการเมืองใดๆ ไม่ว่าจากในหรือนอกประเทศจะมากระทำจนเกิดผลกระทบ ในทางที่ไม่ดีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะตราบใดที่ทั้ง ๒ ประเทศยังยึดมั่นและให้ความเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีของทั้งสองประเทศที่คบค้ากันมายาวนานร่วม ๘๐๐ ปี โดยในส่วนของจีนนั้นยังคง
ยกย่องสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยว่าเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดของชาติ เป็นศูนย์รวมใจของประชาชน
ขอองค์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี จงทรงพระเจริญ
ปิยะ เนตรวิเชียร

ตร.ไทย-เกาหลีจับแก๊งคอลฯตุ๋นเหยื่อเกาหลีใต้หนีคดีซุกไทย
ดราม่า1แถม1 ลูกค้าโวยรอจนท้อ คิวหน้าจัดหนักรวดเดียว20แก้ว ถกสนั่นควรแก้ที่ตรงไหน?
อิ๊งค์ โผล่หาเสียง พท ครั้งแรก ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ลานคนเมือง
ศุภชัย จี้ ประเสริฐ แจง MOU บ.สิงคโปร์ เอื้อเก็บข้อมูลม่านตาคนไทย โยงทุนเทา
เปิดภาพแรก เฉิน จื้อ ถูกคุมตัวถึงแผ่นดินจีน เขมรหัวหดรีบปัดถอนสัญชาติเจ้าพ่อทุนเทานานแล้ว

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี