วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ได้กล่าวไว้ว่า “ความจริงบุคคลจะต่างชาติกัน จะมีชาติใดที่รักชอบกันยืดยาวมายิ่งกว่าไทยกับจีนนั้นไม่เห็นมี ด้วยไม่เคยเป็นศัตรูกัน เคยแต่ไปมาค้าขายแลกผลประโยชน์ต่อกันมาได้หลายร้อยปี ความรู้สึกทั้งสองปกติจึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาแต่โบราณจนตราบเท่าทุกวันนี้...”
ความสัมพันธ์ระหว่างชาติไทยและจีนนั้น ได้เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานร่วม ๘๐๐ ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยพระนครศรีอยุธยา ต่อเนื่องมาจนถึงรัตนโกสินทร์ จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่าเริ่มต้นจากการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือการค้าขาย มาจนถึงการหลอมรวมกันในด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณี
พงศาวดารจีนได้บันทึกเรื่องราวการเดินทางของราชทูตจีนเพื่อมาเจริญสัมพันธไมตรีในดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ตั้งแต่ยุคชุนชิว จั้นกั๋ว เมื่อพระเจ้ากุบไล ข่าน จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชสำนักหยวน ได้ส่งราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรี กับพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย เมื่อกว่า ๗๐๐ ปีก่อน ถือเป็นการเริ่มต้นฉากประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของสองชาติตั้งแต่นั้นมามีการค้าขายและถ่ายทอดความรู้ทางด้านศิลปหัตถกรรม เช่นเครื่องสังคโลกด้วย
ในสมัยอาณาจักรอยุธยา ความสัมพันธ์ไทย-จีนในยุคของราชวงศ์หมิงและชิง มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างสูงสุด มีการบันทึกไว้ว่าตลอดระยะเวลากว่า ๔๐๐ ปีของกรุงศรีอยุธยานั้น ได้ส่งราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์ดังกล่าวมากกว่า ๑๑๐ ครั้ง ส่วนจีนเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา ๑๗ ครั้ง มีชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานในอยุธยามากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งเข้ามารับราชการในฝ่ายไทยด้วย เป็นยุคที่ทำการค้าขายโดยใช้สำเภาจีน นำรายได้เข้าสู่ท้องพระคลังของกรุงศรีอยุธยาอย่างมากมาย มีระบบบรรณาการที่เรียกว่า การจิ้มก้อง เกิดขึ้น เป็นการแสดงความนอบน้อมที่ประเทศเล็กมีให้กับประเทศที่ใหญ่กว่า
เมื่อถึงอาณาจักรรัตนโกสินทร์ ไทยและจีนติดต่อค้าขายกันมากขึ้น โดยเฉพาะในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ซึ่งเชื่อกันว่ามีชาวจีนเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเกือบ ๑ ล้านคน จนเริ่มทำให้เกิดความวิตกกังวลในราชสำนัก ทำให้ในสมัยรัชกาลต่อมามีการตัดระบบบรรณาการและยุติการส่งทูตไปประเทศจีนในปีพ.ศ.๒๓๙๖
หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปีพ.ศ.๒๔๘๘ โลกแยกออกเป็น ๒ ฝ่าย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของจีน ทำให้ไทยและจีนต้องเลือกยืนอยู่คนละขั้วในช่วงเวลาหนึ่ง จนกระทั่งถึงปลายสมัยของรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม ประตูแห่งความสัมพันธ์จึงเริ่มเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จนถึงปีพ.ศ.๒๕๑๘ ในยุคของรัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงเกิดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
การเสด็จฯเยือนประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ที่ผ่านมานี้ ต้องนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งในการเจริญสัมพันธไมตรีของทั้งสองชาติ การเสด็จฯครั้งนี้นับเป็นการเสด็จฯของพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกในการไปเยือนประเทศจีนหลังจากที่ไทยและจีนได้เริ่มมีสัมพันธไมตรีกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อปีพ.ศ.๒๕๑๘ จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลา ๕๐ ปี
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เคยเสด็จฯเยือนประเทศจีนมาก่อนแล้ว ๓ ครั้ง ในสมัยที่ยังทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร การเสด็จฯในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงความแนบแน่นในสายสัมพันธ์ที่มีอยู่ต่อกัน
การต้อนรับของประเทศจีนภายใต้การนำของท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง นั้นต้องถือว่าเป็นการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติอย่างที่สุดที่ประเทศจีนได้จัดให้กับผู้นำระดับประเทศ เพราะถึงแม้ที่ผ่านมาจะมีผู้นำระดับประเทศ อาทิ ประธานาธิบดีของชาติมหาอำนาจที่ได้เดินทางไปเยือนนั้น ก็มิได้รับการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่ในลักษณะนี้มาก่อน
การจัดแถวและขบวนต้อนรับบริเวณลานจัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นจัตุรัสกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นการจัดที่สมพระเกียรติและยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง จนเป็นที่จับตามองของประชาคมโลก มีการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีโดยขบวนแถวทหารกองเกียรติยศ และเมื่อเพลงสิ้นสุดลงก็มีการเปล่งเสียงของเหล่าทหารจีนทั้งหลายเป็นภาษาไทยว่า “ทรงพระเจริญ”ซึ่งเป็นสิ่งที่เหนือความคาดคิด เป็นการแสดงถึงความยกย่องที่ประเทศจีนและประชาชนชาวจีนมีให้แด่พระมหากษัตริย์ของประเทศไทย
ในช่วงเวลา ๕ วันนั้น ทุกที่ที่พระองค์และสมเด็จฯพระบรมราชินี เสด็จฯไป จะมีการถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติยิ่ง นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯก็ยังได้รับความชื่นชมจากประชาชนชาวจีนที่มีโอกาสได้เห็นพระองค์ท่าน ไม่ว่าจะในเรื่องของพระสิริโฉมและพระจริยวัตรที่งดงามยิ่ง ตลอดจนชุดฉลองพระองค์แบบไทยที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ ซึ่งล้วนมีคุณค่ามากกว่า Soft Power ใดๆ
การเสด็จฯของทั้งสองพระองค์ในครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดพลังแห่งความผูกพันของทั้งสองชาติอย่างที่สุด จนถึงกับที่ท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ใช้คำพูดในระหว่างการกล่าวคำถวายการต้อนรับพระมหากษัตริย์และพระบรมราชินีของชาติไทยว่า “ไทยกับจีนนั้น เป็นครอบครัวเดียวกัน” เป็นคำกล่าวที่มีความหมายอันลึกซึ้งอย่างยิ่ง ซึ่งคำว่าครอบครัวนั้นท่านประธานาธิบดี
สี จิ้นผิง ไม่เคยใช้เรียกประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ชิดติดประเทศจีนหรือที่อยู่ห่างไกลมาก่อนเลย โดยที่ผ่านมาเกือบทั้งหมดนั้น จะใช้คำว่า “เพื่อน” เป็นหลัก
ถึงแม้การเสด็จไปในครั้งนี้ จะไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้น มีค่าทางการเมืองอย่างที่สุด และจะไม่มีนักการเมืองในระดับผู้นำคนใดจะสามารถสร้างความผูกพันที่มีคุณค่าเชิงบวกเป็นอย่างยิ่งในลักษณะนี้ได้เลย
การเมืองโลกในยุคที่จีโอโพลิติกถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดนั้น การแย่งชิงพื้นที่ ของมหาอำนาจทั้งหลายเพื่อความได้เปรียบไม่ว่าจะในด้านการเมืองหรือธุรกิจ เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสหรัฐอเมริกาต้องการเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ด้วยการแสดงตัวว่าเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือเขมร ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการแสดงบทบาทที่บอกได้เลยว่าเข้าข้างเขมรกรณีที่มีปัญหาเรื่องชายแดนกับประเทศไทยอยู่ในขณะนี้
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือดูแลเขมรมาอย่างต่อเนื่อง แต่จากลักษณะนิสัยของผู้นำเขมรตระกูลฮุน ทำให้สหรัฐอเมริกาเห็นช่องทางในการแทรกแซงได้โดยง่าย จึงได้พยายามทุกวิถีทางจนน่าจะเรียกได้ว่าเริ่มประสบความสำเร็จในการเดินแซงหน้าจีนเข้าไปมีอิทธิพลเหนือเขมร
การเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวไปเยือนจีนในครั้งนี้ ท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า จีนและไทยคือครอบครัวเดียวกัน และสายสัมพันธ์แบบนี้ คือสิ่งที่จะใช้ในการถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาคนี้ของ ๒ ขั้วประเทศมหาอำนาจได้เป็นอย่างดี
ในขณะที่อเมริกาพยายามจะใช้เรื่องอัตราภาษีสินค้าในการรุกรานหรือสนับสนุนประเทศต่างๆทางอ้อมนั้น ไทยก็เป็นประเทศที่ถูกบีบด้วยเรื่องนี้ แต่จีนได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการใช้กลยุทธ์ที่เหนือกว่า โดยท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ประกาศต่อหน้าองค์พระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่วันแรกๆ ที่เสด็จพระราชดำเนินไปถึงว่า จะซื้อข้าวไทยเป็นจำนวนถึง ๕ แสนตัน เพิ่มเติมจากที่เคยซื้ออยู่แล้วโดยทันที ซึ่งน่าจะทำให้การพิจารณาของรัฐบาลไทยว่าใครคือมิตรแท้ที่จริงใจต่อกันนั้นง่ายขึ้น
เชื่อได้ว่าความเจริญทางสัมพันธไมตรีของไทยและจีนจะเป็นสิ่งที่ยั่งยืน และไม่มีอำนาจการเมืองใดๆ ไม่ว่าจากในหรือนอกประเทศจะมากระทำจนเกิดผลกระทบ ในทางที่ไม่ดีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะตราบใดที่ทั้ง ๒ ประเทศยังยึดมั่นและให้ความเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีของทั้งสองประเทศที่คบค้ากันมายาวนานร่วม ๘๐๐ ปี โดยในส่วนของจีนนั้นยังคง
ยกย่องสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยว่าเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดของชาติ เป็นศูนย์รวมใจของประชาชน
ขอองค์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี จงทรงพระเจริญ
ปิยะ เนตรวิเชียร

'เรื่องเล่าอาจารย์ยอด'ส่ง 'เรื่องผีที่ยายเล่า'และ 'สุภาพบุรุษโฉด'สนุกครบรส 24-25 มกราฯ นี้ช่อง 7HD
'กกต.'ถกพรรคการเมืองแบ่งกลุ่มดีเบตประชามติฝ่ายเห็นต่าง กลุ่มละ 5 พรรค ร่วมประชันเวทีเดียวกัน
นายกฯญี่ปุ่น ประกาศยุบสภาแล้ว ลุยเลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ.นี้
เหมือนง่าย!นักสอยคิวจีนแทง147อีกแล้ว
ฝันดี-ฝันเด่น ภาวนา เลือกตั้งรอบนี้ ขอนักการเมืองที่ดีสุดๆ เป็นของขวัญให้ประเทศ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี