วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569
การปกครองและบริหารบ้านเมืองที่มีการจัดโครงสร้างและระบบเริ่มปรากฏชัดตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยา โดยได้รับอิทธิพลที่มีรูปแบบลัทธิเทวราชของอินเดียมาใช้ ซึ่งลัทธินี้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพ อยู่เหนือบุคคลสามัญ ทรงพระราชอำนาจสูงสุด ทรงไว้ซึ่งอาญาสิทธิ์ เปรียบเสมือนเป็นเจ้าชีวิตของราษฎร
รูปแบบการจัดการปกครองในสมัยอยุธยาตอนต้นตั้งแต่รัชกาลของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง จนถึงสมัยของพระบรมราชาธิราชที่ ๒ การปกครองแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในส่วนกลางนั้นเป็นการจัดตามรูปแบบที่เรียกว่าจตุสดมภ์ ประกอบไปด้วย๔ กรม คือ เวียง วัง คลัง และนา
กรมเวียง หรือ กรมเมือง มีขุนเวียงเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของราษฎรทั่วราชอาณาจักร
กรมวัง มีขุนวังเป็นหัวหน้า ดูแลรักษาพระราชวัง และรับผิดชอบการจัดงานพระราชพิธีต่างๆ รวมทั้งการพิจารณาพิพากษาคดี
กรมคลัง มีขุนคลังเป็นหัวหน้า รับผิดชอบด้านการเงินและการต่างประเทศทั่วราชอาณาจักร ทำหน้าที่จัดเก็บภาษีอากร และการใช้จ่ายพระราชทรัพย์ รวมทั้งการจัดแต่งสำเภาหลวงเพื่อออกไปค้าขายยังต่างประเทศ การทำสัญญาการค้าและติดต่อทางการทูตด้วย
กรมนา มีขุนนาเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ดูแลเรือกสวนไร่นาทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งการจัดเตรียมเสบียงอาหารให้เพียงพอทั้งในยามปกติและในยามบ้านเมืองมีศึกสงคราม
ในส่วนของการปกครองส่วนภูมิภาคนั้น เป็นการจัดการปกครองโดยแบ่งเมืองออกเป็นระดับชั้น มีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลาง ประกอบไปด้วยเมืองหน้าด่าน หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก เมืองประเทศราช
เมืองหน้าด่านหรือเมืองป้อมปราการเป็นเมืองที่มีความสำคัญในการป้องกันราชธานี โดยจะอยู่ห่างจากเมืองหลวงในระยะเวลาเดินทาง ๒ วัน มักจะเป็นหัวเมืองใหญ่ หรือเมืองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งพระราชโอรสหรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไปปกครองบางครั้งจึงเรียกว่า เมืองลูกหลวง
หัวเมืองชั้นใน คือเมืองที่อยู่ถัดจากเมืองหน้าด่านออกไป พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งเจ้านาย หรือขุนนางไปปกครอง
หัวเมืองชั้นนอกหรือเมืองพระยามหา เป็นเมืองขนาดใหญ่มีคนอยู่อาศัยจำนวนมาก จะอยู่ห่างจากราชธานีโดยต้องใช้เวลาหลายวันในการติดต่อ มีเจ้าเมืองปกครอง อาจเป็นผู้สืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองเดิม หรือเป็นผู้ที่ทางเมืองหลวงแต่งตั้งให้ไปปกครอง
เมืองประเทศราช เป็นเมืองที่อยู่ชายแดนของอาณาจักร ชาวเมืองเป็นคนต่างชาติต่างภาษา มีเจ้าเมืองเป็นคนท้องถิ่น จัดการปกครองภายในของตนเอง แต่จัดส่งเครื่องบรรณาการมาถวายตามกำหนด เช่น ยะโฮร์ เขมร และล้านนา
รูปแบบการจัดการปกครองสมัยอยุธยาตอนต้นนี้ ถูกใช้อยู่ระหว่างปี พ.ศ.๑๘๙๓ จนถึง ๑๙๙๑
เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. ๑๙๙๑ พระองค์ทรงปรับปรุงระเบียบการปกครองใหม่ เพราะเห็นว่าแบบที่ใช้อยู่เดิมนั้นหละหลวม ทำให้กรุงศรีอยุธยาไม่สามารถจะควบคุมดูแลหัวเมืองในส่วนภูมิภาคได้ดี และยังมีความพยายามแย่งชิงอำนาจในระดับหัวเมืองต่างๆด้วย จึงทำให้พระองค์ปรับปรุงการปกครองใหม่มีลักษณะ ๒ ประการ คือรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางทำให้ราชธานีมีอำนาจและมีความเข้มงวดมากขึ้น และแยกกิจการของฝ่ายพลเรือนกับฝ่ายทหารออกจากกัน
ในส่วนของการปกครองส่วนกลางนั้น กำหนดให้มีตำแหน่งสมุหกลาโหมและสมุหนายก โดยสมุหกลาโหมรับผิดชอบด้านการทหารทั้งหมด มีพระยามหาเสนา เป็นสมุหพระกลาโหมรับผิดชอบหน้าที่ ส่วนสมุหนายก รับผิดชอบบังคับบัญชา ข้าราชการฝ่ายพลเรือนทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งดูแลจตุสดมภ์ด้วย มีพระยาจักรี เป็นผู้รับผิดชอบ มีการจัดกรมเพิ่มอีก ๒ กรม คือกรมมหาดไทย ให้พระยาจักรี มีฐานะเป็นอัครมหาเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบ อีกกรมหนึ่งคือกรมกลาโหม ให้พระยามหาเสนามีฐานะเป็นอัครมหาเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบ
ส่วนกรมที่มีอยู่ ๔ กรมเดิมนั้นผู้รับผิดชอบบริหารจะเป็น ขุนนางระดับพระ ในฐานะเสนาบดีโดยกรมเมืองคือ พระนครบาล กรมวังคือพระธรรมาธิกรณ์ กรมคลังคือ พระโกษาธิบดีและกรมนาคือ พระเกษตราธิการ
ส่วนการปกครองส่วนภูมิภาค ได้จัดการในรูปแบบใหม่ แบ่งเป็นหัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอกและเมืองประเทศราช
หัวเมืองชั้นใน ผู้ปกครองเรียกว่าผู้รั้งเป็นเมืองที่อยู่โดยรอบราชธานี เช่นชัยนาท นครสวรรค์ สุพรรณบุรี ชลบุรี
หัวเมืองชั้นนอก ได้แก่เมืองที่อยู่ถัดจากคูเมืองชั้นในออกไป เช่นเมืองพิษณุโลก เมืองนครศรีธรรมราช
หัวเมืองประเทศราช ให้มีการปกครองเหมือนเดิมมีเจ้านายในท้องถิ่นเป็นเจ้าเมือง มีแบบแผนธรรมเนียมของตนเอง พระมหากษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้งและมีหน้าที่ ส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวาย
ในช่วงปลายสมัยอยุธยาระหว่างปี พ.ศ.๒๐๗๒-๒๓๑๐ มีการปรับปรุงรูปแบบการปกครองเกิดขึ้นบ้างเช่นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่เปลี่ยนแปลงโดยให้สมุหกลาโหมและสมุหนายกรับผิดชอบพื้นที่ตามที่กำหนด ไม่ได้ใช้หน้าที่ทางด้านทหารหรือการปกครองเป็นหลัก เนื่องจากเห็นว่าในบางช่วงเวลาเช่นสงคราม ต้องมีการประสานงานทุกฝ่ายในการจัดการสู้รบ
การบริหารในรูปแบบดังกล่าวถูกใช้อย่างต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่ ๕ จึงถูกยกเลิกไปรวมทั้งการยกเลิกตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีซึ่งน่าจะเทียบเท่ากับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ที่ถูกนำมาใช้หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
ในอดีตนั้น ผู้ที่จะขึ้นมาเป็นเสนาบดีหรืออัครมหาเสนาบดี จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เชี่ยวชาญทั้งในด้านการรบและการปกครอง แต่ที่สำคัญยิ่งต้องมีความรักและเทิดทูนในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยจริยธรรม
หลังจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดผ่านพ้นไปก็ถึงเวลาที่จะต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคเสียงข้างมากเป็นแกนนำ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปคงหนีไม่พ้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งหลังจากมีการโปรดเกล้าฯแล้ว ก็ต้องนำรายชื่อผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแล้วขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อขอโปรดเกล้าฯให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งต่อไป
ก็เชื่อว่าทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งหมดจะมีคุณสมบัติครบถ้วน มีความรู้ความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดี และที่สำคัญจะต้องไม่มีผู้ใดผู้หนึ่ง มีประวัติที่สุ่มเสี่ยงต่อการที่จะถูกร้องเรียนเรื่องขาดจริยธรรม ซึ่งหากเกิดขึ้นและศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่าเป็นจริง ก็จะทำให้ต้องหลุดพ้นจากตำแหน่งหน้าที่โดยทันที ซึ่งจะมีผลถึงนายกรัฐมนตรีที่จะต้องหลุดพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไปพร้อมกันด้วยในฐานะที่เป็นผู้เสนอรายชื่อเพื่อให้ทรงโปรดเกล้าฯ อันอาจจะนำมาซึ่งการล่มสลายของรัฐบาล อันเป็นผลเสียต่อชาติอย่างยิ่ง
นั่นน่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไมนายอนุทินจึงใช้เวลานานพอสมควร ก่อนจะแสดงความชัดเจนว่าพรรรคการเมืองใดจะได้เข้าร่วมรัฐบาล และใครบ้างที่จะได้เป็นรัฐมนตรี พรรคบางพรรคซึ่งเคยเชื่อมั่นว่าจะได้เข้าร่วมรัฐบาลแน่กลับต้องหลุดโผไปด้วยเหตุผลใดก็เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่น่าจะพอเข้าใจได้
จริยธรรมจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยให้ความหมายของคำนี้ไว้ว่า เป็นมาตรฐานความประพฤติที่ดีงาม การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ คือการประพฤติตรง ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง หรือหลอกลวง ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม โปร่งใส ปราศจากอคติโดยไม่ขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม รวมถึงการประพฤติปฏิบัติที่สอดคล้องกับศีลธรรมอันดี เพื่อไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่
ก็หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่ นอกจากจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถแล้ว จะมีจริยธรรมตามนี้ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อย่างแท้จริง
ปิยะ เนตรวิเชียร

ฮอร์มุซ เงินหยวน และเรือรบสหรัฐฯ เมื่ออิหร่านกำลังเขย่าระเบียบโลก ไทยควรเตรียมตัวอย่างไร
ปลัดมท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศเข้ม 3 มาตรการเพิ่มเติม รับมือสถานการณ์พลังงาน
หวานชื่น! เปอร์ สุวิกรม-ยิหวา ลั่นระฆังวิวาห์หลังคบหาดูใจ 9 ปี
เขมรเอาจริง! ไฟเขียว กม.ปราบสแกมออนไลน์ โทษหนักทั้งจำทั้งปรับ
นพดล ปิ๊งไอเดีย เสนอ 5 แนวทางพลิกวิกฤตตะวันออกกลางเป็นโอกาสไทยเข้มแข็ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี