วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569
อาณาจักรสยาม ต้องเสียอิสรภาพถึง ๒ ครั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยครั้งแรกเสียอิสรภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๑๒ ในสมัยของสมเด็จพระมหินทราธิราชจากการรุกรานของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ตองอู คือพระเจ้าบุเรงนองหรือผู้ชนะสิบทิศ และครั้งที่ ๒ เสียอิสรภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ในสมัยของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จากการรุกรานของพระเจ้ามังระแห่งราชวงศ์อังวะ
การเสียอิสรภาพทั้ง ๒ ครั้งนั้นจะไม่เกิดขึ้น หากไม่มีผู้ที่คิดคดทรยศต่อชาติกระทำตัวเป็นไส้ศึก เพียงแต่หวังว่าตนเองจะได้ยศถาบรรดาศักดิ์เป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีอำนาจบริหารบ้านเมือง ไม่ได้คิดถึงชาติกำเนิด บุญคุณของชาติของตนเองแต่อย่างใดทั้งสิ้น
หลังสงครามช้างเผือกที่เสร็จสิ้นลงเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๐๙ พระเจ้าบุเรงนองยังคงมีพระราชประสงค์ที่จะได้ปกครองอาณาจักรอยุธยา จึงได้ยกทัพใหญ่กลับมารุกรานกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง โดยยกทัพเข้ามาถึง ๗ ทัพทางทิศตะวันตกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา และทางทิศเหนือเข้ามาจากทางเชียงใหม่ เชียงตุง ลงมาทางกำแพงเพชรมีกำลังพลรวมกันประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน
กองทัพของพระเจ้าบุเรงนองยกมาถึงกรุงศรีอยุธยาประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๑๑๑ ล้อมกรุงและโจมตีด้วยปืนใหญ่อยู่เป็นระยะเวลานานกว่า ๖ เดือนก็ยังไม่สามารถจะเอาชนะได้ จึงเริ่มมีการใช้กลอุบายหลอกลวงโดยการปล่อยพระยาจักรีซึ่งถูกคุมตัวไปครั้งสงครามช้างเผือก ในลักษณะว่าพระยาจักรีหลบหนีกลับมาเอง โดยมีโซ่ตรวนล่ามติดตัวมาด้วย
พระมหินทราธิราชทรงดีพระทัยว่าได้นายทหารที่มีฝีมือกลับมาช่วยรบ จึงแต่งตั้งให้พระยาจักรีดำรงตำแหน่งผู้รักษาพระนคร ดูแลป้อมค่ายต่างๆ ซึ่งพระยาจักรีผู้ทรยศและเป็นไส้ศึกจึงใช้โอกาสนี้สลับสับเปลี่ยนกำลังพล จนป้อมค่ายต่างๆ มีความอ่อนแอลง และในที่สุดเมื่อถึงวันหนึ่งก็ส่งสัญญาณให้ทัพพม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยาทุกด้าน และทำให้พม่าสามารถเข้าสู่พระนครได้ในที่สุด กรุงศรีอยุธยาจึงต้องพ่ายแพ้แก่ศัตรู
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกู้ชาติคืนได้เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๒๗ และหลังจากนั้น อีกเป็นเวลานานร่วม ๒๐๐ ปีพม่าไม่เคยยกทัพใหญ่มารุกรานกรุงศรีอยุธยาอีกเลยจนกระทั่งถึงปี พ.ศ.๒๓๐๙ พระเจ้ามังระ กษัตริย์นักรบของราชวงศ์อังวะ ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอลองพญาได้ส่งกองทัพใหญ่นำทัพโดยเนเมียวสีหบดีเข้ามาทางทิศเหนือและ อีกทัพหนึ่งนำโดย มังมหานรธา เข้ามาทางทิศตะวันตกมาถึงกรุงศรีอยุธยาในเวลาใกล้เคียงกัน ระหว่างทางเกิดการสู้รบบ้าง เช่น การสู้รบที่เรียกว่าศึกบางระจันที่อำเภอวิเศษชัยชาญ แต่ในที่สุดก็ต้านทานทัพพม่าไม่ได้
พม่าเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลาถึง ๖ เดือนจนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ การที่พม่าล้อมอยู่นานนั้นทำให้เสบียงในกรุงศรีอยุธยาร่อยหรอลงเรื่อยๆ จนเริ่มขาดแคลน เกิดภาวะอดอยาก กำลังทหารก็อ่อนแอลงด้วย ประวัติศาสตร์บางส่วน ได้บันทึกไว้ว่ามีทหารไทยคนหนึ่งคือ พระยาพลเทพ ได้เอาใจออกห่างด้วยการลอบส่งศาสตราวุธเสบียงอาหารให้แก่พม่ากระทำตนเป็นไส้ศึกและสัญญาว่าจะเปิดประตูคอยรับทัพพม่า
เมื่อพม่าเห็นว่าจะได้ที ก็ระดมทหารเข้าปล้นตีกรุงศรีอยุธยา โดยบุกเข้ามาทางประตูที่พระยาพลเทพนัดหมายไว้คือประตูด้านทิศตะวันออกในเวลากลางคืน และสามารถยกกำลังพลเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาได้ในที่สุด จนทำให้กรุงศรีอยุธยาต้องเสียอิสรภาพ และในการเสียอิสรภาพครั้งนี้พม่าได้เผาทำลายกรุงศรีอยุธยา และปล้นฆ่าผู้คนอย่างโหดร้ายเป็นจำนวนมาก ขนเอาทรัพย์สินเงินทอง แม้แต่การเผาองค์พระพุทธรูปทองคำเพื่อลอกเอาทองคำกลับไปเป็นสมบัติของบ้านเมืองตนเอง จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาต้องล่มสลายลง ไม่สามารถจะได้รับการบูรณะให้กลับมาเป็นเมืองหลวงได้อีกต่อไป
อนึ่ง บั้นปลายชีวิตของผู้ที่ทรยศต่อชาติผู้เป็นไส้ศึกให้ศัตรูก็ไม่ได้จบลงด้วยดี ในส่วนของพระยาจักรี ซึ่งหลังจากเสร็จศึกแม้จะได้รับการปูนบำเหน็จจากพระเจ้าบุเรงนองเป็นรางวัลมากมาย แต่สุดท้ายก็ต้องจบชีวิตด้วยการ “จมหีบ” คือถูกจับใส่หีบเหล็กถ่วงน้ำ เนื่องจากพระเจ้าบุเรงนองไม่อาจจะไว้วางใจคนที่คิดคดทรยศต่อแผ่นดินของตนเองได้
ส่วนพระยาพลเทพผู้คิดคดทรยศต่อชาติ เป็นไส้ศึกให้กับศัตรูในคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒ นั้น ไม่มีบันทึกในพงศาวดารว่าหลังจากนั้นแล้วเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่ก็น่าจะเชื่อได้ว่าคงประสบชะตากรรมที่เลวร้ายเช่นกัน จึงไม่มีผู้ใดบันทึกไว้
เหตุการร้ายระดับโลกที่เริ่มต้นจากการที่กองทัพอิสราเอลร่วมกับสหรัฐอเมริกา ได้ก่อเหตุสงครามโดยการใช้ขีปนาวุธจรวดที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเข้าถล่มประเทศอิหร่าน โดยไม่ได้ถล่มเพียงเป้าหมายทางการทหารเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเป้าหมายพลเรือนทั้งที่อยู่อาศัย ตลอดจนโรงพยาบาล และโรงเรียนประถมด้วย จนทำให้เด็กนักเรียนที่ส่วนใหญ่อายุยังน้อยต้องเสียชีวิตทันทีไปมากกว่า ๑๖๐ คน นับเป็นเรื่องที่โหดร้ายและขัดกับหลักมนุษยธรรมอย่างยิ่ง และเรื่องนี้อาจจะลุกลามจนกลายเป็นสงครามโลกก็ได้
แต่ที่สำคัญคือบุคคลที่เป็นเป้าหมายที่สหรัฐอเมริกาต้องการทำลายล้างคือผู้นำสูงสุด ซึ่งถือว่าเป็ผู้นำจิตวิญญาณของอิหร่านคือ อยาตอลเลาะห์อาลี คาเมเนอี ได้ถูกกระทำให้เสียชีวืตไปพร้อมกับครอบครัวทั้งหมด
มีคำถามว่าบุคคลระดับคาเมเนอีทำไมถึงถูกทำลายล้างได้อย่างง่ายดาย ทั้งๆ ที่น่าจะต้องอาศัยอยู่ในสถานที่เฉพาะ ที่มีความมั่นคงแข็งแรงอย่างที่สุดและมีการอารักขาที่เข้มแข็งให้ปลอดภัยอย่างที่สุดเช่นกัน
คำตอบที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ก็คือ ต้องมีผู้ที่ใกล้ชิดเป็นผู้ทรยศและทำตัวเป็นไส้ศึกส่งข้อมูลสถานที่อยู่ให้กับพวกอเมริกันและอิสราเอลอย่างแน่นอน ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่ใช่เป็นเรื่องยากอะไรแล้วที่ฝ่ายตรงข้ามจะใช้ภาพถ่ายดาวเทียมระบุสถานที่และใช้จรวดขีปนาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงยิงถล่มทำลายจนเสียชีวิตทั้งครอบครัวได้อย่างง่ายดาย แต่ทั้งนี้ไม่มีการรายงานสภาพศพที่พบแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพียงเศษชิ้นส่วนที่แหลกเหลว จากสะเก็ดระเบิดหรือซากชิ้นส่วนเศษหินเศษปูนของอาคารที่พักที่เข้าปะทะร่างกายก็ได้
คนทรยศหรือไส้ศึกจึงเป็นอ้นตรายที่ร้ายแรงที่สุดของทุกชาติ หรือแม้แต่องค์กรหรือหน่วยงานใดๆ ทั้งสิ้น
แล้วประเทศไทยของเราเล่า มั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีใครหรือองค์กรใดที่ปัจจุบันนี้มีพฤติกรรมในลักษณะนั้น หรือแม้แต่พฤติกรรมของการกัดเซาะบ่อนทำลายชาติอยู่
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าขณะนี้มีกลุ่มคนหรือขบวนการในชาติที่รับเงินจากต่างประเทศเพื่อดำเนินกิจกรรมบางอย่างที่อาจจะกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงภายใน และมีความพยายามที่จะขยายขอบข่ายมากขึ้น ซึ่งน่าจะโยงไปถึงกิจกรรมและการดำเนินการทั้งใต้ดินและบนดิน เช่น ความพยายามที่จะด้อยค่าของสถาบันกษัตริย์ ความพยายามที่จะตอกย้ำว่าเรารุกรานแผ่นดินคนอื่น ความพยายามให้คนไทยเองมีความแตกแยกทางด้านความคิด ซึ่งบางครั้งก็ใช้เรื่องเชื้อชาติ ศาสนามาเป็นตัวนำเรื่อง เช่น การแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้
จะเห็นว่ากระบวนการที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนั้น มีวัตถุประสงค์ร้ายทั้งหมด ไม่เป็นผลดีในระยะยาวของชาติแต่อย่างใด
ที่ร้ายยิ่งนักก็คือการที่พรรคการเมืองบางพรรค ได้พยายามทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ โดยการปลูกฝังความคิดเชิงลบให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ รวมทั้งความพยายามสร้างอาสาสมัครเพื่อระดมสรรพกำลังของผู้ที่คิดเชิงลบให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งย่อมจะเป็นอันตรายอย่างแน่นอน
ผู้บริหารระดับผู้นำจิตวิญญาณของพรรคบางพรรคหลายคน มีความเชื่อมโยงและได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลต่างชาติในหลายรูปแบบ มีการกระทำในลักษณะคล้ายไส้ศึก รับเอาแนวคิดของชาติที่ให้การสนับสนุนอยู่มานำเสนอ เป็นพวกซึ่งปากพูดอย่าง แต่ถึงเวลาทำกลับทำอีกอย่าง เชื่อถืออะไรไม่ได้เลย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ก็ไม่ได้ต่างจากคนทรยศหรือผู้ที่เป็นไส้ศึกแต่อย่างไรถือได้ว่าเป็นผู้ที่เกิดมารกแผ่นดิน และจะได้รับแต่สิ่งที่ไม่ดีในบั้นปลายชีวิตอย่างแน่นอน ตามกฎแห่งกรรม
ชาติจะมั่นคงหรือไม่ ประชาชนในชาติต้องมีความรักสมัครสมานสามัคคี อย่าให้คนหรือขบวนการใดๆ มากัดเซาะบ่อนทำลายได้ ต้องมีความรัก ผูกพัน พร้อมกับเทิดทูนสถาบันทั้งสามคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมทั้งรู้คุณแผ่นดินอันเป็นถิ่นที่เกิด และพร้อมที่จะร่วมกันทุกหมู่เหล่าเพื่อปกป้องแผ่นดินนี้ไว้ให้ตราบนานเท่านาน
ปิยะ เนตรวิเชียร

จับตาพรุ่งนี้!!! CIB แถลงผลปฏิบัติการ ตัดวงจรเครือข่ายล้งมะพร้าวนอมินีข้ามชาติ
ป.ป.ช.ยืดเวลาส่งคำร้องฟัน อดีต 44 สส. ก้าวไกล แก้ไข ม.112 ออกไปอีก
สะกดทุกสายตา ปู ไปรยา นั่งฟรอนต์โรว์ชมแฟชั่นโชว์ กระทบไหล่คนดัง
เอาแล้วไง! 'แบงก์กรุงเทพ' ออกกฎ 'บัญชี e-Saving' มีต่ำกว่า 2,000 ถอนเงินจากบัญชีไม่ได้
เลขาฯ กฤษฎีกา ชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. ปัดคุยแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี