วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
ปลายเดือน พ.ย.ปีนี้ น้ำท่วมปักษ์ใต้หนักมาก
หลายจังหวัดได้รับความเดือดร้อนสาหัส ไม่ว่าจะเป็น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี และยะลา
อำเภอหาดใหญ่ เสียหายหนัก เพราะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ประชาชนอยู่อาศัยหนาแน่น
ขณะนี้ สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ยังคงวิกฤต โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ติดลำน้ำสายหลัก
ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 239,000 ครัวเรือน (มากกว่า 645,000 คน)
หลายพื้นที่ระดับน้ำยังทรงตัว และบางพื้นที่มีระดับน้ำเพิ่มขึ้น
กองทัพภาคที่ 4 ผ่าน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ในแต่ละจังหวัด ยังคงระดมกำลังช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังตลอด 24 ชั่วโมง
จัดรถครัวสนามทำข้าวกล่องแจกจ่าย สนับสนุนกำลังพลช่วยขนกระสอบทราย เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง และตั้งเต็นท์เตรียมอพยพสัตว์ ช่วยขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง จัดรถ FTS ช่วยพื้นที่ อ.หาดใหญ่
เคลื่อนย้ายประชาชนที่ติดค้าง แจกน้ำดื่ม–อาหาร และช่วยผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ ฯลฯ
จิตอาสา กู้ภัย ทหาร ตำรวจ ปกครอง ปภ. ฯลฯ เร่งช่วยเหลือประชาชน แต่ยังมีประชาชนจำนวนมากติดค้างอยู่ในที่พัก และต้องการอพยพออกมา ก็มีทั้งเร่งเข้าไปช่วยเหลือ และหย่อนอาหาร เครื่องดื่มเข้าไปให้
บางส่วน ก็ไม่อยากออกมา รอน้ำลด ยังมีที่พออยู่ได้ บนชั้น 3
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำแบบรายชั่วโมงด้วย ระบบโทรมาตร ของกรมชลประทาน พบว่า ปริมาณน้ำสูงสุดจากพื้นที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ได้เคลื่อนมาถึงเขตเทศบาลนครหาดใหญ่แล้ว ระดับน้ำมีแนวโน้มทรงตัว หากไม่มีฝนตกหนักเพิ่มขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำอู่ตะเภาและบริเวณใกล้เคียง
1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โดยความเห็นชอบของ ครม. ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา
พร้อมแต่งตั้งให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว
เป็นการประกาศใช้กฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษ เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ถ้าจะต้องรื้อ ถอน ทำลาย หรือจัดการอะไรในพื้นที่ ทำได้หมด เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์ฉุกเฉิน
อันนี้ จะเป็นกลไกลที่ทำให้กำลังทหารเข้าไปช่วยแก้ไขสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่
ก่อนหน้านี้ นายกฯอนุทินลงพื้นที่ด้วยตนเองตั้งแต่วันที่สถานการณ์หนักขึ้นวันแรกๆ และลงซ้ำอีกรอบหนึ่งในวันต่อมา
2. เมื่อวานนี้ ที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกลาโหมส่วนหน้า โดยกองบัญชาการกองทัพไทย ในพื้นที่ภัยพิบัติ ที่ บน.56 อ.คลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) พร้อมด้วยพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประชุมผ่านระบบ VDO Conference ร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามการแก้ปัญหาในพื้นที่
ร.อ.ธรรมนัส อัปเดตภาพรวม ระบุว่า ได้มีการระดมความช่วยเหลือจากทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องไฟฟ้าที่โรงพยาบาลถูกตัด และผู้ป่วยฉุกเฉินต้องใช้ออกซิเจน ดังนั้น ขณะนี้ได้มีการตั้งศูนย์บัญชาการฯ โดยมีตนเองบัญชาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งจะติดตามสถานการณ์อยู่ที่หาดใหญ่ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
ตอนนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้สั่งการทุกเหล่าทัพ ระดมกำลังเข้ามาช่วยเหลือในพื้นที่นี้ทั้งหมด
ส่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แต่งตั้งศูนย์ของ ปภ.
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการตั้งศูนย์บัญชาการอยู่ที่โรงแรมซิกเนเจอร์ และเป็นศูนย์อพยพด้วย
การลำเลียงอาหารผู้ประสบภัย แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้ควบคุมดูแลทั้งหมด ซึ่งยืนยันว่า อาหารมีเพียงพอ แต่ขณะนี้จะต้องอพยพประชาชนที่เดือดร้อนออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด
คาดการณ์ว่า น้ำจากอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเกิดฝนตกหนักมาสมทบกับน้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ที่มีจำนวนมากอยู่แล้ว และน้ำทุกมุมไหลลงมารวมกันทั้งหมด ทำให้เกิดปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นสูง และมีความเชี่ยวและลึก ส่งผลให้เรือท้องแบนเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้ จึงได้มีการเพิ่มเรือหางยาวของชาวประมงเข้าไปช่วย และเรือจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ หรือ หน่วยซีล พร้อมกับส่งเรือเจ็ตสกีแรงม้าสูงเข้าไปช่วยเพิ่มเติม ซึ่งจะระดมช่วยเหลือในทุกจุด
ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของฝน และวันพรุ่งนี้จะเบาลง ดังนั้น การระบายน้ำจึงเป็นหน้าที่ของกรมชลประทาน ก็จะมีการระบายน้ำให้เร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้บานประตูทุกบานของลำน้ำ เปิดไว้หมดแล้ว ซึ่งคาดการณ์ว่า จะใช้เวลาประมาณ 3 วัน สถานการณ์จะคลี่คลาย
ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่า จะมีการช่วยเหลือจากทุกหน่วยงาน โดยจะแบ่งออกเป็น 2 โซน โดยใช้เส้นทางรถไฟเป็นหลัก ก็คือ โซนตะวันออก กับโซนตะวันตก และมีจุดที่จะนำรถทหาร และรถกรมชลประทาน รวมถึง ปภ. ไปตั้งในแต่ละจุด และใช้เจ็ตสกี หรือเรือที่สามารถผ่านกระแสน้ำแรงได้ เข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่แจ้งความช่วยเหลือเข้ามาทั้งหมด ขณะเดียวกันก็มีการสั่งอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งเฮลิคอปเตอร์จากทุกกองทัพภาค สแตนด์บายไว้จำนวน 10 ลำ
3. สิ่งสำคัญหลังจากนี้ ไม่ใช่เรื่องอำนาจมีไม่พอ แต่เป็นเรื่องการตัดสินใจ แผนช่วยเหลือ แผนกู้วิกฤต และการประสานความช่วยเหลือไปยังจุดที่คนต้องการความช่วยเหลือ แข่งกับเวลา
มองได้ว่า รัฐบาลจะใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบเข้าไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาในพื้นที่พิบัติภัย
ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกลาโหมส่วนหน้า ก็จะทำงานต่อเนื่อง โดยมีกองกำลังทหารเข้าไปทำหน้าที่เป็นมือเป็นไม้ ลุยแบบไม่ต้องกังวลข้อจำกัด เพราะอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน
4. เมื่อวานนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เผยว่า กรมบัญชีกลางได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด 9 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง และสตูล เพิ่มเติมจังหวัดละ 50 ล้านบาท
โดย ปภ.ได้ประสานจังหวัด เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และทันต่อสถานการณ์
อันนี้ จะทำให้เกิดความคล่องตัวขึ้นมาก เพราะช่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า และสามารถให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ครอบคลุมและทั่วถึงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการดำรงชีพ ด้านการเกษตร ด้านบรรเทาสาธารณภัย และด้านการปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวดเร็ว เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น
5. ทำไมน้ำท่วมหาดใหญ่รุนแรงกว่าทุกครั้ง?
GISTDA นำเสนอบทวิเคราะห์ “มหาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา 2568 ภัยพิบัติจากสภาพอากาศสุดขั้วและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง”
ระบุว่า อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์น้ำท่วมตามฤดูกาล แต่เป็นวิกฤตที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของปัญหาจากปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว และ ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา
โดยมีข้อมูลสำคัญจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ยืนยันว่า ระดับน้ำครั้งนี้ สูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดเมื่อปี พ.ศ. 2553
และบางแหล่งข้อมูลระบุว่า ปริมาณฝนสะสมสูงถึง 630 มิลลิเมตร ใน 3 วัน (19-21 พ.ย.)
ซึ่งมากกว่าปริมาณสูงสุดของปี 2553 (428 มม.) และจัดเป็นปรากฏการณ์ฝนตกหนักในรอบหลายสิบปี
เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงได้ปกคลุมภาคใต้ตอนล่าง ทำให้หลายพื้นที่เผชิญกับฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องหลายวัน สำหรับพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ ข้อมูลจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติระบุว่า ปริมาณฝนครั้งนี้สูงที่สุดในรอบหลายปี ส่งผลให้มีน้ำหลากเข้าท่วมชุมชนมากกว่า 100 แห่ง บางพื้นที่มีระดับน้ำสูงถึง 3 เมตร บ้านเรือน ถนน และโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายจนการสัญจรแทบเป็นไปไม่ได้ เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และรุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา
พื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสำคัญของจังหวัดสงขลา ลุ่มน้ำแห่งนี้มีต้นน้ำอยู่บริเวณอำเภอสะเดา ไหลผ่านพื้นที่เมืองหาดใหญ่ลงสู่ทะเลสาบสงขลาที่แหลมโพธิ์ ตำบลคูเต่า โดยรับน้ำจากคลองสาขาหลายสาย เช่น คลองสะเดา คลองหล้าปัง คลองตง และคลองประตู
ลักษณะภูมิประเทศตอนบนของลุ่มน้ำเป็นภูเขา โดยเฉพาะเทือกเขาน้ำค้างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาสันกาลาคีรี ส่วนตอนกลางและตอนล่างเป็นพื้นที่ราบลุ่มกว้าง ซึ่งมีการตั้งถิ่นฐานหนาแน่นอย่างเมืองหาดใหญ่ ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นจุดรับน้ำหลักของลุ่มน้ำทั้งหมด
ลักษณะภูมิประเทศเองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้น พื้นที่ตอนเหนือของลุ่มน้ำเป็นภูเขาและพื้นที่ลาดเอียง เมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำจะไหลลงสู่พื้นที่ราบอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีพื้นที่หน่วงหรือกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ขณะเดียวกัน พื้นที่ราบตอนกลางและตอนล่างซึ่งเป็นเขตเมืองมีสิ่งปลูกสร้างหนาแน่น ทำให้การซึมลงดินลดลงอย่างมาก น้ำจำนวนมหาศาลจึงไหลสะสมลงในพื้นที่ล่าง จนเกิดสภาวะที่เปรียบได้ว่า “น้ำลงมาเร็ว แต่ระบายออกช้า” อันเป็นสาเหตุสำคัญของน้ำท่วมขยายวงกว้างในเขตเมืองหาดใหญ่
นอกจากปริมาณฝนที่มากกว่าปกติแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ยังมีลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งคือ “ฝนตกแช่” (Stagnant Rainfall) หรือฝนที่ตกต่อเนื่องยาวนานโดยไม่มีช่วงให้ระดับน้ำได้ลดลงเลย ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายนจนถึงหลายวันถัดมา ฝนยังคงตกด้วยความแรงสลับเบา แต่ไม่หยุดสนิท ทำให้ดินอุ้มน้ำจนเต็ม ความสามารถในการดูดซึมน้ำลดลงจนเหลือศูนย์ น้ำผิวดินจึงไหลบ่าลงคลองอู่ตะเภาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืน ปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามาแบบไม่หยุดพักนี้ ทำให้ระบบลำน้ำและระบบระบายภายในเขตเมืองไม่สามารถรับมือได้ทัน เกิดการหนุนทับชั้นแล้วชั้นเล่า จนน้ำท่วมทวีความรุนแรงขึ้นในเวลาอันสั้น
เมื่อรวมเข้ากับปริมาณฝนที่ตกหนักกว่าปกติและตกต่อเนื่องหลายวัน ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่คลองอู่ตะเภามากเกินความสามารถของทั้งดิน ระบบลำน้ำ และระบบระบายน้ำในเขตเมืองในการรองรับ พื้นที่ราบตอนล่างซึ่งเป็นโซนรับน้ำสุดท้ายของลุ่มน้ำถูกน้ำท่วมซ้ำซากอีกครั้ง เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นผลลัพธ์ของทั้งสภาพอากาศสุดขั้วและข้อจำกัดด้านภูมิประเทศที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมโดยโครงสร้าง
ความรุนแรงของอุทกภัยครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดสงขลา ทั้งความเสียหายต่อเมือง ที่อยู่อาศัยประชาชน ระบบสาธารณูปโภคล่ม ระบบการขนส่ง เป็นต้น จนจังหวัดสงขลาได้ประกาศเขตภัยพิบัติทั้ง 16 อำเภอ และต้องเร่งอพยพประชาชนจำนวนมากออกจากพื้นที่เสี่ยง
เหตุการณ์น้ำท่วมลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนถึงความเปราะบางของพื้นที่ต่อสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและเมืองหาดใหญ่ รวมถึงลุ่มน้ำอื่นๆ ที่มีลักษณะปัจจัยใกล้เคียง สามารถรับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วมที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต
ขณะนี้ สำคัญที่สุด ขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัย และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนของเราทุกคน
และขอแช่ง อ้ายอี มันผู้ใดก็ตาม ที่พยายามเอาสถานการณ์น้ำท่วมมาเล่นการเมือง ปั่นกระแสสร้างข่าวเท็จ บิดเบือน ปลุกปั่น เพียงเพราะหวังผลดิสเครดิตคู่แข่งการเมือง หรือหาแสงให้ตัวเอง ขอให้เป็นฝ่ายฉิบหาย
สารส้ม

ยิปซีพยากรณ์ดวงรายวัน ประจำวันพุธ 3 มีนาคม 2569
สเปนประกาศชัด ไม่ให้ สหรัฐ ใช้ฐานทัพโจมตี อิหร่าน
สงครามเปลี่ยนโฉม สมุย-พะงัน ต่างชาติไม่ได้มาเที่ยว แต่ปักหลักใช้ชีวิตยาว
ปราชญ์ สามสี ไขข้องใจยกโมเดลโจมตีผู้นำอิหร่านใช้กับเขมรได้หรือไม่!?
พุ่งพรวด! 'ปั๊มเชลล์' ปรับขึ้นราคาน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ลิตรละ 1.50 บ. ดีเซล 4.20 บ.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี