วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ยังไม่คลี่คลาย
หลายจังหวัดยังเดือดร้อนหนัก
ในอำเภอหาดใหญ่ก็ยังวิกฤต แต่ระดับในลำคลองหลักที่ไหลเข้าเมืองเริ่มลดระดับลงแล้ว
ท่ามกลางปัจจัยแทรกซ้อนที่เกิดจากพวกต่ำทราม อย่างปล่อยข่าวเท็จ (ขนศพ ฮ.ตก ฯลฯ)
ปั่นสถานการณ์เพื่อหวังผลการเมือง ฯลฯ
1. “คนตาย 80 ศพ” – “ฮ.ตก” คือ ข่าวปลอมล่าสุด ที่ถูกปล่อยแบบหวังผล และมีสื่อใหญ่ รวมทั้งอินฟลูฯที่มีผู้ติดตามหลายล้านนำไปขยายต่อ (เจตนาดี หรือเจตนาร้าย)
การปล่อยข่าวปลอม ข่าวปลอมที่ทำลายขวัญกำลังใจประชาชนละคนทำงาน
ข่าวปลอมที่สร้างความแตกแยก กระทบต่อการทำงานแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชาวบ้าน
ข่าวปลอมเหล่านี้ เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการแก้ปัญหาสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง เพราะทำให้เกิดการชะงัก เสียเวลา ละล้าละลัง ขาดการร่วมมือ ฯลฯ จนทำให้เสียโอกาสในการเร่งชาวชีวิตคน
ข่าวปลอม มีส่วนทำให้คนตาย หรือทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าที่ควรจะเป็น
ตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน สามารถเอาผิดคนปล่อยข่าวปลอมได้อย่างเด็ดขาด สมควรที่จะนำมาใช้ในหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้
2. คำสั่งเร่งด่วน ผบ.ทสส. “ความปลอดภัยของประชาชน คือ ภารกิจสูงสุดของกองทัพไทย”
ตามที่รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากอุทกภัยรุนแรงจากฝนตกหนักต่อเนื่อง
นายกฯ ได้มอบหมายให้ พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
และมีประกาศจัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า” หรือ ศป.กฉ.ส่วนหน้า ขึ้น เพื่อบูรณาการกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรจากทุกเหล่าทัพ รวมทั้งส่วนราชการและภาคเอกชนต่างๆ เข้าสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดสงขลาอย่างเร่งด่วนและเป็นเอกภาพ
พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้สั่งการให้ ศป.กฉ.ส่วนหน้า ระดมกำลังทุกหน่วยงานของกองทัพไทย ประสานงานกับ ปภ., ตำรวจ, และหน่วยทหารในพื้นที่ เพื่อเร่งลำเลียงอาหารและสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้ถึงมือประชาชนอย่างรวดเร็วที่สุด และทั่วถึง เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่สงขลา-หาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง!
ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) ได้จัดกำลังพล และยุทโธปกรณ์ลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งหลายชุมชนยังคงมีระดับน้ำเพิ่มสูง และกระแสน้ำไหลแรงอย่างต่อเนื่อง
หน่วยปฏิบัติได้จัดชุดแพทย์ทหาร ออกให้บริการดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่กลุ่มเปราะบาง และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งสนับสนุนโดรนลำเลียงอาหาร และเวชภัณฑ์ ในพื้นที่ที่การเข้าถึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก
นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรจากทุกเหล่าทัพ พร้อมทั้งความร่วมมือจากส่วนราชการ และภาคเอกชน เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างเต็มที่
ศป.กฉ.ส่วนหน้า มีที่ตั้ง ณ กองบิน 56 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ศป.กฉ.ส่วนหน้า ได้เข้าปฏิบัติภารกิจตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 และจะจบภารกิจเมื่อสถานการณ์คลี่คลายอย่างสมบูรณ์
3. ระดับน้ำหาดใหญ่ ผ่านจุดเลวร้ายที่สุดแล้ว และหลังจากวันที่ 27 พ.ย. แนวโน้มฝนภาคใต้จะลดลง
สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ เปิดเผยข้อมูลล่าสุด (26 พ.ย. 2568) ระบุถึงภาพรวมระดับน้ำในแม่น้ำและคลองสายหลักของทั้งคลองอู่ตะเภา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แม่น้ำปัตตานี จ.ปัตตานี แม่น้ำสายบุรี จ.นราธิวาส
ส่วนใหญ่แนวโน้มเริ่มทรงตัว และลดลงแล้ว
แต่ฝนในพื้นที่ยังมีตกมาเติมอยู่เรื่อยๆ ดังนั้น 26-27 พ.ย. 2568 จึงยังขอให้ติดตามอย่างใกล้ชิด
ส่วนจังหวัดสงขลา พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เฝ้าระวังอันตรายจากฝนตกสะสม และจะยังมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ในเกณฑ์มากกว่า 100-200 มม. ต่อวันอยู่ช่วงวันนี้ และวันพรุ่งนี้ ฝนตกหนักมากจะลดลงอยู่ในเกณฑ์ 100-150 มม. ต่อวัน
หลังจากวันที่ 27 พ.ย. 2568 แนวโน้มฝนภาคใต้จะลดลง
นายเลอบุญ อุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา) ระบุว่า ปัจจุบันพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยมี 7 จังหวัด ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล พัทลุง สงขลา และ นครศรีธรรมราช
เฉพาะพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ระดับนํ้าล้นตลิ่งอยู่หลายแห่ง ต้นนํ้าอยู่ที่คลองอู่ตะเภา อีกเส้นคือเขาคอหงส์และคลองหวะ ที่ไหลมารวมกัน ก่อนผันนํ้าเข้าคลอง ร.1 ซึ่งปีนี้ถูกใช้งานเกินศักยภาพ ส่งผลให้เกิดนํ้าท่วมในพื้นที่
ส่วนรอบปีที่เกิดอุทกภัยในครั้งนี้ นายเลอบุญ ระบุว่า ไม่ได้หมายความว่า 300 ปี เกิดครั้ง เปรียบเทียบง่ายๆ คือ มีลูกบอล 300 ลูก เอามือหยิบลูกบอล 1 ลูก มีโอกาสน้อยมากที่จะเจอลูกบอลที่เป็นปัญหา
สําหรับระดับนํ้าที่สถานี X.44 คลองอู่ตะเภา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ปีนี้พบว่า ระดับนํ้าสูงสุด 9.97 ม.รทก. (เมตรเทียบระดับน้ำทะเลปานกลาง) เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2568 สอดคล้องปริมาณในที่ตกในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 27 - 29 พ.ย. 2568 นี้ ปริมาณฝนจะลดลงตามลําดับ ส่งผลให้สถานการณ์ในหลายพื้นที่คลี่คลายลงระดับนํ้าก็เริ่มลดระดับลงต่ำกว่าตลิ่ง
จากนั้น กรมชลประทานจะนําเครื่องสูบนํ้า 453 ตัว เครื่องผลักดันนํ้า 210 เครื่อง รถบรรทุกนํ้า 30 คัน และ เครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ รวม 1,143 เครื่อง เข้าไปติดตั้งเพื่อเร่งสูบนํ้าออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด โดยมีการวางแผนไว้หมดแล้วและอาจมีการปรับแผนตามความเหมาะสม
ปัจจุบันติดตั้งแล้ว 183 เครื่อง เป็นเครื่องสูบนํ้า 153 ตัว และ เครื่องผลักดันนํ้า 30 เครื่อง
นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ระดับน้ำในคลองอู่ตะเภาที่ไหลผ่านเทศบาลนครหาดใหญ่ลดลงต่อเนื่อง
โดยวานนี้ระดับน้ำสูงสุดเมื่อเวลา 11.00 น. จากนั้นได้ลดลงตามลำดับ จาก 9.97 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง วัดเมื่อเวลา 08.00 น.
เช้าวันนี้ เหลือ 8.82 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลดลงไป 1.15 เมตร
คาดการณ์ว่าเช้าวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 จะเข้าสู่ระดับตลิ่ง แต่จะต้องรอจนกว่าน้ำลดต่ำกว่าปากท่อระบายน้ำจึงจะติดตั้งเครื่องสูบน้ำได้
ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ได้เตรียมเครื่องสูบน้ำไว้แล้ว โดยในวันที่ 28 พฤศจิกายน ระดับน้ำจะลดลงจนต่ำกว่าปากท่อระบายน้ำแน่นอน จึงพร้อมติดตั้งทันที เพื่อเร่งระบายน้ำออกทะเล มั่นใจว่าหากไม่มีฝนมาเพิ่ม สถานการณ์น้ำในอำเภอหาดใหญ่จะเข้าสู่ภาวะปกติในสัปดาห์
4. ประเด็นเรื่อง “ข้อมูลน้ำ” ตามที่นำเสนอไปนั้น เป็นข้อมูลสำคัญมาก แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้ข้อมูล คือ การแปรข้อมูลไปสู่การตัดสินใจ และสื่อสารกับประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของ อปท.ในพื้นที่
วิกฤตน้ำท่วมในเขตอำเภอเมืองหาดใหญ่ครั้งนี้ มีเสียงสะท้อนที่น่าสนใจจากคนในพื้นที่ ผศ.นพ.คณิน คะนึงวนิชกุล รพ.สงขลานครินทร์ โพสต์เฟซบุ๊ก “Khanin Khanungwanitkul” วิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจเตือนภัยของ “เทศบาลนครหาดใหญ่” อย่างตรงไปตรงมา นับเป็นกรณีศึกษาน่าสนใจ
เนื้อหาบางส่วน ระบุว่า
“... ราบพนาสูญ น่าจะเป็นคำที่แสดงนิยามของน้ำท่วมครั้งนี้ได้ดีที่สุด บางคนสูญเสียแทบทุกสิ่งที่สร้างมาทั้งชีวิต
- ทุกฤดูฝน ชาวหาดใหญ่จะฟังเทศบาลเป็นหลัก เพราะส่วนกลาง เช่น กรมอุตุฯ จะใช้คำซ้ำๆ ที่พิมพ์ในประกาศเช่น ระวังน้ำท่วมเฉียบพลัน ดินถล่ม ซึ่งบางครั้ง ตกแค่เล็กน้อย กรมอุตุฯ ก็ใช้คำพูดที่ไม่ต่างกัน ไม่ได้สื่ิอถึงความรุนแรง แต่เทศบาลจะสื่อสารโดยใช้ระบบ
สีธง ซึ่งชาวหาดใหญ่จะเข้าใจว่าคืออะไร
- ในรอบนี้ มีระบบแจ้งเตือนจากส่วนกลางก่อน แต่.. เทศบาลกลับสื่อสารไปคนละทาง แม้ทุกคนได้รับสัญญาณเตือน แต่เทศบาลกลับยังบอกประชาชนว่า ธงเขียว
- สิ่งที่ตามมาคือ คนหาดใหญ่ก็ต้องเชื่อสิ่งที่เทศบาลสื่อสารมาโดยตลอดทั้งชีวิต และมองคำเตือนที่ดังจากในระบบเป็นแค่ข้อความที่เหมือนคำเตือนทุกๆ ครั้ง ของกรมอุตุ
- วันศุกร์ 21.00 น. ผมได้รับข่าวว่าคอหงส์ ยกธงแดง สิ่งที่ทำคือ รีบบอกพ่อว่า คอหงส์ ธงแดง ป๊าเอารถเก็บที่สูงก็ดี แต่หาดใหญ่ยังโอเค นายกเทศบาลบอกเอาอยู่
- 5 นาทีหลังวางสาย พ่อโทรมาบอกน้ำเต็มถนนในเมืองแล้ว แต่อาจจะเป็นแค่น้ำระบายไม่ทันเพราะฝนหนักมาก หลังจากนั้นไม่ถึงชั่วโมงทราบว่าหาดใหญ่ขึ้นธงเหลือง ผมรีบขับเพื่อจะเข้าบ้าน แต่ทางถูกตัดขาดเรียบร้อยระหว่าง จาก ม.สงขลานครินทร์ เข้าเมือง
- ไม่เกินชั่วโมง ทั้งเมืองเริ่มโกลาหล และข่าวก็ประกาศธงแดงแทบในทุกพื้นที่ของหาดใหญ่ และผมคลาดกับพ่อแม่โดยสมบูรณ์
- จากธง เขียว -> แดง เวลาน้อยมาก แทบไม่มีใครเตรียมอะไรทันแน่นอน
- วันอาทิตย์ น้ำเริ่มลด ผมรีบกลับบ้านเพื่อจะพาพ่อเข้ามาในมหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่ได้คำตอบคือ ในวิทยุบอกน้ำเริ่มลดแล้ว ทางเทศบาล กับ นายกเทศมนตรีบอก เป็นแค่น้ำหลากรอระบายมันลงเร็ว พรุ่งนี้ทุกอย่างก็เป็นปกติ (แต่ขณะนั้นทุก model forecast ว่าฝนชุดใหญ่กำลังจะมาอีก)
- แทนที่จะเตือนประชาชนให้เตรียมรับน้ำมหาศาลอีกระลอก กลับบอกในแง่ดีว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย
- เย็นวันนั้นฝนเริ่มกระหน่ำอีก ผู้คนที่เริ่มทำความสะอาดบ้าน และพร้อมตื่นมาทำงานกลับพบว่าน้ำเริ่มทะลักเข้าบ้านอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว น้ำมาเร็วมาก หลายคนเข้าบ้านไปช่วยครอบครัวขนของขึ้นชั้น 2 แล้วออกมาไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็ว และระบบไฟ ระบบสื่อสารก็ถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง
- น้ำท่วมขึ้นสูงจนมิดชั้น 2 หลายคนที่ติดอยู่ออกมาไม่ได้ รวมถึง หมอ อาจารย์แพทย์ ที่รู้จัก ขณะนี้ก็ไม่ทราบชะตากรรม ได้เห็นโพสต์ขอความช่วยเหลือ ว่าน้ำกำลังท่วมคนในบ้านออกมาไม่ได้เพราะหน้าต่างเป็นลูกกรง เสียงขอความช่วยเหลือถูกตะโกน ออกทางหน้าต่างไปทั้งเมือง แต่เรือที่จะช่วยเหลือกลับแทบไม่มี
- คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตุนเสบียงแม้แต่น้อย รวมถึงพ่อ แม่ที่บ้าน ก็แทบติดต่อไม่ได้ ไม่รู้ชะตากรรม
คำถาม
- ทำไมระบบแจ้งเตือนเทศบาลรอบนี้มันถึงแย่ได้ขนาดนี้ ทำไมกล้าพูดว่าเอาอยู่ มันคือชีวิตคนทั้งเมือง เอามาทำเป็นเล่น งูๆ ปลาๆ แบบนี้ได้เหรอ น้ำท่วมมันเป็นภัยธรรมชาติไม่มีใครโทษใครได้ เพราะครั้งนี้มันหนักจริง แต่สิ่งหนึ่งที่ความเสียหายมากขนาดนี้ คือ ข่าวที่ออกมาจากเทศบาลเพื่อหน้าตาหรืออะไรก็ตาม
คณะทำงานหาดใหญ่ที่ดูพยากรณ์ปริมาณฝนไม่เป็น มันจะควรมาทำงานเพื่อหาดใหญ่เหรอ...”
5. อย่างไรก็ตาม น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ ก็ต้องยอมรับว่า ปริมาณน้ำฝน เยอะเป็นประวัติการณ์ เกินคาดหมาย
ปริมาณฝนสะสมสามวัน ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. จนถึงวันที่ 21 มากถึง ๖๓๐ มม. และปริมาณฝนวันเดียวจากเช้าวันที่ 21 ถึงเช้าวันที่ 22 ยิ่งหนักขึ้นไปอีกถึง ๓๗๐ มม. และเป็นการตกหนักอย่างต่อเนื่องไม่หยุด
อย่างที่เรียกว่า “ฝนตกแช่” คือ แช่อยู่ตรงนี้ ไม่เคลื่อนไปไหนเลย
นอกจากนี้ โดยปกติ น้ำที่ไหลเข้ามาท่วมเมืองหาดใหญ่นั้น จะไหลมาทางทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งตั้งแต่มีคลอง ร.1 (ทำสมัยลุงตู่) ไว้รองรับมวลน้ำให้ไหลออกทะเลสาบสงขลาแล้ว ก็แบ่งเบาวิกฤตจากอุทกภัยไปได้มาก
แต่วิกฤตครั้งนี้ มีทั้งฝนหนักมากในพื้นที่ และมีมวลน้ำมหาศาลจากแนวเขาคอหงส์ ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออก ไหลลงมาสู่เมืองหาดใหญ่
บทเรียนสำคัญอย่างหนึ่ง ที่เราควรเรียนรู้จากวิกฤตครั้งนี้ คือ การประเมินสถานการณ์จากข้อมูลน้ำ โดยเฉพาะ อปท.ในท้องถิ่น ต้องรอบคอบ ไม่ประมาท
รวดเร็ว ทันเหตุการณ์
และในอนาคต หาก อปท.ประเมินและเตือนให้อพยพ ประชาชนในพื้นที่เองก็ต้องตระหนักว่า “ปลอดภัยไว้ก่อน”
สารส้ม

ยิปซีพยากรณ์ดวงรายวัน ประจำวันพุธ 3 มีนาคม 2569
สเปนประกาศชัด ไม่ให้ สหรัฐ ใช้ฐานทัพโจมตี อิหร่าน
สงครามเปลี่ยนโฉม สมุย-พะงัน ต่างชาติไม่ได้มาเที่ยว แต่ปักหลักใช้ชีวิตยาว
ปราชญ์ สามสี ไขข้องใจยกโมเดลโจมตีผู้นำอิหร่านใช้กับเขมรได้หรือไม่!?
พุ่งพรวด! 'ปั๊มเชลล์' ปรับขึ้นราคาน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ลิตรละ 1.50 บ. ดีเซล 4.20 บ.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี