วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569
“มาตรการ Cash Rebate” ส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลลุงตู่
ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม
ดึงดูดกองถ่ายต่างชาติเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย สร้างการจ้างงาน และยังได้เผบแพร่เสน่ห์ของประเทศไทยออกไปในผลงานเหล่านั้นด้วย
เหมือนเอากุ้งฝอยไปตกปลากะพง
พอมายุคนายกฯ น้าหนู เจ้าของวาทะ “ลุงตู่ก็เจ้านายผม อะไรดีผมเอามาทำต่อเหมือนคนละครึ่งพลัส”
ก็ปรากฏว่า ครม. เห็นชอบมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ และมาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของต่างชาติ
เดินหน้า “มาตรการ Cash Rebate” ส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทย ละคร ซีรี่ส์ และมิวสิกวีดีโอในประเทศอย่างเต็มที่
เรียกว่า “พลัส” หรือเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กองถ่ายคนไทยเราด้วย
เพื่อสนับสนุนการผลิตผลงานดีๆ ของคนไทย ยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างงาน สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยต่อไป
ตามการผลักดันของกระทรวงวัฒนธรรม ยุครัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์
วันก่อน จึงเห็นข่าวศิลปิน ดารา คนดังในภาคอุตสาหกรรมบันเทิงมากมาย เข้าพบนายกฯ อนุทิน แสดงความขอบคุณต่อภาครัฐในการเดินหน้า “มาตรการ Cash Rebate”
1. มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ
หลายคนอาจไม่ทราบว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์และสาระบันเทิงรูปแบบอื่น (Content) ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ละครและซีรี่ส์ มิวสิกวีดีโอ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างสูง
ยกตัวอย่าง ตลาดภาพยนตร์ไทยกลับมาเป็นกระแสนิยม ในปี 2567 ภาพยนตร์ไทยมีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศนำหน้าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดของสหรัฐอเมริกา
โดยภาพยนตร์ไทยมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 54 ของส่วนแบ่งการตลาด
แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการแข่งขันของภาพยนตร์ไทยกับภาพยนตร์ต่างชาติ
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจหลายระดับ
ในปี 2566 อุตสาหกรรมภาพยนตร์มีการจ้างงานรวมกว่า 45,035 ตำแหน่ง มีรายได้รวมกว่า 77,635 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ
การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย จึงเป็นการสร้างแต้มต่อและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทย ให้สามารถผลิตผลงานที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานระดับสากล รวมทั้งการส่งออกภาพยนตร์ไทยจะเป็นการสร้างผลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร จึงจำเป็นต้องมีมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ
1.1 สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ
สิทธิประโยชน์หลัก : ได้รับเงินสนับสนุน ร้อยละ 15 ของค่าใช้จ่ายในการผลิตต่อเรื่อง ที่มีวงเงินตั้งแต่ 15 ล้านบาทขึ้นไป
สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม :
(1) กรณีภาพยนตร์มีการนำเสนอเรื่องราวหรือเนื้อหาที่สร้างสรรค์ในประเด็นตามที่คณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศกำหนด สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ร้อยละ 5
(2) กรณีภาพยนตร์มีค่าใช้จ่ายในการผลิตต่อเรื่องตั้งแต่ 40 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่ถึง 50 ล้านบาทสามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ร้อยละ 2.5 หรือมีค่าใช้จ่ายในการผลิตต่อเรื่องตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ร้อยละ 5
(3) กรณีภาพยนตร์ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ต่างประเทศหรือฉายในช่องโทรทัศน์ต่างประเทศไม่น้อยกว่า 4 ประเทศ หรือฉายในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง 1 แพลตฟอร์ม โดยแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต้องมีการฉายในต่างประเทศ ไม่น้อยกว่า 4 ประเทศ โดยอย่างน้อยหนึ่งประเทศ ต้องอยู่นอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ร้อยละ 5
1.2 เงื่อนไขของมาตรการ
- มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศเป็นมาตรการที่กำหนดภายใต้รัฐบาลไทย โดยคณะกรรมการพิจารณาเงินสนับสนุนสำหรับมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศตรวจเอกสารและหลักฐานการเงินแล้ว ว่าถูกต้องตามระเบียบที่กรมสรรพากรกำหนดโดยมีค่าใช้จ่ายในประเทศไทย ตั้งแต่ 15 ล้านบาท ขึ้นไปต่อเรื่อง
.jpg)
.jpg)
.jpg)
- โครงการสร้างภาพยนตร์ที่เสนอขอรับการสนับสนุนต้องไม่ขัดต่อกฎหมายหรือมีข้อพิพาทกับผู้อื่น
- ค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาคำนวณเงินสนับสนุนได้ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายก่อนการผลิตค่าใช้จ่ายในการผลิต และค่าใช้จ่ายหลังการผลิต โดยไม่นับรวมถึงค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ และการทำการตลาด
- ค่าใช้จ่ายนอกประเทศไทย ดอกเบี้ยเงินกู้ค่าของขวัญ ค่ากิจกรรมสันทนาการหรือเงินรางวัลไม่รวมอยู่ในค่าใช้จ่ายในการคำนวณเงินสนับสนุนได้
- กรณีภาพยนตร์ได้รับการสนับสนุนหรือได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการอื่นใดของภาครัฐไทยไม่สามารถขอรับการสนับสนุนมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศได้
- ภาพยนตร์ที่จะขอรับสิทธิประโยชน์ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ฯ ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 หรือเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ วธ. กำหนด
- ภาพยนตร์ที่จะขอรับสิทธิประโยชน์ได้ ประกอบด้วย ภาพยนตร์ไทย ละครและซีรี่ส์ไทย และมิวสิกวีดีโอไทย
- ในกรณีดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าสิทธิประโยชน์ตามมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศที่ได้รับอนุมัติเป็นอันยกเลิก (1) กรณีผู้มีสิทธิได้รับเงินสนับสนุนไม่สามารถถ่ายทำ
ภาพยนตร์หรือยื่นเอกสารหลักฐานตามระยะเวลาที่กำหนด (2) กรณีการถ่ายทำภาพยนตร์ของผู้มีสิทธิได้รับเงินสนับสนุนมีเนื้อหาขัดต่อกฎหมายไทย บิดเบือน หรือลดทอนภาพลักษณ์ของประเทศไทยหรือสถาบันหลักของชาติ
1.3 ประมาณการรายจ่ายและแหล่งเงินที่ใช้ตลอดระยะเวลาดำเนินการ
ขอรับการจัดสรรต่อปี ประมาณปีละ 1,500 ล้านบาท
โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงินประมาณ 400 ล้านบาท และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป จะขอรับการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี วงเงินประมาณ 1,500 ล้านบาท ต่อปี
ทำให้เกิดผลประโยชน์คุ้มค่า ช่วยรักษาระดับการลงทุนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และคอนเทนต์ไทย และคงปริมาณการผลิตภาพยนตร์และการจ้างงานในอุตสาหกรรม
การกระตุ้นให้เกิดการผลิตผ่านการให้เงินสนับสนุน จะทำให้ภาพยนตร์ไทยได้รับการยกระดับการผลิตให้มีคุณภาพสูงขึ้น มีจำนวนภาพยนตร์ไทย ที่มีทุนสร้างสูงในระดับสากลมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ภาพยนตร์ไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการดำเนินมาตรการฯ จะทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 4,600 ล้านบาท ต่อปี
2. มาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของต่างชาติ
ครม.น้าหนู มีมติเห็นชอบในหลักการมาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตคอนเทนต์ของต่างชาติ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ
โดยมาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของต่างชาติ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านการให้เงินสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในสาขาแอนิเมชั่นวิชวลเอฟเฟกต์ (Visual Effects) และงานหลังการผลิต (Post-Production) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างรายได้จากต่างประเทศ และพัฒนาศักยภาพแรงงานทักษะสูงของไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ภาพรวมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย เป็นอุตสาหกรรมที่มีการจ้างผลิตมูลค่าสูงผู้ผลิตงานด้านดิจิทัลคอนเทนต์ในประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญ มีเครื่องมือการผลิตมาตรฐานระดับสากล และมีแรงงานทักษะสูง จึงดึงดูดผู้ประกอบการต่างชาติให้เข้ามาจ้างผู้ประกอบการไทยให้ผลิตงานดิจิทัลคอนเทนต์จำนวนมาก
สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA) ได้รายงานมูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยในปี พ.ศ. 2567 ว่า มีการจ้างรวมกว่า 3,322 ล้านบาท
แบ่งเป็นมูลค่าการผลิตใช้ในประเทศ 1,019 ล้านบาท และมูลค่าการรับจ้างจากต่างประเทศ 2,303 ล้านบาท
แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยในเวทีนานาชาติมีคุณภาพสูงและสามารถแข่งขันได้
แต่เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีมาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ จึงทำให้เกิดความเสียเปรียบในการแข่งขัน ผู้ประกอบการต่างชาติส่วนมากจะไปจ้างผู้ประกอบการในประเทศที่มีมาตรการให้เงินสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการจ้างมากกว่า เช่น สหพันธรัฐมาเลเซีย มีมาตรการให้เงินสนับสนุนร้อยละ 30 – 35 ไต้หวัน มีมาตรการให้เงินสนับสนุนร้อยละ 30 สาธารณรัฐฟิลิปปินส์มีมาตรการให้เงินสนับสนุนร้อยละ 20 และนิวซีแลนด์ มีมาตรการให้เงินสนับสนุนร้อยละ 20
การส่งเสริมการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของต่างชาติ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความได้เปรียบและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยในเวทีนานาชาติ และยังก่อให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มในอุตสาหกรรมฯ ในประเทศไทยซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาในด้านที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม เกิดการพัฒนาทักษะและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับต่างชาติ
การให้สิทธิประโยชน์มาตรการเงินคืน (Cash Rebate) เพื่อสนับสนุนการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ เป็นการสร้างแต้มต่อและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมแอนิเมชั่นของไทย
2.1 ผู้มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์
คือ บริษัทต่างชาติที่มีสัญญาจ้างบริษัทไทยวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต่อสัญญา และมอบหมายให้ผู้ประกอบการไทยเป็นผู้ยื่นคำขอรับสิทธิประโยชน์แทน
โดยผู้ประกอบการไทยที่เป็นผู้รับจ้าง ต้องเป็นนิติบุคคลด้านแอนิเมชั่น วิชวลเอฟเฟกต์ หรือ Post-Production มีผู้ถือหุ้นและกรรมการ กึ่งหนึ่งเป็นคนไทย เปิดกิจการไม่น้อยกว่า 2 ปี มีค่า
ใช้จ่ายจ้างพนักงานไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และมีสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศไทย
2.2 สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ
คือ เงินสนับสนุนร้อยละ 20 ของค่าจ้างตามสัญญา
2.3 เงื่อนไขการเข้าร่วมมาตรการ
ได้แก่ ผู้ประกอบการไทยที่เป็นผู้รับจ้าง ต้องยื่นแสดงความประสงค์ขอรับสิทธิมาตรการก่อนเริ่มดำเนินการตามรายการรับจ้างและสามารถยื่นได้หลายสัญญา
โดยภาครัฐจะจ่ายเงินคืนครั้งเดียวแก่บริษัทต่างชาติโดยตรงเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จตามสัญญา มีหลักฐานการส่งมอบงาน และหลักฐานการรับเงินค่าจ้างบริษัทต่างประเทศ
2.4 ประมาณการวงเงินที่จะขอรับการจัดสรรงบประมาณต่อปี
ประมาณปีละ 500 ล้านบาท
โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะขอรับการจัดสรรงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 200 ล้านบาท
และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป จะขอรับการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีวงเงินประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี
ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น คือ ทำให้ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมด้านแอนิเมชั่นและกระบวนการให้บริการด้านงานหลังการผลิต (Post - Production Service) มีความได้เปรียบและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันการเจรจาธุรกิจกับผู้จ้างจากต่างประเทศ ลดค่าเสียโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ดึงดูดการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายในการจ้างงานหลักในอุตสาหกรรม อีกทั้งเป็นการช่วยส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานในประเทศไทย เกิดการพัฒนาทักษะลดการเคลื่อนย้ายของแรงงานไทยที่จะออกไปทำงานที่ต่างประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรม
สารส้ม

พรุ่งนี้ราคาน้ำมันพุ่ง ดีเซลขยับแรง 3.50 บาท/ลิตร เบนซินไม่น้อยหน้าบวกเพิ่ม 70 สตางค์
ก็แดดมันร้อน! หมอเจด เตือนอันตราย ฮีทสโตรก แดดไทยพุ่ง 50 องศา เสี่ยงวูบดับ เช็กอาการก่อนสายเกินแก้
ศาลยกฟ้อง ‘อดีตพระพรหมเมธี’ คดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาปริยัติธรรม สั่งคืนเงิน 5 ล้าน ให้สำนักพุทธฯ
บิ๊กแจ๊สเอาจริง! ดีเดย์ 10 เม.ย.ลด 4.54 สต./ลิตร ดัน อบจ.ทั่วประเทศร่วมด้วย
สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี