วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569
พรรคประชาชน ภายใต้การนำของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กำลังเผชิญกับแรงต้านจากสังคม การหาเสียงของเขาในหลายๆ พื้นที่ถูกปฏิเสธและถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะเรื่องสำคัญคือ ท่าทีของพรรคส้มต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และต่อกองทัพ/ทหาร
ล่าสุด การชูคำขวัญ “มีเรา ไม่มีเทา” ก็ดูท่าว่าจะเป็นแค่ “ลมปาก” หรือ “คำโฆษณา” ที่ไม่น่าเชื่อถือ เมื่อผู้สมัคร สส. รายหนึ่ง ถูกตำรวจจับกุมตัวด้วยข้อหาฟอกเงิน ที่เกี่ยวพันกับการค้ายาเสพติด
1) วันที่ 29 ธันวาคม 2568 พล.ต.อ.สำราญ นวลมารองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำกำลังตำรวจ เข้าขยายผลจับกุมเครือข่ายยาเสพติดชาวลาว โดยจับกุมผู้ต้องหา 2 รายซึ่งเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นบริษัท เกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินยาเสพติด ซึ่งตำรวจพบข้อมูลว่า บริษัทดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนกว่า 20,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 50 บัญชี และเมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าโอนไปยังผู้สมัคร นายบุญฤทธิ์เรารุ่งโรจน์ หรือแบงค์ เป็นผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 33 บางพลัด-บางกอกน้อย(ยกเว้นแขวงศิริราช) พรรคประชาชน
2) ต่อมา นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน แถลงข่าวด่วนเปลี่ยนตัวผู้สมัคร ว่า พรรคประชาชนได้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้สมัครทุกคนแล้ว ในกรณีของบุญฤทธิ์นั้น ไม่มีการออกหมายเรียก แต่ออกเป็นหมายจับเลยในวันที่ 17 ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พรรคได้ตรวจประวัติผู้สมัครทุกคนเสร็จสิ้นไปแล้ว พรรคจึงไม่ทราบเรื่องมาก่อน
3) ต่อมา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ย้ำถึงเรื่องนี้เช่นกันว่า หมายจับของบุญฤทธิ์ออกมาวันที่ 17 ธ.ค. ทำให้ไม่พบประวัติในระบบ อยากจะขอโทษประชาชนต่อสิ่งนี้เกิดขึ้น และยืนยันว่าจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้นกว่าเดิม
หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุด้วยว่า ถึงแม้ว่ากรณีของบุญฤทธิ์จะยังไม่สิ้นสุดตามกฎหมาย แต่พรรคก็ได้ถอดเขาออกโดยทันที และยืนยันว่า พรรคจะไม่มีการปกป้องใดๆ พร้อมกับเชื่อว่า กรณีนี้จะไม่กระทบกับแคมเปญ “มีส้ม ไม่มีเทา”
4) พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า แม่ย่านางของ “คนสีส้ม” มีความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า สิ่งนี้เป็นการพิสูจน์ถึงแคมเปญมีส้ม ไม่มีเทา ว่าไม่ใช่แค่สโลแกนหาเสียง แต่ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ พร้อมกับขอโทษประชาชนทุกคนจากสิ่งนี้เกิดขึ้น
“พรรคไม่สามารถการันตีได้ว่าทุกคนที่เข้ามาทำงานกับพรรคจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง 100% แต่เราสามารถทำระบบที่ดี เมื่อตรวจพบการกระทำผิดก็ดำเนินการโดยเร็วไม่มีละเว้น ไม่เกรงใจใคร ไม่ว่าจะในฐานะพรรคการเมือง หรือรัฐบาล นี่คือ “มีส้ม ไม่มีเทา”เมื่อไหร่เจอเทาเราต้องจัดการทันทีไม่มีละเว้น” พรรณิการ์ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ระบุ
5) ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้ต้องหาคดี 112 หนีคดีอยู่ต่างประเทศ ตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีของพรรคประชาชนว่า
“การขับ สส.ที่มีปัญหาออกจากพรรคเพียงอย่างเดียวรวมถึงการขอโทษประชาชนอาจไม่เพียงพอ และต้องมีกระบวนการแก้ปัญหานี้มากกว่านี้ พรรคประชาชนมีปัญหาเรื่องการคัดสรรบุคลากร เป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่ได้ จนนำไปสู่การขาดความไว้วางใจจากประชาชน แถมยังเกิดขึ้น 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ประชาชนจะมีภาพจำผู้สมัคร สส.คนนี้ รวมทั้ง ทำให้นโยบายพรรค มีส้ม ไม่มีเทากลายเป็นเรื่องน่าขำไปทันที”
6) นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ถึงพรรคประชาชนว่า เมื่อจุดขายมาเป็นจุดตาย “ส้มไม่ได้ปลอดเทาจริง เพียงแต่เทายังไม่ถูกจับได้เท่านั้น” ความว่า
พรรคประชาชน สร้างแบรนด์ด้วยภาพลักษณ์ของความ “สะอาด” “ใหม่” และ “ต่อต้านทุนสีเทา/ผู้มีอิทธิพล” สโลแกน “กาส้ม ล้มเทา” เป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจน
เมื่อ “คนของส้ม” กลายเป็น “คนสีเทา” เสียเองจุดขายเลยกลายเป็นจุดตาย
ทำให้เกิดคำถามต่อสังคมว่า ที่บอกว่าจะไปปราบคนโกง ตัวเองสะอาดจริงหรือยัง?
การที่พรรคชูธงเรื่อง “ข้อมูลแน่น” “รู้ทันคนโกง” หรือมีการอภิปรายเรื่องทุนสีเทาอย่างดุเดือด แต่กลับไม่รู้ระแคะระคายภูมิหลังของผู้สมัครของตนเอง (ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายใหญ่ระดับฟอกเงิน 2 หมื่นล้าน) สะท้อนอะไร?
การแค่ “ขอโทษและเปลี่ยนตัว” มันง่ายเกินไปสำหรับพรรคที่ตั้งมาตรฐานจริยธรรมไว้สูงกว่าพรรคอื่น การทำแบบนี้ไม่ได้ลบความจริงที่ว่าพรรคเคย “โอบอุ้ม” หรือ “หลงเชื่อ” คนสีเทาเข้ามา
นายบุญฤทธิ์เคยแสดงวิสัยทัศน์ต่อต้านการเมืองเก่า (สีเทา) แต่ตัวเองกลับพัวพันคดีร้ายแรง จุดนี้ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของคำพูดสวยหรูของนักการเมือง มันตอกย้ำความเชื่อที่ว่า “นักการเมืองก็เหมือนกันหมด” หน้าไหว้หลังหลอก ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคพยายามต่อสู้มาตลอดว่าตนเอง“ไม่เหมือนคนอื่น”
สโลแกนพรรคประชาชนชูจุดขายเรื่องความสะอาด การมีจุดด่างพร้อยแม้เพียงจุดเดียวจะเห็นชัดกว่าพรรคที่ไม่ได้ชูเรื่องนี้
“ส้มไม่ได้ปลอดเทาจริง เพียงแต่เทายังไม่ถูกจับได้เท่านั้น”
7) ขณะที่ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2568 นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์สส.ฉะเชิงเทรา เขต 4 ซึ่งเป็นหนึ่งใน สส.ที่มีบทบาทโดดเด่นในสภาฯ ได้ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี คดีปลอมใบสด.43โดยตัดสินว่ามีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมและการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ขณะที่ข้อหาปลอมเอกสารราชการนั้น ศาลมีคำสั่งยกฟ้อง โดยนายจิรัฏฐ์ได้รับการประกันตัว สู้คดีต่อในชั้นอุทธรณ์ โดยในเขตเลือกตั้งนี้พรรคประชาชน ได้ส่งนางแพรวนภัศร์ ทองสุวรรณ์ ภรรยาของนายจิรัฏฐ์ ลงรับสมัครในการเลือกตั้ง 2569 พร้อมยืนยันว่าเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกตามปกติ ไม่ได้มีสิทธิพิเศษ
สื่อมวลชนบางสำนักมองว่า นี่คือระบบพวกมากลากไป ไม่เคยยอมรับความผิดตัวเอง กรณีใช้ สด.43 ปลอม แทนที่จะยอมรับผิด เพราะกระบวนการได้มาซึ่งเอกสาร ไม่มีใครหลอกใครได้ (ขณะเกิดเรื่อง เรียนจบปริญญาแล้ว และทุกคนในประเทศนี้รู้กระบวนการว่า การผ่อนผันการเกณฑ์ทหารทำอย่างไร) แทนที่พรรคจะขอโทษ ตรวจสอบ หรือลดการทำกิจกรรมจนกว่าจะพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้ กลับฮือปกป้อง แถมโจมตีฝ่ายที่ดำเนินคดี
กลายเป็นคำถาม : คำกล่าวที่ว่า ถูกผู้มีอำนาจกลั่นแกล้งที่แท้เป็นวาทกรรมเบี่ยงเบนประเด็นที่ตัวเองทำผิดเองหรือไม่ (ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ)
8) หลังพรรคประชาชนได้มีการประกาศรายชื่อว่าที่ 100 ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2568 ปรากฏชื่อของ นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และเกิดกระแสต่อต้านจากกรณีที่นายโชติศักดิ์เคยแสดงความเห็นในลักษณะวิพากษ์ศาสนาอิสลาม และความเห็นลักษณะเหยียดเพศ ซึ่งในวันเดียวกันนั้น นายโชติศักดิ์ ได้โพสต์ประกาศถอนตัวจากการเป็นผู้สมัคร ระบุเหตุผลว่าเพื่อไม่ให้ข้อถกเถียงที่เกี่ยวกับตนกระทบถึงพรรค
9) ล่าสุด ปัญหาเกิดกับ “ผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรี” นายสมเกียรติ กู้เกียรติภูมิ ได้โพสต์ข้อความหาเสียงในเฟซบุ๊ก “ผอ.สมเกียรติ กู้เกียรติภูมิ พรรคประชาชน สุพรรณบุรี เขต 5” ว่า
“วันนี้ ผอ.สมเกียรติ บุกศรีประจันต์ พื้นที่ที่หลายคนรู้ว่าเป็นรังหลักของการเมืองแบบเดิมมานานกว่า 50 ปี เราไม่ได้มาท้าทายใคร แต่มารับฟังชีวิตจริงของชาวบ้าน ได้ยินปัญหามากมาย โดยเฉพาะเรื่อง สังคมผู้สูงวัย ที่เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ระบบรองรับยังไม่ทันความจริง นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า สุพรรณต้องคิดใหม่ ทำใหม่ และดูแลกันให้ดีกว่านี้ การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้ จากการกล้าเดินเข้าไปฟัง”
ใต้โพสต์ดังกล่าว มีประชาชนรายหนึ่งได้เข้าไปสอบถามว่า ขอถามท่านผู้สมัคร สส.ในฐานะเคยเป็น “ครู” ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับการที่ “ผอ.” คนหนึ่งที่ทำโทษนักเรียนอายุ “10” ขวบ ที่เท้าเจ็บแล้วไม่สามารถใส่รองเท้าผ้าใบไปโรงเรียนได้และได้ใส่รองเท้าแตะไปโรงเรียน แล้วถูก ผอ.คนหนึ่ง ทำโทษ โดยการให้นำรองเท้า ผูกเชือกแขวนคอเดินเท้าเปล่า ตลอดทั้งวัน อยากทราบความเห็นครับ
ทำให้นายสมเกียรติ ตอบกลับว่า ในฐานะที่ผมเคยเป็นครูมาก่อน ผมรู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณ์นี้ครับ เด็กอายุเพียง 10 ขวบ ควรได้รับการเข้าใจและการดูแล ไม่ใช่การลงโทษที่กระทบทั้งร่างกายและจิตใจ โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย ใช้เหตุผล เมตตา และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กเป็นหลัก หากมีปัญหา ควรพูดคุย หาทางช่วยเหลือ มากกว่าการทำโทษให้เกิดความอับอาย ผมเชื่อว่าการศึกษาไทยต้องยืนอยู่บนความเข้าใจ ไม่ใช่ความกลัวครับ ฝากเบอร์ 4 ด้วยนะครับ
จากนั้น ประชาชนรายดังกล่าวได้มาแสดงความเห็นตอบกลับว่า “แต่ทำไม คุณถึงทำกับผม ในวัยเด็กแบบนั้นละครับถ้าคอมเมนต์นี้ ผอ.สมเกียรติ เป็นคนมาตอบเอง ผมเชื่อว่าคอมเมนต์แบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นครับ”
ต่อมา ความเห็นดังกล่าวได้ถูกลบไปแล้ว ทำให้มีคนเข้ามาแสดงความเห็นอย่างดุเดือด เช่น ถ้าผิดจริงควรจะขอโทษ ไม่ใช่ลบคอมเมนต์ ถ้าไม่จริงก็แค่ชี้แจง คุณใช้วิธีที่ผิดครับ, ต้องชี้แจงแล้วครับว่าจริงหรือไม่จริง, ถ้าเป็นเรื่องจริงควรสมัครใจลาออกเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับพรรค, คุณพี่ต้องเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับปัญหานะครับ สิ่งนี้โลกยุคใหม่ให้ความสำคัญ ไม่ใช่ลบคอมเมนต์ เก็บปัญหาไว้ใต้พรม ใช้วิธีแบบคนรุ่นก่อน แบบนี้คนรุ่นใหม่รับไม่ได้ครับ, โอ้โห ลบคอมเมนต์เฉย แต่คงไม่ทันแล้วล่ะ, ลบทำไมจ๊ะหงอก และมีการแท็กเพจพรรคประชาชนแล้วระบุข้อความว่า ฝากทางพรรคดูข้อมูลด้วยนะคะ เป็นต้น
ล่าสุดนายสมเกียรติ โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงเรื่องราวดังกล่าว ระบุว่า... คำแถลงการณ์ นายสมเกียรติ กู้เกียรติภูมิ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี เขต 5
ผม นายสมเกียรติ กู้เกียรติภูมิ ขอแถลงต่อสาธารณชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กคนหนึ่งและกลายเป็นบาดแผลทางความรู้สึกที่เขาจดจำมาจนถึงปัจจุบัน
ผมขอยอมรับโดยตรงว่า แม้ผมจะไม่สามารถระลึกถึงรายละเอียดของการกระทำในเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจน แต่จากผลกระทบที่ผู้เสียหายได้รับและความรู้สึกที่ยังคงฝังอยู่ในใจของเขา ผมตระหนักได้ดีว่าเหตุการณ์นั้น ได้สร้างความเจ็บปวดขึ้น
ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ผมได้ติดต่อและกล่าวคำขอโทษต่อผู้เสียหายเป็นการส่วนตัวแล้ว ทั้งนี้ อดีตนักเรียนท่านนั้น ได้รับคำขอโทษของผมแล้ว
ผมขอใช้โอกาสนี้ย้ำว่าผมจะนำบทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นเครื่องเตือนใจในการดำเนินชีวิต การทำงาน และการรับใช้สังคม ด้วยความระมัดระวัง และผมขอความกรุณาต่อทุกคน รบกวนไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหาย กล่าวหา หรือใช้คำพูดในทางที่ไม่เหมาะสมให้เสียชื่อเสียง
ผมขอขอบคุณทุกเสียงสะท้อน และขอยืนยันว่าทั้งการศึกษาและการเมือง ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชน
สรุป : ทั้งหมดนี้นำมาสู่คำถามกับพรรคประชาชนว่าการประกาศว่า “มีเรา ไม่มีเทา” นั้น ได้ทำความสะอาดในพรรคตัวเองให้ “เกลี้ยงเกลา” ดีพอแล้วหรือยัง?!

ฮุน เซน โพสต์หวานซึ้ง ครบรอบ 50 ปีแต่งงาน บุน รานี
กูรู'เทพไท'ฟันธง! พรรคประชาธิปัตย์ ภาคใต้ ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 ชัวร์
'พิธา'รับฟังเสียงคนไทยในต่างแดน เสนอขยายเวลาลงทะเบียนประชามติถึง 8 ม.ค.
หวั่นปะทะรอบ3! ชาวบ้านชายแดน เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตการเกษตร
น้าเดช แนะ ประชาชน ใช้คำถามเดียว ลองใจ พรรคปชน. ปม ไอซ์ รักชนก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี