วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
หลังพบกับความพ่ายแพ้ จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา และยังมีคดีเข้าชื่อกันแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่อาจจะมี สส. ส่วนหนึ่งถูกตัดสิทธิทางการเมืองอีกแถมความเสี่ยงต่อการถูกยุบพรรคอีกรอบ รออยู่อีก “พรรคประชาชน” ที่ถูกเรียกตามสี ว่า “พรรคส้ม”ดูจะเริ่มร้าว ทรุด และอาจพังทลายได้โดยง่าย
อาจารย์โอฬาร ถิ่นบางเตียว ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิเคราะห์ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของพรรคส้มว่า มาจากหลายปัจจัย อาทิ การไปด้อยค่ากองทัพ โดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้แก้เกมด้วยการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา ได้เป็นรูปธรรม รวมทั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) ไปมีสายสัมพันธ์กับกัมพูชา ทำให้คนเกิดความคลางแคลงใจกับ นายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บวกกับพรรคส้มมีท่าทีแก้ไขปัญหาชายแดนแบบโลกสวย เมื่อเป็นแบบนี้ทำให้คนไม่พอใจสะสมมาเรื่อยๆ
ประการต่อมาคือเรื่องผู้นำทางจิตวิญญาณพรรคส้ม ไม่ว่าจะเป็น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล หรือช่อ พรรณิการ์ วานิช มีอิทธิพลทางความคิดมากจนทำให้อิสระการทำงานบรรดาผู้สมัครพรรคส้มหมดไปบางครั้งถูกกำหนดหรือล้วงลูกภายในพรรคส้ม ทำให้บรรดาผู้สมัครแต่ละคนไม่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ สุดท้ายผู้สมัครพรรคส้มปัจจุบัน หรืออดีต สส.เข้าใจวิถีการเมืองท้องถิ่นน้อยเกินไป
อาจจะตั้งสมมุติฐาน หรือเชื่อนักวิชาการ หรือที่ปรึกษาการเมืองว่า วิธีการซื้อเสียงไม่ได้ผล การเมืองไทยตื่นตัวแล้ว รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้กลุ่มที่กล่าวมาเกิดความผิดพลาดในข้อมูลวางยุทธศาสตร์ เพราะไปเชื่อนักวิชาการที่ไม่เคยลงพื้นที่ ส่งผลทำให้การเลือกตั้งของพรรคส้มไม่เป็นไปตามโพลที่ทำมา
ส่วนกลุ่มบ้านใหญ่ชนะ สส.พรรคส้มในหลายพื้นที่ อันดับแรกบ้านใหญ่มีคะแนนจากการจัดตั้ง เครือข่ายอุปถัมภ์ ในการเมืองท้องถิ่นยังมีประสิทธิภาพ รวมทั้งระบบอุปถัมภ์ยังทำงานดูแลสังคมได้ กลไกการบริหารของกกต.อาจมีข้อบกพร่องทำให้เกิดการใช้กระสุนเป็นล่ำเป็นสัน
ส่วนกระแสโซเชียลในการเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้ พรรคส้มถูกโจมตีอย่างหนัก เป็นการปรับตัวของพรรคการเมืองที่มีการปฏิบัติการ IO ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคส้มจะใช้สื่อสูงมาก แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มหันมาใช้สื่อ IO เพื่อปฏิบัติการโจมตีพรรคส้มด้วย โดยการเอาคืนผ่านโลกโซเชียลมีเดีย เพราะรู้ดีว่าจุดแข็งพรรคส้มอยู่ที่โลกออนไลน์ จึงเกิดการโจมตีในโลกออนไลน์ เพื่อให้เกิดการรับรู้พรรคส้มอีกมุมหนึ่ง
การตั้งอาสาสมัครพรรคส้มเป็นการมองในโลกสวยมากกว่า หลักการนั้นดี ที่จะเกิดอาสาสมัครพรรคส้มแต่ในความเป็นจริงอำนาจพรรคส้มไม่ได้อยู่ที่สมาชิกพรรคส้ม แต่ไปอยู่ที่เจ้าของพรรค และผู้นำจิตวิญญาณของพรรคส้ม ที่ผ่านมาความล้มเหลวที่เกิดขึ้นมาจากการล้วงลูกบรรดาแกนนำจิตวิญญาณที่พยายามจะสร้างคนของตัวเองกระจายไปตามจุดต่างๆ แต่อำนาจการตัดสินใจของคนพรรคส้มที่จะเข้าสู่การเมืองนั้นไม่มีอยู่จริงเมื่อมีการตั้งอาสาพรรคส้ม แต่สุดท้ายอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่แกนนำทางจิตวิญญาณเท่านั้น เชื่อว่าโครงร่างนี้ไปไม่รอด ตราบใดที่พรรคส้มยังมีผู้นำทางจิตวิญญาณหรือโปลิตบูโร หรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือเจ้าของพรรคตัดสินใจแทน จึงเป็นการอุปโลกน์หลอกประชาชนพรรคส้มไปวันๆ
หากมองไปแล้วคล้ายกับกลุ่มเสื้อแดง แต่เป็นไปไม่ได้เพราะว่าโครงสร้างของพรรคส้ม เหมือนกับโครงสร้างรวมศูนย์ ทั้งที่ต้องการเป็นแนวราบ แต่เมื่อไปรวมศูนย์แล้ว เมื่อทุกคนไปเป็นอาสาแล้ว แต่เมื่อไปถึงจุดหนึ่งก็ถูกเอาออกจากการเป็นผู้สมัครเป็นอาสา มองแล้วไปไม่รอดวิธีการพยายามแก้เกมบ้านใหญ่ ระบบอุปถัมภ์ มองไปแล้วเป็นรูปแบบใหม่ แต่วิธีการทำงานสุดท้ายกลับมาอีหรอบเดิม เพราะการตัดสินใจกลับมาอยู่ที่แกนนำพรรคเหมือนเดิม กล่าวง่ายๆ เอาไว้ปลอบใจคนแพ้
ทั้งที่พรรคเพื่อไทยเคยทำมาแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อพรรคส้มนำกลับมาใช้ใหม่ เนื่องจากไม่มีทางเลือกเพราะพรรคส้มไม่รู้จักการเมืองท้องถิ่น อย่างที่บอกไปแล้วเพราะไปเชื่อนักวิชาการที่ไม่เคยลงพื้นที่ อยู่แต่ Echo Chamber คือปรากฏการณ์ที่บุคคลได้รับข้อมูล ข่าวสารหรือความคิดเห็นเดิมๆ ซ้ำๆ ภายในสภาพแวดล้อมที่ปิดหรือจำกัด ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นมักสอดคล้องกับความเชื่อเดิมของตนเอง ทำให้เกิดความเชื่อที่ฝังใจหรือสุดโต่งมากขึ้น ทำให้ขาดการรับรู้มุมมองที่หลากหลายหรือแตกต่าง โดยเชื่อว่าการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว การเมืองไม่มีการซื้อเสียง คิดวิธีการแบบเดิมๆ ผลออกมาจึงเป็นที่เห็น
หากต้องการแก้ไขจริงๆ พรรคส้มเอง จะต้องสร้างมวลชนของตนเองในพื้นที่จริงๆ ใช้ระยะเวลา หากมองไปแล้วจะเห็นว่า บางคนต้องการเป็นผู้ใหญ่บ้าน จะต้องลงพื้นที่ไม่น้อยกว่า 3 ปี หากใช้เวลาเพียง 45 วันผมเชื่อว่าไม่พอ หากเป็นอาสาพรรคส้มเพียง 20 วันแล้วไปลงสมัคร สส.พรรคส้ม เชื่อว่าไปไม่รอด ถึงแม้จะมีอาสาสมัครก็ตาม แต่ยังต้องอาศัยโป๊กเกอร์คือผู้จ่ายเงิน หรือหัวจ่าย ไม่มีเงินไปไม่รอดแน่นอน
ในการแก้ปัญหาของพรรคส้ม อันดับแรกจะต้องเป็นพรรคมวลชนจริงๆ ตราบใดที่พรรคยังมีเจ้าของ มีแกนนำทางจิตวิญญาณ ทุกการเลือกตั้งจะต้องให้อิสระจริงๆ กับผู้สมัคร และต้องส่งเสริมให้ผู้สมัครมีความโดดเด่น ไม่ใช่รอแต่ผู้นำทางจิตวิญญาณ อาทิ การเลือกตั้ง อบจ.บางคนยังไม่รู้จัก แต่จะรอว่าธนาธรจะมาวันไหน เห็นได้จากการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา รอว่าธนาธรจะมาวันไหน ถือว่าล้มเหลว แกนนำทางจิตวิญญาณจะต้องสร้างพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากมวลชน ส่งเสริมให้ผู้สมัครมีความโดดเด่นจริงๆ ตัวเองอยู่ห่างๆ ไม่ใช่ครอบงำอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
คณะกรรมการระดับภาค ระดับจังหวัด จะต้องไม่ส่งคนของตัวเองไปครอบงำ ต้องให้คนในจังหวัดนั้นมีความโดดเด่นจริงๆ ส่งเสริมให้ตัวผู้สมัครให้มีความเชื่อมั่น ก่อนที่จะเป็นผู้สมัครจะต้องให้ระยะเวลาเป็นที่รู้จักในทางสังคม 2-3 ปี เหมือนกับที่นักการเมืองทั่วไปเขาทำกัน
ล่าสุด นายปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการกฎหมายมหาชนและนักการเมือง ประกาศถอยออกจากพรรคส้ม ขอแสดงความคิดเห็นและเคลื่อนไหวอย่างอิสระ เขาได้โพสต์ข้อความชี้ให้เห็นว่า “พรรคมวลชน” ที่มีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่ใช่พรรคที่ไร้ระเบียบหรือเป็นเพียงเครื่องมือสร้างสถานะให้รายบุคคล แต่ต้องเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพผ่านหลักการ “รวมศูนย์ประชาธิปไตย” ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
“ในความรับรู้และการค้นคว้าศึกษาของผม ไม่มีทฤษฎีพรรคมวลชนจากสำนักไหน บอกเราว่า การเป็นพรรคมวลชน คือ การเป็นพรรคที่ไม่จำเป็นต้องมีคณะนำ ไม่ต้องมีศูนย์การนำตัดสินใจ การเป็นพรรคที่ไม่ต้องมีวินัย คนของพรรคอยากแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์พรรคก็สามารถทำในที่สาธารณะอย่างเสรี ตามอำเภอใจ โดยไม่อภิปรายกันภายในพรรคให้ตกไปเสียก่อนการเป็นพรรคที่กลายเป็นยานพาหนะให้ปัจเจกบุคคลมาใช้เพื่อให้ตนเองได้ขยับสถานะทางชนชั้นขึ้นเป็นมหาอำมาตย์ทางการเมืองรายใหม่ หรือได้มีแสงส่องมาที่ตนเอง
การเป็นพรรคที่กระจายอำนาจออกไปในแต่ละพื้นที่ จนศูนย์การนำควบคุมสั่งการไม่ได้ การเป็นพรรคที่ใครมิได้ดังใจ มิได้รับตำแหน่ง หรือมิได้ลงสมัครรับเลือกตั้งก็ออกมาโจมตีพรรคการเป็นพรรคที่มีจำนวนสมาชิกมากๆ แต่สมาชิกไม่ได้มีความคิดเป็นเนื้อเดียวกันกับพรรค ไม่ได้มีส่วนร่วม หรือทำกิจกรรมกับพรรค หากเป็นเพียงยอดจำนวนที่ทำให้ครบถ้วนตามกฎหมายและทำให้ได้เงินสนับสนุนจากกองทุนพรรคการเมืองเท่านั้น
พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหลอมรวมประชาชน และทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงสังคมขนาดใหญ่ ต้องประสาน 2 สิ่งที่อาจขัดแย้งกัน เข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ รวมศูนย์ + ประชาธิปไตย มิใช่รวมศูนย์จนไม่ฟังใคร จนกลายเป็นเผด็จการภายในพรรค ตัดสินใจโดยคนเดียวหรือไม่กี่คน และมิใช่ประชาธิปไตยเฟ้อ ใครอยากทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องมีวินัย แต่ต้องเป็นพรรคที่มีการรวมศูนย์การตัดสินใจ แต่การตัดสินใจนั้นผ่านการถกเถียงอภิปรายกันภายในอย่างถึงที่สุด และปฏิบัติตามข้างมาก
สภาพการณ์เช่นนี้ เกิดได้ ต้องมีการประชุม ในเรื่องสำคัญๆ มีระเบียบวาระ มีการตระเตรียมความเห็น เข้ามาเสนอตามระเบียบวาระ ถกเถียงกันให้ตก และต้องใช้วิธี “วิจารณ์ - สามัคคี - วิจารณ์” กันอย่างเต็มที่ และยุติกันในที่ประชุม ปัญหาของพรรคในเวลานี้ ก็คือว่า ได้ขัดเกลาความคิดและพฤติกรรมของแกนนำ ผู้ดำรงตำแหน่ง นักการเมืองของพรรค ผู้ปฏิบัติงานของพรรค ให้เข้าใจวิธีการเช่นนี้แล้วหรือยัง?
หากยังแก้ประเด็นนี้ไม่ตก วันข้างหน้า ก็จะมีดราม่า เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนไปวนมา จนต้องแก้ปัญหาดราม่าหยุมหยิมจนไม่ได้ทำงานใหญ่”
สรุป : พรรคส้ม เป็นพรรคมีเจ้าของ เป็นพรรคที่ระดับ “ธนาคารความคิด” แย่งกันนำ และพยายามควบคุมบงการ จนการเคลื่อนสับสน เท้ง-ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ ไม่แกร่งพอ ไม่มีเสน่ห์พอ และไม่สามารถ“แสดง” บทที่ “เจ้าของพรรค” และ “ผู้นำทางความคิด”บงการหรือเขียนบทให้เล่นได้
ความแตกแยก ความผุพัง เริ่มจากการก้าวก่ายแทรกแซงโดยคนพวกนี้แหละ แม้ปิยบุตรจะประกาศแยกตัวออกมา ก็ไม่น่าเชื่อเลยสักนิดว่า เขาล้มเลิกความพยายาม “แทรกแซง” พรรคส้ม!
จิตกร บุษบา

โรนัลโด้ อยู่ไม่ได้แล้ว! ขนครอบครัวหนีออกจากซาอุฯ มุ่งหน้ามาดริด
ครูชัยยศ พ้นมลทิน หลังคดีถึงที่สุด ศาลยกฟ้องคดีทุจริตอาหารกลางวัน
โซเชียลแห่แชร์ ทรัมป์ มีแผลผื่นแดงหนารอบลำคอ แพทย์ประจำตัวแจงไม่ใช่โรคร้ายแรง
อนุทิน สั่งด่วน! ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท 15 วัน
ทั่วโลกจับตา! เปิดตัวเต็ง ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่าน คนใหม่ หลังสิ้นสุดยุคคาเมเนอี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี