วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2569 เวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล จัดกิจกรรม Pita US Tour ที่วัดไทยลอสแองเจลิส เพื่อเป็นวงพบปะแลกเปลี่ยนกับคนไทยในสหรัฐฯ เกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน โดยกล่าวตอนหนึ่งถึงวาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม” จนถูกโจมตีอย่างมากในช่วงที่เกิดสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ดังนี้
“ทุกท่านคงเคยได้ยิน ตอนที่ผมไปพูดที่กาญจนบุรี แล้วก็เดินโจมตีอยู่ปัจจุบันนี้ เรื่องคำว่า ทหารมีไว้ทำไม ไอ้ตอนที่ผมพูดน่ะ ผมนึกถึงทหารสนามกอล์ฟ ไม่ได้นึกถึงทหารสนามรบ เป็นความผิดของผมเอง จนถึงทุกวันนี้ผมยังรู้สึกเสียใจ แล้วก็รู้สึกอยากจะขอโทษกับทหารสนามรบจริงๆ ทหารชั้นผู้น้อย ทหารมืออาชีพ ที่เขาเสียสละเพื่อปกป้องแผ่นดินของเรา
เพราะว่าตอนที่พูด พูดในช่วงที่ทหารที่มีนาฬิกาแพงๆ ทหารรัฐประหาร ทหารสนามกอล์ฟไปเยอะ แต่ว่าไม่ได้พูดออกมาให้มันชัดว่า ผมเคารพทหารที่เป็นทหารสนามรบ แต่ว่าทหารที่ปกครองประเทศ หรือทหารสนามกอล์ฟ ซึ่งกินภาษีประชาชน อันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วก็รู้สึกได้ว่า สิ่งที่พูดไปตอนนั้น มัน out of date (ล้าสมัย) มาก กับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ณ ตอนนี้”
ส่งผลให้ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงว่า หลังได้ฟังคลิปดังกล่าวไม่รู้สึกว่าพิธาขอโทษหรือแสดงความเสียใจจริง พร้อมตั้งคำถามว่า ในวันที่โจมตีทหารอย่างรุนแรง เคยคิดเช่นนั้นจริงหรือไม่
นายชัยวุฒิกล่าวว่า การกล่าวถึงทหารในแง่ลบซ้ำๆ ก่อนหน้านี้ทำให้สังคมสงสัยว่าเป็นความคิดจากใจ หรือเป็นการสื่อสารเพื่อหวังคะแนนนิยมทางการเมือง จากเนื้อหาที่ออกมาในวันนี้ ตนไม่เชื่อว่าพิธาคิดตรงกับสิ่งที่พูดในคลิป พร้อมเตือนว่า การพยายามแก้ต่างไปมา ยิ่งทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ
“ถ้าจะขอโทษ ต้องขอโทษด้วยความจริงใจ และหยุดพฤติกรรมแบบนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือยังพาดพิงทหารอยู่ ผมมองว่าไม่ถูกต้อง และไม่ได้คิดอย่างที่พูดจริง” นายชัยวุฒิ กล่าว
ในเวลาเดียวกัน นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้ต้องหาคดี 112 ที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศก็ถ่มถุยเข้าใส่นายพิธาทันทีว่า...“อันนี้กระจอกมาก ทำไมต้องขอโทษ พูดทุกอย่างถูกแล้วหนิ อ๋อ ที่ต้องขอโทษเพราะกลัวตกขบวนรถไฟชาตินิยม อุบาทว์ กระจอก ไม่ต้องมีอุดมการณ์...ไรแล้วค่ะ”
คนที่วิจารณ์เรื่องนี้ได้ดีที่สุด คือ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แม้สำนวนการเขียนจะเกินจากสำนวนการพูดปกติของตัวเขาเองก็ตาม แต่“ประเด็น” นั้น กลับแหลมคมยิ่ง
นายชูวิทย์โพสต์เฟซบุ๊กว่า “30 วันอันตราย คำขอโทษที่สายไป” ความว่า...
นักการเมืองไม่พักหาเสียง ยัดเยียดนโยบายสารพัดโยนใส่ประชาชน นำเสนอขายโดยมี “เซลล์แมน” เดินเร่ตามตลาดบ้าง ตระเวนรถบ้าง หรือโฆษณาในโลกโซเชียลบ้าง (นอกนั้นไม่เคยเห็นหัวตามเคย)
เอามาผสมรวมทุกอย่างเป็น “เกาเหลา” หม้อใหญ่ บางพรรคนโยบายก็เป็น “ส้มตำ” แบบไทยๆ บางพรรคลอกไอเดียฝรั่งมังค่ามานำเสนอเสมือน “พิซซ่า” ประชาชนอย่างพวกเกล้ากระผมได้แต่ “ดูและดม” หรือทำได้แค่ชิมแล้วบ้วนทิ้ง เพราะเลือกตั้งครั้งนี้ ผลออกมาต้องเป็น “รัฐบาลเกาเหลา” แน่นอน เราจะได้ของไม่ตรงปก โฆษณาเป็นของฝรั่งแพ็กเกจสวย แต่พอแกะดูข้างในคุณภาพเป็นของจีนไปเสียฉิบ
ผมในฐานะ “ราษฎรเต็มขั้น” จึงจะทำหน้าที่ใน 30 วันอันตรายควบคู่ไปกับพรรคการเมือง ไม่หยุดไม่หย่อนทั้งวันทั้งคืนเช่นกัน ถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองอย่างผม ที่ไม่ได้รับคะแนนเสียง ไม่ต้องการความนิยมใดๆ แต่ต้อง “บริโภคนโยบาย” ของผู้ที่จะขึ้นมาปกครอง ต่างกับบรรดานักการเมืองที่ล้วนได้รับผลประโยชน์จากการขาย คือ คะแนนเสียงของประชาชน
ผมเน้น “พรรคส้ม” เป็นพิเศษมากกว่าพรรคอื่น เพราะเห็นว่า “นโยบายหาเสียงของพรรคส้มเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ” ทำไมถึงกล่าวหาเช่นนั้น มีเหตุผลสำคัญดังนี้
การหาเสียงของพรรคส้มมักยกเอา “การเมืองใหม่“ นำเสนอเป็น “เมนู Signature” ชวนให้ประชาชนชิม ทั้งที่ “วิธีการหาเสียง” นั้น นอกจากไม่สามารถทำได้จริง แต่กลับสร้าง “บาดแผลความแตกแยก” ทุกครั้ง
เริ่มจาก “สถาบัน” ในครั้งพรรคอนาคตใหม่ มาถึง “ทหาร” ในครั้งพรรคก้าวไกล จนมาถึง “รัฐธรรมนูญ” ในคราวนี้
ทุกครั้งเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าพรรคส้มจะทำได้ ไม่ใช่พรรคส้มไม่ทราบ แต่เป้าหมายอยู่ที่ “คะแนนเสียง” ในการเลือกตั้งทุกครั้ง หากพรรคส้มยังเป็นอย่างนี้ต่อไป จะไม่ได้สร้าง “ความฝันอันยิ่งใหญ่ที่คนไทยต้องการ” แต่จะกลับกลายเป็นสร้าง “ฝันร้ายบนความแตกแยกของคนในสังคมไทย” อันถือเป็นเรื่องอันตรายต่อการเลือกโหวตให้พรรคส้ม
วันนี้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่เคยหาเสียงเมื่อปี 2566 ออกมาขอโทษจากการชี้นำประชาชนที่เบื่อ “ลุงตู่” ที่อยู่ปกครองประเทศมาถึง 8 ปี โดยปราศรัยหาเสียงด้วยวาทกรรม
“ทหารมีไว้ทำไม?”
“ถึงรบก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ”
“ไม่มีการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้านแล้ว”
พรรคส้มกล้าทำในสิ่งที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เป็นพรรคการเมืองเก่า และยกตัวเองเป็น “พรรคการเมืองใหม่” ด้วยการนำ “สถาบัน” ต่างๆ ของสังคมไทยมาขึ้นเขียงสับ เพียงเพื่อแลกกับคะแนนเสียง
ในภาวการณ์ที่จับกระแสได้ว่า “คนเบื่อลุงตู่” แต่กลับเอาทหารทั้งกองทัพมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง
หรือแม้แต่ “สถาบัน” ที่สูงส่ง ยังตกเป็นเครื่องมือหาเสียงของพรรคส้ม
การหยุดหาเสียงด้วยการโจมตีสถาบัน ไม่ได้เกิดจากเจตนารมณ์ของพรรคส้มเอง แต่มาจากคำสั่ง “ศาลรัฐธรรมนูญ”
พรรคส้มต้องการสร้างการเมืองใหม่ ที่แตกต่างจากพรรคการเมืองเก่าอื่นๆ เอา “ความศรัทธา” ของผู้คน สร้างความแตกแยก แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงของพรรค จนเมื่อเกิด “สงครามชายแดน ไทย-กัมพูชา” บาดแผลนี้จึงเริ่มปรากฏผลเสียออกมาให้เห็น ไม่ใช่จากคำพูด แต่ด้วยชีวิตของทหารที่บาดเจ็บล้มตาย เป็นแรงสะกิดเปิดแผลย้อนคำปราศรัยของพิธาหัวหน้าพรรคก้าวไกลอย่างรวดเร็ว
แม้ธนาธร และแกนนำจะแถไถว่า “หมายถึงให้ทหารทำหน้าที่รบปกป้องประเทศ ไม่ใช่ไปทำสนามกอล์ฟ หรือหมายถึงการปกป้องสิทธิของทหารชั้นผู้น้อย” แต่ใครๆ ก็รู้ว่าความหมายของพิธาในการหาเสียง คือ จับกระแสเบื่อลุง โดยเอา “สถาบันทหาร” มาถล่มเพียงเพื่อแลกกับ “คะแนนเสียง” และได้ผล เพราะวันนั้นไม่มีใครคาดว่าจะเกิดสงคราม
คนไทยโหวตให้พรรคส้มล้นหลามถึง 14.4 ล้านเสียง ได้ สส.ถึง 151 คน
ทว่า เมื่อมาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ “แผลของการเล่นกับศรัทธาของคน” กลับกลายเป็น “แผลเน่า” จนยากเกินที่พรรคส้มจะเยียวยาได้ทันในระยะเวลา 30 วันก่อนเลือกตั้ง
พรรคส้มพยายามนำเรื่องราวใหม่มากลบ หรือพยายามชี้แจง แต่ไม่เป็นผล
ท้ายสุดให้พิธาออกมาขอโทษประชาชน แต่บาดแผลนี้เสียหายเกินการควบคุมไปแล้ว
ด้วยการปราศรัยที่ชัดเจนทั้งคำพูด ประโยค ข้อความบนเวทีที่มุ่งทำลาย “สถาบันทหาร” แทนที่จะมุ่งตรงไปที่ทหารอย่าง “ลุงตู่และคณะ” เพียงกลุ่มเดียว
เมื่อผลของสงคราม ไทย-กัมพูชา โหมพัดกระแสเปลี่ยน การหาเสียงแบบทุ่มหนักหมดหน้าตักด้วยฉากบังหน้า “การเมืองใหม่” จึงส่งผลกระแทกรุนแรงต่อคะแนนเสียงของพรรคส้มเอง
แม้ว่าพิธา ธนาธร แกนนำ ผู้ช่วยหาเสียง หรือผู้สมัคร จะขอโทษอีกสักกี่ครั้ง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างไปทุกที่พรรคส้มจึงกลายเป็น “คนแปลกหน้า” แทน “ความคุ้นเคย” ของสังคมไทย เฉกเช่นการหาเสียงของนักการเมืองทั่วไป
จากวันนี้จนถึงวันที่ประชาชนกากบาทลงในบัตรเลือกตั้ง คำปราศรัยของพิธา อดีตหัวหน้าพรรคส้ม ที่รับโพยมาจากแกนนำพรรคในการโจมตี “สถาบันทหาร” ด้วยแผนการตลาดหาเสียง ที่เสี่ยงทุกครั้งต่อความมั่นคงของชาติ มันจะเป็นหมุดที่ตอกลงกลางหัวใจคนไทย
ด้วยการสนับสนุนของบรรดาอาจารย์ นักวิชาการหัวก้าวหน้า (ที่บางคนเลือกหนีไปต่างประเทศ)
ใช้ “กระแส” ของการเมืองใหม่ที่มีความเสี่ยง มาเอาชนะ “กระสุน” ของการเมืองเก่าที่ไม่กล้าเดิมพันสู้ มันเป็น “ธาตุแท้” ของพรรคส้ม ที่กล้าเอาทุกอย่างแม้แต่ “สถาบันหลักของประเทศ” ไปแลกกับ “คะแนนเสียง” ทุกครั้งในช่วงเลือกตั้ง
พรรคส้มจึงเป็นพรรคที่อันตราย
ไม่ใช่ในความคิดของผมเท่านั้น แต่เป็นความคิดของคนไทยที่เริ่มเห็นปรากฏการณ์นี้เด่นชัดขึ้นในช่วงหาเสียงครั้งนี้
พรรคส้มไม่ได้สร้างสิ่งใหม่ แต่กลับสร้างความแตกแยกบาดลึกให้สังคมไทยในยุคสมัยปัจจุบัน
การหาเสียงครั้งนี้จึงเป็นเรื่องยากที่จะ “กู้ศรัทธา” คืนจากประชาชน เพราะรู้เช่นเห็นชาติ และผมจำต้องแปรสภาพจากผู้สนับสนุน เป็นผู้ต่อต้าน ปลุกสังคมให้เข้าใจเนื้อแท้ เปลือยตัวตนของแกนนำพรรคส้ม อันมี “ผู้ช่วยหาเสียง” อย่างธนาธร ที่หิวโหยคะแนนเสียงเป็นผู้นำจิตวิญญาณ ถึงขนาดยอมเอาทุกอย่างเป็นเดิมพันเพื่อให้พรรคส้มได้เป็นรัฐบาล
นายชูวิทย์ ยังโพสต์ข้อความเพิ่มเติมในเวลาต่อมา ว่า
“ยากที่พรรคส้มจะกู้ศรัทธาคืน”
เมื่อพรรคส้มเอาศรัทธาของคนไทยมาใช้เป็นกระแสเพื่อหาเสียง ผมเตือนมาตั้งแต่ช่วงแรกว่า พรรคส้มเดินเกมอันตราย ประชาชนต้องทบทวนการโหวตให้ แต่ด้อมส้มหรือสื่อไม่เข้าใจ หาว่าผมโจมตีเพราะแค้นเคือง ทั้งที่ผมปรารถนาดีต่อพรรคส้มมาตลอด เพราะเห็นเป็นคนรุ่นใหม่
แต่เมื่อพรรคส้มใช้วิธีการที่อันตรายเกินไป โดยใช้ทุกสถาบันหลักเป็น “เครื่องมือหาเสียง” ตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน แม้ว่าจะมีความพยายามในการชี้แจง แก้ตัว กลบเกลื่อน ตามตื๊อชาวบ้านตอนไปเดินหาเสียง แต่ความเสียหายที่สร้างไว้ มันมากเกินกว่าใครในพรรคส้มจะแก้ไขได้
สงครามต่อต้านพรรคส้มจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่อเค้าความในใจของประชาชน
พรรคส้มเก่งในการจับกระแส แต่ครั้งนี้กระแสย้อนตีกลับพรรคส้มเข้าเต็มข้อ เดินไปที่ไหนถูกชาวบ้านปัดมือไล่หลัง ทั้งที่ไม่มีคู่แข่งทางการเมืองพรรคใดไปโจมตี ทั้งหมดเป็นเพราะพรรคส้มทำตัวเองแท้ๆ จนแปรสภาพจาก “พระเอก” กลายเป็น “ผู้ร้าย” ในพริบตา
กระแสพรรคส้มพลิกกลับจาก “ความเอ็นดู” เป็น “ความเกลียดชัง”
นี่คือบทเรียนราคาแพงที่พรรคส้มจะต้องได้รับในการเลือกตั้งครั้งนี้
ผมเคยเป็นมิตร และผู้สนับสนุนพรรคส้มแต่เมื่อเป็นเรื่องของบ้านเมือง ผมต้องเลือกบ้านเมืองก่อนและผมเชื่อว่า มีคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกใครอีกมาก ที่คิดแบบผม” ชูวิทย์ กล่าว
เชื่อว่าผู้ใหญ่ที่ “รู้คิด” และ “รู้สึก” คงไม่อาจลงคะแนนให้พรรคส้มได้อีก
จึงเหลือลูกค้ากลุ่มสำคัญ คือ “คนรุ่นใหม่” ที่จะเอาอย่างไรกับพรรคส้ม
8 กุมภาพันธ์ จะได้รู้กันอย่างถ่องแท้!!

นราธิวาสประกาศเคอร์ฟิว! งัดกฎอัยการศึกคุมทุกอำเภอ หลังเหตุป่วนใต้11จุด
‘นายกฯ’ รับทราบเหตุป่วนบึ้ม 3 จว.ชายแดนใต้ ชี้ไม่ใช่ก่อการร้าย แต่ส่งสัญญาณรับ‘เลือกตั้งท้องถิ่น’
แม่ทัพภาค4 ลงพื้นที่สั่งยกระดับความปลอดภัยสูงสุด หลังเหตุเผาปั๊ม11จุด3จังหวัดใต้
คุณแหน : 11 มกราคม 2569
'พิพัฒน์'ตรวจเหตุวางเพลิงบึ้มปั๊มน้ำมันปัตตานี เปิดโอกาสผู้มีอุดมการณ์ไม่ตรงกันมาเจรจา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี