วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569
มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง คือ กลุ่มนักวิชาการเพื่อสังคม อาทิ ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ,ศาสตราจารย์ ดร.ผลิน ภู่จรูญ, ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, ดร.สมชาย แสวงการ,รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร, ศาสตราจารย์ ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด, ศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ,รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และ นพ.สุภกร บัวสายร่วมกันออกแถลงการณ์เรื่อง : วิกฤตศรัทธาและทางรอดของประเทศไทยในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ความว่า...
ประเทศไทยในขณะนี้กำลังเผชิญกับ “ภาวะถดถอยเชิงโครงสร้าง” อย่างรุนแรงในทุกมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และกระบวนการยุติธรรม หากการเลือกตั้งที่จะถึงในวันที่ 8กุมภาพันธ์นี้ มิได้นำมาซึ่งคณะผู้บริหารที่มีความรู้ ความสามารถ และที่สำคัญที่สุด คือ “ความกล้าหาญทางจริยธรรม”
ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะตกอยู่ในสภาวะ “รัฐล้มเหลว” (Failed State) ที่ไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ได้อีกต่อไป กลุ่มนักวิชาการเพื่อสังคม จึงขอประกาศเจตนารมณ์และข้อเรียกร้องต่อสังคมไทย ดังนี้ :
หนึ่ง: ภารกิจแห่งการพลิกฟื้นโครงสร้างชาติ
ผู้นำชุดใหม่ต้อง ฟื้นศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลก กล้าสลายโครงสร้างผูกขาดในระบบเศรษฐกิจที่เกาะกินประเทศมาอย่างยาวนาน เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยต้องกล้ากระจายอำนาจการตัดสินใจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อให้ประชาชนบริหารจัดการทรัพยากรตามบริบทของพื้นที่ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การสั่งการแบบรวมศูนย์ที่ไร้ประสิทธิภาพ
สอง: การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและระบบคุณธรรม
เราต้องหยุดยั้งระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวกและทุนสีเทา กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นจนถึงปลายทาง ทั้งตำรวจ อัยการ และศาล
ต้องปราศจากการเลือกปฏิบัติ รวมถึงการปฏิรูปการบริหารกิจการพระพุทธศาสนาให้ใสสะอาด ขจัดกลุ่มจอมปลอมที่ใช้ผ้าเหลืองแสวงหาผลประโยชน์และพุทธพาณิชย์
ส่งเสริมผู้บวชที่ต้องศึกษาพุทธธรรม ทางนี้เพื่อกอบกู้ศรัทธาของพุทธศาสนิกชนคืนมา
สาม: การเตรียมพร้อมรับมืออุบัติภัยและวิกฤตประชากร
ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ในการวางระบบรองรับ “สังคมสูงวัย” ที่จะเกิดกับสังคมไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรงเสมือนข้าศึกใหม่
สังคมไทยจะมีสัดส่วนวัยทำงานลดลงอย่างน่าใจหาย รวมถึงการวางแผนจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และการกัดเซาะชายฝั่ง ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันอย่างเป็นระบบ และทันท่วงที ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบวัวหายล้อมคอก เน้นแต่เรื่องเยียวยาแจกเงิน
สี่: บรรทัดฐานใหม่ของผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ประเทศไทยเจ็บปวดมามากพอแล้วกับผู้นำที่ “อ่อนหัดและไร้ประสบการณ์” ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเราไม่อาจยอมรับ “เด็กอมมือ” หรือ “ตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์บ้านใหญ่” เข้ามาบริหารประเทศเพื่อปกป้องบาดแผลและธุรกิจของตนเองได้อีก
กลุ่มนักวิชาการเพื่อสังคม ขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนร่วมกัน “คว่ำบาตรทางคะแนนเสียง” ต่อพรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการพัฒนาประเทศ ดังนี้ :
1. พรรคที่ทุจริตซื้อเสียงและพัวพันธุรกิจสีเทา หรือมีประวัติพัวพันยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล
2. พรรคที่มุ่งเน้นนโยบายและโครงการที่ “สัญญาว่าจะแจก จะปรนเปรอ” โดยเอาเงินภาษีของประชาชนหรือกู้มาแจก ซึ่งเป็นการสร้างภาระหนี้ให้ประชาชนในอนาคต
พรรคที่สนับสนุนอบายมุขมอมเมาสังคม ทั้งบ่อนกาสิโน พนันออนไลน์ และกัญชาเพื่อการสันทนาการ
พรรคที่มีประวัติทุจริตเชิงนโยบายและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนผูกขาด ทั้งในและต่างประเทศ
พรรคที่เป็นแหล่งสุมหัวของผู้มีอิทธิพลบ้านใหญ่ รวมตัวโดยไร้อุดมการณ์ มุ่งแต่ได้ตำแหน่ง อำนาจและผลประโยชน์
การเลือกตั้งครั้งนี้คือ “โอกาสสุดท้าย” ของการพลิกฟื้นสถานการณ์บ้านเมือง ประชาชนต้องร่วมกันใช้อำนาจที่มี เลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายยั่งยืนและผู้นำที่มีกระดูกสันหลังทางจริยธรรม เพื่อหยุดยั้งความเสื่อมโทรมและสร้างประเทศไทยที่ยุติธรรมสำหรับทุกคนด้วยความเคารพในอำนาจของประชาชน / กลุ่มนักวิชาการเพื่อสังคม
เมื่อพิจารณาดูแล้ว พรรคการเมืองที่มีทิศทางสอดคล้องกับแถลงการณ์นี้มากที่สุด คือ “พรรคประชาธิปัตย์”
วันก่อน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช และทีมเศรษฐกิจชุดใหญ่ เข้าหารือกับนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อนำเสนอยุทธศาสตร์ “พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย” โดยเน้นการเปลี่ยนบทบาทภาครัฐให้เป็น “Enabler” หรือผู้สนับสนุนภาคเอกชนผ่านหลักการ 3 ข้อคือ ชี้ทาง-เปิดทาง-ไม่ขวางทาง พร้อมประกาศทำกฎหมาย Guillotine เพื่อยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจอย่างเร่งด่วน
นายอภิสิทธิ์ได้เสนอโรดแมป 7 ด้านเพื่อเร่งสปีดเศรษฐกิจไทยให้ชนะประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ การปฏิรูประบบราชการ, การใช้ Fintech บริหารทรัพย์สินรัฐ,การดันไทยสู่ศูนย์กลาง Healthcare, และการใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดค่าไฟเหลือ 3.5 บาท นอกจากนี้ยังชูนโยบาย “ส่องรัฐ” (Open Data) ใช้ AI ตรวจสอบทุจริตในทุกมิติ ย้ำชัดว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องควบคู่ไปกับ “การเมืองสุจริต” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างยั่งยืน
“ประชาธิปัตย์เน้นเปลี่ยนรัฐจากผู้กำกับมาเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ และสร้างบ้านเมืองที่สุจริต เพื่อเป็นฐานรากที่มั่นคงในการดึงดูดการลงทุนระดับโลก” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ทางด้านสภาหอการค้าฯ แสดงความเชื่อมั่นในประสบการณ์ของทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมฝากความหวังเรื่องการกวาดล้าง “ทุนสีเทา” ที่แทรกซึมระบบการเมืองและบ่อนทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยที่ประชุมเห็นพ้องว่ายุทธศาสตร์นี้จะสำเร็จได้จริงหากตั้งอยู่บนความโปร่งใส ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าเข้าสู่กลุ่มประเทศ OECD ต่อไป
ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงผลสำรวจความนิยมของประชาชน ต่อผู้สมัครและพรรคการเมือง ที่พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในลำดับที่ 4 ว่า ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์แต่ยังถือว่าเป็นงานที่หนัก เพราะต้องการสนับสนุนพรรคให้ได้มากที่สุด แม้ว่าหลายคนจะมองว่าเราไม่ใช่พรรคที่เป็นตัวเต็งพรรคอันดับ 1 หรืออันดับ 2 แต่เรายืนยันว่าทุกเสียงมีคุณค่าในการที่จะเติมกำลังให้กับพรรค ที่สามารถจะไปเติมกำลังให้กับพรรคเพื่อที่จะไปพูดกับคนที่มาชวนร่วมรัฐบาล ว่าจะได้รัฐบาลที่เอาจริงเอาจังปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ และทุนเทา เอาจริงเอาจังที่จะไม่สร้างประเด็นความแตกแยก รวมถึงการเอาแนวความคิดการเปลี่ยนแปลงประเทศ เศรษฐกิจ เข้าไปผลักดัน ถ้าหากช่วยผลักดันเรา ก็คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นประเด็นสำคัญของรัฐบาลชุดหน้า
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้พรรคประชาชนเริ่มเปิดตัวทีมบริหารประเทศ “รัฐบาลประชาชน” มองว่าจะมีผลต่อการลงคะแนนเลือกตั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แต่ละพรรคมีแนวทางที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งตนเองดีใจที่เห็นคนที่มีชื่อเสียง คนที่มีความรู้ความสามารถ ในโครงการต่างๆ ถ้าหากสนใจที่จะมาทำงานการเมืองเรายินดีทั้งสิ้น แต่ตนเองไม่แน่ใจว่าการเปิดตัวหมายถึงการไปดำรงตำแหน่งในฐานะอะไร ซึ่งทราบว่าเป็นเรื่องที่ยาก โดยเฉพาะการเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งไม่แน่นอนว่าใครจะได้รับผิดชอบงานด้านไหน
เมื่อถามว่า มีความพยายามปลุกกระแสอนุรักษ์นิยม จากการที่ลงพื้นที่วานนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) อ้อนขอคะแนนเสียงประชาชนที่รักลุงตู่ให้เลือกลุงหนูนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิ แต่ในที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน เลือกอนาคตแบบไหนอย่างไร พร้อมย้ำว่า การเลือกพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นเสียงที่ทำให้ทุกคนมั่นใจได้ว่าประเทศจะไปในทิศทางที่ดี
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ว่า เราชัดเจนแล้วช่วงนี้เราเดินหน้าขอการสนับสนุนให้มีเสียงมากพอ เพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลที่ตั้งขึ้นจะเป็นรัฐบาลที่สุจริต ไม่มีปัญหาเรื่องทุนเทา และไม่สร้างความขัดแย้ง
นายอภิสิทธิ์ ย้ำชัดเจนว่า ตนพูดชัดเจนแล้วว่า เงื่อนไขการร่วมรัฐบาลต้องไม่มีสามเรื่องดังกล่าว ส่วนไม่ปิดประตูจับมือหรือไม่ ต้องไปถามพรรคเหล่านั้นว่า เขามีปัญหา3 เรื่องนั้นหรือไม่
จึงน่าติดตามว่า หลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ประชาชนจะสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีทิศทางการพัฒนาประเทศที่ดี มี สส.เข้าสภาได้กี่คน!!
จิตกร บุษบา

พบศพหญิงสาวเสียชีวิตในสระน้ำหลังบ้านพัก ญาติร้องสอบเพิ่ม สงสัยปมวิวาทแฟนหนุ่ม
'อนุทิน'อ้อนชาวกระบี่ เลือก'โกขุน'แถมเบอร์ 37 ส่งตัวเองกลับเก้าอี้นายกฯอีกรอบ
'ชัยวุฒิ-เจษฏ์'ตำหมากเอาชัยไหว้'ย่าโม' ประกาศลั่น!ปกป้อง'รธน.ปราบโกง'
‘เอกนัฏ’ย้ำกา‘ภูมิใจไทย’ไม่ต้องเสี่ยง ได้‘ดรีมทีม’มาโชว์ฝีมือร่วมรัฐบาลต่อ
ไอจีแทบแตก! ปันปัน สุทัตตา โชว์หุ่นเป๊ะทวงบัลลังก์แซ่บ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี