วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569
ผมได้รู้จักแนวคิด Rational Voter Ignorance หรือ“การไม่รู้ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในฐานะการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” เป็นครั้งแรกเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว จากการอ่านบทความเรื่อง “Rational VoterIgnorance” ของศาสตราจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2540 ในช่วงเวลานั้น สังคมการเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วง
การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 และมีการรณรงค์ให้ประชาชนแสดงจุดยืนเพื่อสนับสนุนและคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างแข็งขัน ด้วยการติดโบสีแดงสำหรับฝ่ายคัดค้านและโบสีเขียวสำหรับผู้สนับสนุน
ท่านอาจารย์รังสรรค์ใช้แนวคิด Rational Voter Ignorance เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งผ่านตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเผชิญกับต้นทุนในการแสวงหาข้อมูลทางการเมืองที่สูง ทั้งในแง่เวลา ความพยายาม และความซับซ้อนของข้อมูล
ภายใต้เงื่อนไขนี้ การเลือกที่จะไม่ติดตามข้อมูลเชิงลึกจึงเป็นพฤติกรรมที่ “มีเหตุผล” ในเชิงการคำนวณต้นทุน-ผลประโยชน์ ดังนั้น ความไม่รู้ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง มิใช่ความบกพร่องของปัจเจกบุคคล
ในตอนนั้น มีการกล่าวโจมตีผู้คนที่ติดทั้งโบแดงและโบเขียว ว่า ทั้งสองฝ่ายหลับหูหลับตาคัดค้านหรือสนับสนุนโดยปราศจากการศึกษาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่อาจารย์รังสรรค์กลับเห็นว่า การแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญด้วยการมานั่งอ่านทั้งฉบับ อาจมีต้นทุนที่สูงเกินไป เพราะต้องเสียทั้งเวลาและความพยายามในการทำความเข้าใจ รวมถึงภาษากฎหมายก็ยากแก่การอ่านอีกด้วยสำหรับประชาชนทั่วไป
ดังนั้น การตัดสินใจสนับสนุนหรือคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 โดยปราศจาก “ความรู้ที่ไม่สมบูรณ์” เกี่ยวกับเนื้อในร่างรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเรื่องการไม่รู้ของผู้สนับสนุนหรือคัดค้านในฐานะการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล เพราะประโยชน์ที่จะได้รับจากความรู้ที่สมบูรณ์เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ 2540 นั้นไม่คุ้มกับต้นทุนที่ต้องเสียไป
ถ้านำ แนวคิด Rational Voter Ignorance มาใช้กับการเลือกตั้งทั่วไป จะพบว่า.....
ในอุดมคติของระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกคาดหวังให้ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติ ความประพฤติ ความสุจริตของผู้สมัครเป็นฐานในการตัดสินใจลงคะแนน และจะใช้การเลือกตั้งเป็นกลไกลงโทษนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงประจักษ์จำนวนมากทั้งในและต่างประเทศกลับแสดงให้เห็นว่า “ข่าวอื้อฉาว” หรือ “ข้อกล่าวหาทางกฎหมายต่อผู้สมัคร” มิได้ส่งผลต่อพฤติกรรมการลงคะแนนเสมอไป
เช่น ในกรณีล่าสุด ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสองคนที่สังกัดพรรคการเมืองที่สร้างภาพลักษณ์ดี รังเกียจการทุจริต ต่อต้านทุนเทา เป็นพรรคทางเลือกและได้รับการสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครสองรายนี้ถูกตำรวจเข้าจับกุมในข้อกล่าวหาว่า รายหนึ่งมีชื่อเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเชื่อมโยงกับการฟอกเงินของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และอีกรายหนึ่งเกี่ยวข้องเว็บพนันออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาดังกล่าวของทั้งสองยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนและยังไม่มี
คำพิพากษาถึงที่สุด และผู้สมัครทั้งสองได้ถอนตัวออกไปจากการเลือกตั้งแล้ว
กระนั้นก็ดี สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วไป การทำความเข้าใจข้อกล่าวหานี้ต้องอาศัยความรู้เฉพาะทาง เช่น ความแตกต่างระหว่างความผิดส่วนบุคคลกับความเกี่ยวข้องเชิงนิติบุคคล ขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม และการประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว ภายใต้กรอบคิด Rational Voter Ignorance ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากอาจประเมินว่า การลงทุนทรัพยากรเพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดเหล่านี้ไม่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับผลกระทบของการตัดสินใจของตนต่อผลการเลือกตั้ง
ดังนั้น “การไม่รู้” ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมิใช่เรื่องของความผิดพลาด หรือการไม่ติดตามข้อมูลข่าวสารเชิงลึกของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หากแต่เป็นการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลภายใต้ต้นทุนของข้อมูลทางการเมืองที่สูงเพราะผลตอบแทนจากการได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าวมีน้อยอย่างยิ่ง เนื่องจากความเป็นไปได้ที่เสียงหนึ่งเสียงจะเปลี่ยนผลการเลือกตั้งมีน้อยมาก
สังคมการเมืองไทยมีลักษณะเฉพาะที่เพิ่มต้นทุนของการแสวงหาความรู้ทางการเมือง ความซับซ้อน
และความคลุมเครือของข้อมูลข่าวสารทางการเมืองซึ่งมักผสมปนเประหว่างข่าวปลอม ข่าวจริง การใส่ร้ายป้ายสี การสร้างภาพ การบิดเบือนข้อเท็จจริง ความเห็น วาทกรรมทางการเมือง และความไม่เป็นมืออาชีพของสื่อบางคน บางสำนัก อีกทั้งยังมีผู้สมัครมากหน้าหลายตา พรรคการเมืองอีกจำนวนมาก และการประชันวิสัยทัศน์หรือการดีเบตที่มีขึ้นเกือบทุกวันในหลายเวทีที่สื่อ สถาบันและองค์กรต่างๆ จัดขึ้นมา
ดังนั้น การจะตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ภายใต้การได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึกทางการเมืองเช่นนี้ จึงมีต้นทุนที่สูงมากโดยเฉพาะในแง่ของเวลา
ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากจึงเลือกใช้ “ความง่ายในการนึกออก” (AvailabilityHeuristics) ซึ่งเป็นแนวคิดทางจิตวิทยาเชิงพฤติกรรมที่อธิบายว่า เมื่อมนุษย์ต้องตัดสินใจหรือประเมินความน่าจะเป็นของเหตุการณ์หนึ่งๆ พวกเขามักใช้“ความง่ายในการนึกออก” ของตัวอย่าง หรือข้อมูลที่มีอยู่ในความทรงจำมาเป็นเกณฑ์ตัดสิน มากกว่าจะอิงข้อมูลเชิงสถิติที่แท้จริง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าเหตุการณ์ใดถูกนำเสนอหรือปรากฏในความทรงจำได้ง่าย เช่น ข่าวที่พึ่งเห็นหรือประสบการณ์ส่วนตัวสดใหม่ที่พึ่งเจอมา
Availability Heuristics จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่อธิบายว่า ทำไมผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงตัดสินใจจาก “สิ่งที่เห็นและนึกออกได้ง่าย” มากกว่าข้อมูลจริงที่ซับซ้อน เช่น ถ้าสื่อรายงานข่าวเรื่องอื้อฉาวของนักการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ประชาชนอาจเชื่อว่า “พรรคนั้นเทามากกว่า” แม้ว่าความจริงปัญหานี้อาจจะเกิดขึ้นในหลายพรรคพอๆ กัน
ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากจึงเลือกใช้ “ความง่ายในการนึกออก” เช่น แบรนด์พรรคการเมือง นโยบาย(ที่อาจจะขายฝัน แต่ทำไม่ได้) อุดมการณ์(ที่อาจจะจอมปลอม แต่พูดแล้วดูดี) หรือการเปรียบเทียบกับพรรคอื่นที่ถูกมองว่าแย่กว่า แทนการประเมินข้อมูลเชิงลึกของผู้สมัครรายบุคคล ดังนั้น การไม่ตอบสนองต่อ “ข้อกล่าวหา” หรือ “เรื่องอื้อฉาว” ของผู้สมัครจึงไม่ใช่การเพิกเฉย หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงเหตุผลในบริบทของโครงสร้างแรงจูงใจที่มีอยู่ หรือ “ความง่ายในการนึกถึง” นั้นเอง
ปรากฏการณ์ Rational Voter Ignorance มิได้จำกัดอยู่ในสังคมการเมืองไทยเท่านั้น
กรณี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก ยังคงสนับสนุนนักการเมืองที่เผชิญกับเรื่องอื้อฉาวและข้อกล่าวหาทางกฎหมายมากมาย หากนักการเมืองเหล่านั้นสามารถตอบสนองอัตลักษณ์หรือผลประโยชน์เชิงนโยบายของฐานเสียงได้ ดังนั้น ถึงแม้จะมีข่าวเชิงลบเกี่ยวกับตัวทรัมป์ แต่หากตัวทรัมป์ยังถูกมองว่าเป็นตัวแทนผลประโยชน์เชิงโครงสร้างของผู้เลือกตั้ง ข่าวดังกล่าวอาจไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนการตัดสินใจได้
ในอิตาลี กรณีของอดีตนายกรัฐมนตรี ซิลวีโอ แบร์ลุสโคนี แสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากแยก “ความสามารถทางการเมือง” ออกจาก “คดีความส่วนบุคคล” อย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับการคำนวณเชิงเหตุผลของผู้เลือกตั้ง
ขณะที่ใน อินเดีย ผู้สมัครที่มีคดีอาญาไม่จำเป็นต้องเสียเปรียบ หากสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือผู้จัดการผลประโยชน์ให้กับเขตเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นตัวอย่างของ Rational Voter Ignorance ภายใต้ระบบการเมืองแบบอุปถัมภ์ในประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในแง่ของจำนวนประชากรที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้เป็นอย่างดี
ตัวอย่างดังกล่าวสะท้อนว่า “การไม่รู้ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในฐานะการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” หรือRational Voter Ignorance เป็นคุณลักษณะเชิงโครงสร้างของประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง มิใช่ลักษณะเฉพาะของสังคมใดสังคมหนึ่ง
ดังนั้น ถึงแม้ในสังคมประชาธิปไตย จะมีสมมุติฐานพื้นฐานประการหนึ่งที่มักถูกยึดถือโดยสามัญสำนึกทางการเมือง นั้นคือ เมื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับคดีร้ายแรง คะแนนนิยมย่อมลดลง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ทางการเมืองไทยและต่างประเทศกลับแสดงให้เห็นว่าสมมุติฐานดังกล่าวไม่เป็นจริงเสมอไป
ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ ไม่อาจอธิบายได้ด้วยกรอบ“ศีลธรรมของผู้สมัคร” หรือ “ความรับผิดชอบต่อประชาชน” ของพรรคการเมือง แต่เพียงเท่านั้น หากต้องอธิบายผ่านแนวคิด Rational Voter Ignorance ซึ่งมองว่า การไม่รู้ หรือ การไม่ติดตามข้อมูลเชิงลึก ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มิใช่ความบกพร่องทางปัญญา แต่เป็น การตัดสินใจอย่างมีเหตุผลภายใต้ต้นทุนของข้อมูลทางการเมืองที่สูง
ดร.ธิติ สุวรรณทัต

มดดำ คชาภา ลั่น หากพรรคประชาชนมา น็อต วรฤทธิ์ ไม่ต้องมา เพื่อความสบายใจของทุกคน
ไชยาไม่ทน! บุกโรงพักศรีบุญเรือง แจ้งความพี่ชายผู้สมัครพรรคใหญ่ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ
สีหศักดิ์ ผลักดันความร่วมมือสากลแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์
โซเชียลแห่แชร์ แม่น้อย ดูดวงให้ ทนายแก้ว กลางรายการดัง ผ่านมา 1 ปีเรื่องที่ทักเกิดขึ้นจริง
มหากาพย์ร้านตัดสูท ทนายเป้ง โต้ ทนายแก้ว ใครกันแน่เป็นฝ่ายเสนอเงินจบคดี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี