วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569
......หรือ “Shadowy Online Movements” โดยทั่วไปหมายถึง เครือข่ายหรือการดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ที่ไม่เปิดเผยตัวตนหรือไม่เปิดเผยตัวตนจริงของผู้จัดตั้ง แต่มีเป้าหมายชัดเจนบางอย่าง โดยมากเกี่ยวข้องกับการเมือง การโน้มน้าวมวลชน หรือการสร้างและแพร่ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ เช่น การปั่นข้อมูลในสังคมโซเซียลมีเดีย การทำ information operations (ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร) หรือ IO ในช่วงหาเสียง
ถ้ายังจำกันได้ เมื่อสักสิบกว่าปีก่อน เคยมีกรณีอื้อฉาวของ Cambridge Analytica ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลที่โด่งดังในสหรัฐฯ และอังกฤษ ที่อาศัยข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ Facebook เพื่อทำ micro-targetingโฆษณาทางการเมือง หรือเผยแพร่ข้อความที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจง ทั้งในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016 และโหวต Brexit แม้ Cambridge Analytica จะไม่ใช่เครือข่ายออนไลน์ลับ แต่รูปแบบการทำงานที่ไม่โปร่งใส, การใช้ข้อมูลส่วนตัวโดยไม่บอกผู้ใช้จริง, และการสร้างเนื้อหาที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้เลือกตั้งก็ถูกมองว่าเป็นอาวุธเชิงข้อมูลที่สามารถบิดเบือนประชาธิปไตย
Cambridge Analytica ได้รวบรวมข้อมูลผู้ใช้เฟซบุ๊กตั้งแต่ประมาณปี 2010 เพื่อการโฆษณาทางการเมืองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลดังกล่าวถูกรวบรวมผ่านแอปชื่อ “This Is Your Digital Life” ที่รวบรวมข้อมูลจากโปรไฟล์ผู้ใช้เฟซบุ๊กมากกว่า 50 ล้านโปรไฟล์ เพื่อใช้ช่วยวิเคราะห์ในการรณรงค์หาเสียงของทรัมป์ และ เท็ด ครูซ ในช่วงการคัดเลือกตัวแทนของพรรครีพับลิกันเพื่อลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อปี 2016 นอกจากนี้ CambridgeAnalytica ยังถูกกล่าวหาว่าเข้าไปแทรกแซงการลงประชามติ Brexit ในปี 2020 เพื่อโน้มน้าวให้ผู้คนสนับสนุนการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) ของสหราชอาณาจักร (UK)
แอปพลิเคชัน “This Is Your Digital Life” ประกอบด้วยชุดคำถามที่สร้างโปร์ไฟล์ทางจิตวิทยาของผู้ใช้ ถูกพัฒนาโดย ดร.อเล็กซ์ โคแกน (Alexsandr Kogan) นักวิชาการชาวรัสเซีย-อเมริกัน ภาคประสาทวิทยา มหาวิทยาเคมบริดจ์ ที่ได้รับการจ้างจาก Cambridge Analytica ที่ได้เตรียมขั้นตอนการยินยอมสำหรับการวิจัยซึ่งผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายแสนคนได้ตกลงที่จะทำแบบสำรวจนี้ ในเงื่อนไขที่จะไว้ใช้กับงานทางวิชาการเท่านั้น เพื่อแลกกับค่าตอบแทนจำนวนหนึ่งอย่างไรก็ตาม แอปนี้ไม่เพียงแค่รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากผู้ตอบคำถามการสำรวจเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเพื่อนในเฟซบุ๊กของผู้ตอบแบบสอบถามอีกด้วย ด้วยวิธีดังกล่าวจึงทำให้ Cambridge Analytica ได้รับข้อมูลโปรไฟล์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนหลายสิบล้านคน
การใช้ข้อมูลในทางที่ผิดดังกล่าว ถูกเปิดเผยในปี 2018 โดยนายคริสโตเฟอร์ ไวลี อดีตพนักงานของ Cambridge Analytica เอง ที่เป็นแหล่งข่าวนิรนามให้กับ The Observer และ The Guardian สื่อของอังกฤษ โดยในระหว่างที่กำลังขุดคุ้ยเรื่องนี้ หนังสือพิมพ์ทั้งสอบฉบับได้เปลี่ยนชื่อของ ดร.อเล็กซ์ โคแกน หรือ Dr.Alexsandr Kogan เป็น “Dr.Spectre” หรือ “ดร.สเปกเตอร์” เพื่อสร้างความสนใจและสร้างความดึงดูดให้กับผู้ที่ติดตามการสืบสวนเรื่องราวนี้
ปี 2019 เฟซบุ๊กต้องจ่ายค่าปรับจำนวน 5 พันล้านดอลลาร์ ให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัว และอีก 5 แสนปอนด์ให้รัฐบาลอังกฤษ ในข้อหาการเปิดเผยข้อมูลผู้ใช้อันนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายอย่างร้ายแรงกับเจ้าของข้อมูล ขณะที่Cambridge Analytica ได้ยื่นฟ้องล้มละลายไปในเดือนพฤษภาคม 2018
อย่างไรก็ตาม แม้รูปแบบการทำงานจะไม่โปร่งใส มีการใช้ข้อมูลส่วนตัวโดยไม่บอกผู้ใช้จริง แต่Cambridge Analytica ก็ยังเป็นบริษัทที่จดทะเบียนถูกกฎหมาย ไม่ใช่ “เครือข่ายออนไลน์ลับ” (shadowy online movements) ที่ก่อตัวและเคลื่อนไหวผ่านโลกออนไลน์ โดยมักปกปิดตัวตน ไม่เป็นทางการ และดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างความชอบธรรมกับความผิดกฎหมาย ขบวนการเหล่านี้อาจเริ่มต้นจากความไม่พอใจเล็กๆ ผ่านห้องพูดคุยในอินเทอร์เน็ต ก่อนจะพัฒนาเป็นกระแสทางสังคมที่ส่งผลกระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในโลกจริง
กระนั้นก็ดี การเกิดขึ้นของเครือข่ายออนไลน์ลับไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลพวงของเงื่อนไขหลายประการที่มาบรรจบกัน เช่น
เทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้ศูนย์กลาง แพลตฟอร์มออนไลน์จำนวนมากเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สร้างเนื้อหาและเชื่อมต่อกันโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นห้องหรือกลุ่มสนทนาในโซเชียลมีเดียที่มีจำนวนมาก ล้วนเอื้อให้ผู้คนรวมกลุ่มกันได้อย่างรวดเร็วและยากต่อการควบคุม
ความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันหลักของสังคมไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล สื่อกระแสหลัก หรือองค์กรขนาดใหญ่ ความรู้สึกว่าความจริงถูกบิดเบือนหรือเสียงของประชาชนไม่ได้รับการรับฟัง ทำให้บางกลุ่มหันไปสร้างพื้นที่ของตนเองในโลกออนไลน์
วัฒนธรรมการไม่เปิดเผยตัวตน อินเทอร์เน็ตเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ซ่อนตัวตนจริง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการแสดงความคิดเห็น หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและหน้าที่การงานในโลกความเป็นจริง
เครือข่ายออนไลน์ลับเหล่านี้มักไม่มีผู้นำที่ชัดเจน หรือหากมีก็ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ การตัดสินใจอาจเกิดจากฉันทามติในกลุ่มย่อย จากผู้นำทางจิตวิญญาณหรือบุคคลนิรนามที่มีอิทธิพลทางความคิด มีการใช้รหัส คำย่อ หรือสัญลักษณ์ที่คนภายนอกเข้าใจได้ยาก สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความรู้สึกเป็น “พวกเดียวกัน” และแยกแยะสมาชิกออกจากคนนอก บางขบวนการมีเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ต่อต้านสังคมหรือค่านิยมกระแสหลัก เรียกร้องความยุติธรรม ขณะที่บางกลุ่มกลับมีเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือถูกตีความแตกต่างกันไปในหมู่สมาชิก
เครือข่ายออนไลน์ลับใช้กลยุทธ์หลากหลายในการเคลื่อนไหว หนึ่งในรูปแบบที่พบบ่อยคือ การปฏิบัติการเชิงข้อมูล หรือ การทำ IO เช่น การเผยแพร่ข้อมูลจำนวนมากในเวลาอันสั้น การตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของค่านิยมหลักในสังคม หรือการสร้างเรื่องเล่าทางเลือกส่วนอีกรูปแบบหนึ่งคือ การระดมมวลชนแบบฉับพลันสมาชิกสามารถรวมตัวกันโจมตีหรือสนับสนุนเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งในโลกออนไลน์ เช่น การถล่มความเห็นต่างหรือสรรเสริญเยินยอความเห็นร่วม การสร้างแฮชแท็กให้ติดกระแส บางกรณี ขบวนการเหล่านี้ยังขยายกิจกรรมไปสู่โลกจริง ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุม การประท้วง หรือการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยมีโลกออนไลน์เป็นพื้นที่วางแผนและสื่อสารหลัก
ขณะที่ ผลกระทบของเครือข่ายออนไลน์ลับมีทั้งด้านบวกและด้านลบ
ในด้านบวก ขบวนการเหล่านี้สามารถเปิดพื้นที่ให้เสียงของผู้ไม่มีอำนาจ คนส่วนน้อย คนชายขอบ ช่วยตรวจสอบอำนาจ และกระตุ้นให้สังคมตั้งคำถามต่อโครงสร้างเดิม บางครั้งพวกเขามีบทบาทสำคัญในการเปิดโปงการทุจริตหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน
อย่างไรก็ตาม ด้านลบก็ไม่อาจมองข้าม การแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ ความเกลียดชัง หรือทฤษฎีสมคบคิด สามารถบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในสถาบันประชาธิปไตย และสร้างความแตกแยกในสังคมได้อย่างรุนแรง เช่น ขบวนการ QAnon ซึ่งเริ่มต้นจากโพสต์เรื่องราวปริศนาความลับต่างๆ ในฟอรั่มออนไลน์ ก่อนจะพัฒนาเป็นขบวนการความเชื่อสมคบคิดขนาดใหญ่มีผู้ติดตามจำนวนมาก และส่งผลกระทบต่อการเมืองในหลายประเทศ หรือ ขบวนการ “nihilistic violent extremists” หรือ “กลุ่มหัวรุนแรงทำลายล้างแบบนิฮิลิสม์”
คำว่า “nihilistic” มาจากแนวคิด nihilism หมายถึงการปฏิเสธความหมายเชิงคุณค่า ศีลธรรม และความจริงสากล เมื่อแนวคิดนี้ถูกผสมกับความรุนแรง(violence) จึงเกิดรูปแบบของลัทธิหัวรุนแรงที่ไม่ต้องการสร้างโลกใหม่ แต่ต้องการ “ทำลายล้างทุกอย่าง” รวมทั้งตนเองด้วย กลุ่มเหล่านี้ไม่ยึดถืออุดมการณ์ทางการเมืองไร้ศาสนา ไม่มีรากเหง้า หากแต่ถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ความโกรธ เกลียดชังต่อสังคม และปฏิเสธคุณค่าที่มีอยู่ในโลกปัจจุบัน
ปัจจุบัน nihilistic violent extremists เป็นเครือข่ายออนไลน์ลับที่กำลังถูกหน่วยงานความมั่นคงทั่วโลกจับตามองอยู่ เพราะสมาชิกของขบวนการนี้มักจะก่อเหตุความรุนแรงขึ้นในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเผาอาคาร ระเบิดตึก นอกจากนั้น ยังพบว่าวัยรุ่น-คนรุ่นใหม่ที่เป็นสมาชิกขบวนการนี้จำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย เพราะในชุมชนเครือข่ายออนไลน์ลับนี้...การพูดถึงความตาย หรือการทำลายตนเอง ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ แม้กระทั่งเป็นเรื่องของความงามหรือความมีสุนทรีย์
ดร.ธิติ สุวรรณทัต

สกสค.ตรึงราคาสินค้า ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ลดภาระผู้ปกครอง
เธอมาได้ทันเวลาพอดี!! คลิป จนท.กระโดดตัวปลิวกลางสายฝน ดีใจช่วยบรรเทาดับไฟป่าได้
หนุ่มซิ่ง จยย.ฝ่าไม้กั้น ล้มคารางรถไฟ พลเมืองดีช่วยทันเสี้ยววินาที
ญี่ปุ่น ยกเลิกเตือนสึนามิแล้ว แต่ยังเสี่ยง Mega-quake หลังแผ่นดินไหว 7.7
อัษฎางค์ ชำแหละช็อต ถุย นายกฯ เดิมพันแบรนด์ จริงใจ หรือ วุฒิภาวะ ถูกกัดเซาะ?

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี