วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569
......หรือ “Shadowy Online Movements” โดยทั่วไปหมายถึง เครือข่ายหรือการดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ที่ไม่เปิดเผยตัวตนหรือไม่เปิดเผยตัวตนจริงของผู้จัดตั้ง แต่มีเป้าหมายชัดเจนบางอย่าง โดยมากเกี่ยวข้องกับการเมือง การโน้มน้าวมวลชน หรือการสร้างและแพร่ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ เช่น การปั่นข้อมูลในสังคมโซเซียลมีเดีย การทำ information operations (ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร) หรือ IO ในช่วงหาเสียง
ถ้ายังจำกันได้ เมื่อสักสิบกว่าปีก่อน เคยมีกรณีอื้อฉาวของ Cambridge Analytica ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลที่โด่งดังในสหรัฐฯ และอังกฤษ ที่อาศัยข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ Facebook เพื่อทำ micro-targetingโฆษณาทางการเมือง หรือเผยแพร่ข้อความที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจง ทั้งในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016 และโหวต Brexit แม้ Cambridge Analytica จะไม่ใช่เครือข่ายออนไลน์ลับ แต่รูปแบบการทำงานที่ไม่โปร่งใส, การใช้ข้อมูลส่วนตัวโดยไม่บอกผู้ใช้จริง, และการสร้างเนื้อหาที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้เลือกตั้งก็ถูกมองว่าเป็นอาวุธเชิงข้อมูลที่สามารถบิดเบือนประชาธิปไตย
Cambridge Analytica ได้รวบรวมข้อมูลผู้ใช้เฟซบุ๊กตั้งแต่ประมาณปี 2010 เพื่อการโฆษณาทางการเมืองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลดังกล่าวถูกรวบรวมผ่านแอปชื่อ “This Is Your Digital Life” ที่รวบรวมข้อมูลจากโปรไฟล์ผู้ใช้เฟซบุ๊กมากกว่า 50 ล้านโปรไฟล์ เพื่อใช้ช่วยวิเคราะห์ในการรณรงค์หาเสียงของทรัมป์ และ เท็ด ครูซ ในช่วงการคัดเลือกตัวแทนของพรรครีพับลิกันเพื่อลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อปี 2016 นอกจากนี้ CambridgeAnalytica ยังถูกกล่าวหาว่าเข้าไปแทรกแซงการลงประชามติ Brexit ในปี 2020 เพื่อโน้มน้าวให้ผู้คนสนับสนุนการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) ของสหราชอาณาจักร (UK)
แอปพลิเคชัน “This Is Your Digital Life” ประกอบด้วยชุดคำถามที่สร้างโปร์ไฟล์ทางจิตวิทยาของผู้ใช้ ถูกพัฒนาโดย ดร.อเล็กซ์ โคแกน (Alexsandr Kogan) นักวิชาการชาวรัสเซีย-อเมริกัน ภาคประสาทวิทยา มหาวิทยาเคมบริดจ์ ที่ได้รับการจ้างจาก Cambridge Analytica ที่ได้เตรียมขั้นตอนการยินยอมสำหรับการวิจัยซึ่งผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายแสนคนได้ตกลงที่จะทำแบบสำรวจนี้ ในเงื่อนไขที่จะไว้ใช้กับงานทางวิชาการเท่านั้น เพื่อแลกกับค่าตอบแทนจำนวนหนึ่งอย่างไรก็ตาม แอปนี้ไม่เพียงแค่รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากผู้ตอบคำถามการสำรวจเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเพื่อนในเฟซบุ๊กของผู้ตอบแบบสอบถามอีกด้วย ด้วยวิธีดังกล่าวจึงทำให้ Cambridge Analytica ได้รับข้อมูลโปรไฟล์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนหลายสิบล้านคน
การใช้ข้อมูลในทางที่ผิดดังกล่าว ถูกเปิดเผยในปี 2018 โดยนายคริสโตเฟอร์ ไวลี อดีตพนักงานของ Cambridge Analytica เอง ที่เป็นแหล่งข่าวนิรนามให้กับ The Observer และ The Guardian สื่อของอังกฤษ โดยในระหว่างที่กำลังขุดคุ้ยเรื่องนี้ หนังสือพิมพ์ทั้งสอบฉบับได้เปลี่ยนชื่อของ ดร.อเล็กซ์ โคแกน หรือ Dr.Alexsandr Kogan เป็น “Dr.Spectre” หรือ “ดร.สเปกเตอร์” เพื่อสร้างความสนใจและสร้างความดึงดูดให้กับผู้ที่ติดตามการสืบสวนเรื่องราวนี้
ปี 2019 เฟซบุ๊กต้องจ่ายค่าปรับจำนวน 5 พันล้านดอลลาร์ ให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัว และอีก 5 แสนปอนด์ให้รัฐบาลอังกฤษ ในข้อหาการเปิดเผยข้อมูลผู้ใช้อันนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายอย่างร้ายแรงกับเจ้าของข้อมูล ขณะที่Cambridge Analytica ได้ยื่นฟ้องล้มละลายไปในเดือนพฤษภาคม 2018
อย่างไรก็ตาม แม้รูปแบบการทำงานจะไม่โปร่งใส มีการใช้ข้อมูลส่วนตัวโดยไม่บอกผู้ใช้จริง แต่Cambridge Analytica ก็ยังเป็นบริษัทที่จดทะเบียนถูกกฎหมาย ไม่ใช่ “เครือข่ายออนไลน์ลับ” (shadowy online movements) ที่ก่อตัวและเคลื่อนไหวผ่านโลกออนไลน์ โดยมักปกปิดตัวตน ไม่เป็นทางการ และดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างความชอบธรรมกับความผิดกฎหมาย ขบวนการเหล่านี้อาจเริ่มต้นจากความไม่พอใจเล็กๆ ผ่านห้องพูดคุยในอินเทอร์เน็ต ก่อนจะพัฒนาเป็นกระแสทางสังคมที่ส่งผลกระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในโลกจริง
กระนั้นก็ดี การเกิดขึ้นของเครือข่ายออนไลน์ลับไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลพวงของเงื่อนไขหลายประการที่มาบรรจบกัน เช่น
เทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้ศูนย์กลาง แพลตฟอร์มออนไลน์จำนวนมากเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สร้างเนื้อหาและเชื่อมต่อกันโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นห้องหรือกลุ่มสนทนาในโซเชียลมีเดียที่มีจำนวนมาก ล้วนเอื้อให้ผู้คนรวมกลุ่มกันได้อย่างรวดเร็วและยากต่อการควบคุม
ความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันหลักของสังคมไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล สื่อกระแสหลัก หรือองค์กรขนาดใหญ่ ความรู้สึกว่าความจริงถูกบิดเบือนหรือเสียงของประชาชนไม่ได้รับการรับฟัง ทำให้บางกลุ่มหันไปสร้างพื้นที่ของตนเองในโลกออนไลน์
วัฒนธรรมการไม่เปิดเผยตัวตน อินเทอร์เน็ตเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ซ่อนตัวตนจริง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการแสดงความคิดเห็น หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและหน้าที่การงานในโลกความเป็นจริง
เครือข่ายออนไลน์ลับเหล่านี้มักไม่มีผู้นำที่ชัดเจน หรือหากมีก็ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ การตัดสินใจอาจเกิดจากฉันทามติในกลุ่มย่อย จากผู้นำทางจิตวิญญาณหรือบุคคลนิรนามที่มีอิทธิพลทางความคิด มีการใช้รหัส คำย่อ หรือสัญลักษณ์ที่คนภายนอกเข้าใจได้ยาก สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความรู้สึกเป็น “พวกเดียวกัน” และแยกแยะสมาชิกออกจากคนนอก บางขบวนการมีเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ต่อต้านสังคมหรือค่านิยมกระแสหลัก เรียกร้องความยุติธรรม ขณะที่บางกลุ่มกลับมีเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือถูกตีความแตกต่างกันไปในหมู่สมาชิก
เครือข่ายออนไลน์ลับใช้กลยุทธ์หลากหลายในการเคลื่อนไหว หนึ่งในรูปแบบที่พบบ่อยคือ การปฏิบัติการเชิงข้อมูล หรือ การทำ IO เช่น การเผยแพร่ข้อมูลจำนวนมากในเวลาอันสั้น การตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของค่านิยมหลักในสังคม หรือการสร้างเรื่องเล่าทางเลือกส่วนอีกรูปแบบหนึ่งคือ การระดมมวลชนแบบฉับพลันสมาชิกสามารถรวมตัวกันโจมตีหรือสนับสนุนเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งในโลกออนไลน์ เช่น การถล่มความเห็นต่างหรือสรรเสริญเยินยอความเห็นร่วม การสร้างแฮชแท็กให้ติดกระแส บางกรณี ขบวนการเหล่านี้ยังขยายกิจกรรมไปสู่โลกจริง ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุม การประท้วง หรือการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยมีโลกออนไลน์เป็นพื้นที่วางแผนและสื่อสารหลัก
ขณะที่ ผลกระทบของเครือข่ายออนไลน์ลับมีทั้งด้านบวกและด้านลบ
ในด้านบวก ขบวนการเหล่านี้สามารถเปิดพื้นที่ให้เสียงของผู้ไม่มีอำนาจ คนส่วนน้อย คนชายขอบ ช่วยตรวจสอบอำนาจ และกระตุ้นให้สังคมตั้งคำถามต่อโครงสร้างเดิม บางครั้งพวกเขามีบทบาทสำคัญในการเปิดโปงการทุจริตหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน
อย่างไรก็ตาม ด้านลบก็ไม่อาจมองข้าม การแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ ความเกลียดชัง หรือทฤษฎีสมคบคิด สามารถบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในสถาบันประชาธิปไตย และสร้างความแตกแยกในสังคมได้อย่างรุนแรง เช่น ขบวนการ QAnon ซึ่งเริ่มต้นจากโพสต์เรื่องราวปริศนาความลับต่างๆ ในฟอรั่มออนไลน์ ก่อนจะพัฒนาเป็นขบวนการความเชื่อสมคบคิดขนาดใหญ่มีผู้ติดตามจำนวนมาก และส่งผลกระทบต่อการเมืองในหลายประเทศ หรือ ขบวนการ “nihilistic violent extremists” หรือ “กลุ่มหัวรุนแรงทำลายล้างแบบนิฮิลิสม์”
คำว่า “nihilistic” มาจากแนวคิด nihilism หมายถึงการปฏิเสธความหมายเชิงคุณค่า ศีลธรรม และความจริงสากล เมื่อแนวคิดนี้ถูกผสมกับความรุนแรง(violence) จึงเกิดรูปแบบของลัทธิหัวรุนแรงที่ไม่ต้องการสร้างโลกใหม่ แต่ต้องการ “ทำลายล้างทุกอย่าง” รวมทั้งตนเองด้วย กลุ่มเหล่านี้ไม่ยึดถืออุดมการณ์ทางการเมืองไร้ศาสนา ไม่มีรากเหง้า หากแต่ถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ความโกรธ เกลียดชังต่อสังคม และปฏิเสธคุณค่าที่มีอยู่ในโลกปัจจุบัน
ปัจจุบัน nihilistic violent extremists เป็นเครือข่ายออนไลน์ลับที่กำลังถูกหน่วยงานความมั่นคงทั่วโลกจับตามองอยู่ เพราะสมาชิกของขบวนการนี้มักจะก่อเหตุความรุนแรงขึ้นในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเผาอาคาร ระเบิดตึก นอกจากนั้น ยังพบว่าวัยรุ่น-คนรุ่นใหม่ที่เป็นสมาชิกขบวนการนี้จำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย เพราะในชุมชนเครือข่ายออนไลน์ลับนี้...การพูดถึงความตาย หรือการทำลายตนเอง ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ แม้กระทั่งเป็นเรื่องของความงามหรือความมีสุนทรีย์
ดร.ธิติ สุวรรณทัต

นิพิฏฐ์ เปรียบแรง บอก ศุภจี ย่องสึกพระในวัดกลางดึก ไม่เกรงใจหลวงพ่อ
มรดกโลกของแท้ กองแม่ Miss World โพสต์เชิดชู โอปอล งดงามสะกดสายตาชาวโลก
นายกฯ อวยพรสงกรานต์ ชวนฉลองอย่างอบอุ่น กลับบ้านพบครอบครัว สร้างรอยยิ้มทั่วไทย
เอ็ดดี้ เฉลยดรามา ศุภจี ตั้งวีระพงษ์ ชี้ สื่อสารสะดุด ทำลามเรื่องใหญ่การเมือง
ถนนเป็นของเรา มิตรภาพ-M.6 ขาออก เช้าวันสงกรานต์ ทำโซเชียลคอมเมนต์สนั่น

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี