วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569
การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย เพราะนอกจากจะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศแล้ว ยังเกิดขึ้นพร้อมกับการลงประชามติว่าด้วยการเริ่มต้นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนมิได้เพียงตัดสินใจเลือกตัวแทนทางการเมือง แต่ยังมีส่วนร่วมในการกำหนด “กติกาสูงสุด” ของระบบการเมืองไทย
ปรากฏการณ์หนึ่งที่กลายเป็นดราม่าร้อนในโลกออนไลน์ของการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือผลการเลือกตั้งที่พรรคประชาชนสามารถกวาดที่นั่งในกรุงเทพมหานครได้ทั้งหมด แต่กลับพ่ายแพ้หลายพื้นที่ในเขตต่างจังหวัด
ความแตกต่างอย่างชัดเจนของผลคะแนนระหว่าง “กรุงเทพมหานครและปริมณฑล” กับ “พื้นที่ต่างจังหวัด” นำไปสู่การออกมาดูหมิ่นด้อยค่าของคนบางกลุ่มต่อคนต่างจังหวัดว่าเป็น “พวกโง่และจน”
“ประชาธิปไตยคือการปกครองของคนจนและคนโง่” ไม่ใช่คำพูดที่ใหม่ แต่ย้อนกลับไปได้ตั้งแต่สมัยกรีกโบราณในยุคของเพลโต อริสโตเติล
การวิจารณ์ประชาธิปไตยเอเธนส์ยุคนั้นมาจากความกังวลว่าเสียงข้างมากซึ่งประกอบด้วยคนที่มี “ทรัพยากรน้อย” และ “ความรู้จำกัด” จะมีวิจารณญาณ หรือ “ความรู้ในการวินิจฉัยสิ่งถูกผิดตามเหตุผล” ที่น้อยและจำกัดตามไปด้วย ดังนั้น “ประชาธิปไตยจึงเป็นการปกครองของคนจนและคนโง่” ซึ่งข้อกล่าวหาดังกล่าวนี้มักถูกย่อให้เหลือสองสมมุติฐานหลัก ได้แก่
หนึ่ง..ในสังคม “คนจน” มีจำนวนมากกว่า “คนรวย” และ
สอง..ในสังคม คนที่ “ไม่ฉลาด” มีจำนวนมากกว่า “คนฉลาด”
ถ้าเป็นเช่นนี้ ในเมื่อ “คนกรุงเทพฯ” บางคนใช้ตรรกะประชาธิปไตยเช่นนี้กับคนต่างจังหวัด ในทำนองเดียวกัน “คนต่างจังหวัด” ก็สามารถใช้ตรรกะชุดเดียวกันนี้กับผลการเลือกตั้งเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครกับคนกรุงเทพฯได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราตรวจสอบ “คำดูหมิ่นประชาธิปไตย” ดังกล่าว หรือตรรกะประชาธิปไตยว่าด้วยการเลือกตั้ง เสียงข้างมาก และข้อกล่าวหาว่าเป็นการปกครองของคนจนและคนโง่อย่างจริงจัง แล้วถามกลับว่า...ปัญหาอยู่ที่ “เสียงข้างมาก”จริงหรือไม่...หรืออยู่ที่ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น
ข้อถกเถียงที่ว่าประชาธิปไตยคือการปกครองของคนจนและคนโง่นั้น ตั้งอยู่บนตรรกะสามชั้นที่ทับซ้อนกันอยู่ คือ
ขั้นที่ 1 คือ ความไม่เท่าเทียมเชิงจำนวน เพราะในทุกสังคมโดยเฉพาะแบบทุนนิยม คนจนมีจำนวนมากกว่าคนรวย และคนที่ไม่ได้รับการศึกษาสูงมีจำนวนมากกว่าชนชั้นนำทางปัญญา
ขั้นที่ 2 คือ การเลือกตั้งแบบหนึ่งเสียงเท่ากัน ประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งไม่ถ่วงน้ำหนักเสียงตามทรัพย์สินหรือความรู้ แต่ให้ “หนึ่งคนหนึ่งเสียง”
ขั้นที่ 3 คือ ผลลัพธ์เชิงอำนาจของเสียงข้างมาก ที่กำหนดทิศทางการเมืองและเสียงข้างมากนั้นคือคนจนและคนที่ถูกมองว่า “ไม่รู้เท่าทัน”
เมื่อรวมตรรกะชุดนี้เข้าด้วยกัน จึงสรุปว่า ประชาธิปไตยคือการปกครองของคนจนและคนโง่ หรือบางครั้งก็เรียกว่า “mob rule” หรือ“การปกครองของฝูงชน” ดังนั้น เมื่อใช้หลักการ“หนึ่งคนหนึ่งเสียง” ประชาธิปไตยจึงกลายเป็นการปกครองของคนจนและคนโง่โดยตรรกะชุดนี้
แต่ประชาธิปไตยในฐานะทฤษฎีการเมือง ไม่เคยตั้งอยู่บนแนวคิดว่า “คนที่มีทรัพย์มากย่อมปกครองได้ดีกว่า” ตรงกันข้ามประชาธิปไตยเกิดขึ้นจากการปฏิเสธตรรกะนั้นโดยตรง และความจนคือไม่ใช่คุณสมบัติที่ทำให้การตัดสินใจทางการเมืองด้อยคุณค่า การมีทรัพย์น้อยไม่ได้บ่งบอกถึงการขาดเหตุผล ความไม่รู้ หรือการขาดความสามารถในการตัดสินใจทางการเมือง (ดูเพิ่มเติมใน “การไม่รู้ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” คอลัมน์ ปรีชาทัศน์ หนังสือพิมพ์ แนวหน้า ฉบับวันที่ 23 มกราคม 2569)
เพราะถ้าเรายอมรับว่าความจนหรือการมีทรัพยากรน้อยทำให้วิจารณญาณทางการเมืองน้อยตามไปด้วยนั้น ก็เท่ากับว่าเรากำลังย้อนกลับไปยังความคิดแบบ “Property qualification” ซึ่งเป็นแนวคิดทางการเมืองที่กำหนดว่า บุคคลจะมีสิทธิทางการเมืองบางอย่างได้นั้น ต้องมีทรัพย์สินตามเกณฑ์ที่รัฐหรือกฎหมายกำหนด แนวคิดนี้เชื่อว่าผู้ที่มีทรัพย์สินจะต้องมีความรับผิดชอบ มีการศึกษา และมีผลประโยชน์ผูกพันกับความมั่นคง หรือ “มีส่วนได้เสียกับรัฐ” เท่านั้นจึงควรมีเสียงทางการเมือง
แนวคิด Property qualification จะพบมากในรัฐยุคแรกๆ เช่น อังกฤษในศตวรรษที่ 18-19ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นเจ้าของที่ดินหรือรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งส่งผลให้ชาวนาไร้ที่ดิน ชนชั้นแรงงาน หรือคนยากจนถูกกีดกันจากการเมือง ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือสหรัฐยุคเริ่มก่อตั้งประเทศใหม่ๆ ในหลายรัฐกำหนดว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นชายผิวขาวที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน เช่น บ้านหรือที่ดิน
Property qualification เป็นแนวคิดที่สะท้อนการเมืองแบบชนชั้น ซึ่งขัดกับหลักความเสมอภาคในทางการเมือง ปัจจุบันถูกยกเลิกไปเกือบหมด และแทนที่ด้วยแนวคิด “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” เพราะประชาธิปไตยถือว่าผลกระทบจากอำนาจรัฐตกกับทุกคนอย่างเท่าเทียมในฐานะผู้ถูกปกครอง ดังนั้น ความชอบธรรมจึงต้องมาจากความยินยอมของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ “มี”
ประชาธิปไตยไม่ได้ต้องการ “ความฉลาดเชิงเทคนิค” ของผู้เชี่ยวชาญทุกคน แต่ต้องการความสามารถในการรับรู้ผลประโยชน์ของตนเองและแสดงความต้องการนั้นในพื้นที่สาธารณะ เพราะการตัดสินใจทางการเมืองไม่ใช่ข้อสอบวัด IQ และประชาธิปไตยก็ไม่ใช่เครื่องวัดกรองความฉลาดของผู้คน
ข้อกล่าวหาว่าประชาธิปไตยคือการปกครองของคนโง่เกิดจากการคาดหวังว่าระบบการเมืองต้องเลือก “คำตอบที่ดีที่สุด” แต่ประชาธิปไตยไม่ได้สัญญาว่าจะได้คำตอบที่ฉลาดที่สุดประชาธิปไตยสัญญาเพียงว่า..การปกครองต้องเป็นไปตามหลักนิติรัฐ อำนาจจะไม่ถูกผูกขาด ผู้ปกครองจะต้องถูกตรวจสอบ และกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจต้องเป็นไปโดยสันติวิธี
ในความหมายนี้ ประชาธิปไตยอาจไม่ฉลาดที่สุด แต่เป็นระบอบที่ยอมรับความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์และออกแบบอำนาจโดยไม่ไว้วางใจใครมากเกินไป และนั่นคือเหตุผลที่มันยังคงเป็นระบอบการเมืองที่มีเหตุผลที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น ดังนั้น คำดูหมิ่นประชาธิปไตยของคนบางกลุ่มนั้นไม่ใช่ปัญหาของประชาธิปไตย แต่เป็นการไม่ยอมรับความเสมอภาคทางการเมือง การไม่ยอมรับว่าประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างเท่าเทียมกัน
ดร.ธิติ สุวรรณทัต

สุดจะอั้น! ปั๊มแม่สะเรียง ปรับขึ้นราคาน้ำมัน ดีเซลพุ่ง 40 บาท หลังราคาหน้าคลังปรับสูง
ไฟสงครามลุกโชน อิสราเอลถล่มคลังน้ำมันเตหะราน อิหร่านยิงตอบโต้โจมตีโรงกลั่น
หายห่วง! 'ศุลกากรช่องจอม' คุมเข้มขนส่งน้ำมัน-สินค้าเกษตรเขตอีสานใต้ ยันน้ำมันในไทยไม่ขาดแคลน
ก.แรงงาน ออกระเบียบใหม่ วางแนวยึด-อายัด-ขายทรัพย์นายจ้าง ค้างเงินกองทุนลูกจ้าง
ชยิกา ย้ำ เพื่อไทย พร้อมสานต่อนโยบายสตรีจาก ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี