Logo วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / คอลัมน์ / คอลัมน์การเมือง / ปรีชา'ทัศน์
ปรีชา'ทัศน์

ปรีชา'ทัศน์

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.
เวเนซุเอลา และ นอร์เวย์ : บทเปรียบเทียบบางอย่าง (จบ)

ดูทั้งหมด

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

สัปดาห์ที่แล้ว เขียนถึงเรื่องราวของเวเนซุเอลา ประเทศที่เสมือนสวรรค์มาโปรดให้มีทรัพยากรน้ำมันอย่างเหลือเฟือ เป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ก็ไม่อาจช่วยให้ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ดีกินดี มีชีวิตอย่างมีคุณภาพได้ในปัจจุบันนี้ เพราะเวียนว่ายอยู่ในวงจรอุบาทว์ทางการเมืองจนละเลยต่อการพัฒนาลงทุนต่อยอดอุตสาหกรรมน้ำมัน อีกทั้งผู้นำก็ฉ้อราษฎร์บังหลวง ใช้เงินแผ่นดินบำรุงบำเรอตัวเองและพวกพ้อง ทำนโยบายรัฐสวัสดิการแบบประชานิยม จนประชาชนติดอยู่กับความสะดวกสบาย จมไม่ลง ใช้จ่ายอย่างฟุ้งเฟ้อ

ขณะที่นอร์เวย์ซึ่งเป็นประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบสำรองอันดับที่ 20 ของโลก แต่กลับสามารถวางแผน บริหารจัดการทรัพยากรน้ำมันได้อย่างคุ้มค่า กระจายผลประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างทั่วถึง


ซึ่งในช่วงที่นอร์เวย์ค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่บริเวณไหล่ทวีปในช่วงทศวรรษที่ 1960 และเริ่มผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้ในปี 1971 ในตอนนั้น รัฐบาลนอร์เวย์ยังไม่มีแผนและนโยบายที่ชัดเจนในการบริหารเศรษฐกิจและการลงทุนที่ถูกขับเคลื่อนมาจากภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน โดยเฉพาะการบริหารเงินทุนขนาดใหญ่หรือรายได้ของรัฐจำนวนมหาศาลที่ได้มาจากการส่งออกน้ำมัน

จนกระทั่ง ในปี 1974 กระทรวงการคลังของนอร์เวย์ ได้จัดทำรายงานเสนอต่อรัฐสภานอร์เวย์ เพื่อเป็นข้อเสนอการบริหารจัดการกับเงินทุนส่วนเกินปริมาณมหาศาล ที่มาจากรายได้ในภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นกรอบการบริหารการเงิน การคลังของรัฐบาล การจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการประกอบธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมน้ำมันรวมไปถึงเรื่องการทำประชาพิจารณ์ที่จะทำให้การผลักดันนโยบายสาธารณะเหล่านี้เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตยที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม

โจทย์สำคัญของรายงานฉบับนี้ คือ รัฐบาลนอร์เวย์จะบริหารจัดการรายได้จำนวนมหาศาลที่มาจากภาคอุตสาหกรรมน้ำมันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไร

โดยขณะนั้น รายงานฉบับดังกล่าวไม่ได้มีพูดถึงประเด็นเรื่อง “การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ”(Sovereign Wealth Fund) ของนอร์เวย์แม้แต่น้อยโดยประเด็นใหญ่ที่รายงานฉบับนี้ให้ความสำคัญ คือการต้องการรักษาความมั่งคั่งจากประชากรรุ่นปัจจุบันไปสู่ประชากรรุ่นต่อไป

แนวความคิดเรื่อง “การจัดตั้งกองทุนน้ำมัน” ของนอร์เวย์เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นตั้งแต่ปี 1985 โดยวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนปิโตรเลียมของรัฐบาลมีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ

(1) เพื่อป้องกันเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้ถูกบิดเบือนไปจากการมีรายได้ในการขายน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อันจะช่วยให้รัฐบาลมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนแนวทาง และกลยุทธ์ในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม

(2) ใช้กองทุนปิโตรเลียมเป็นกลไกหนึ่งในการวางแผนด้านงบประมาณ ด้วยการแยกรายได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมออกจากรายได้ส่วนอื่นๆ ของรัฐเพื่อนำไปจัดทำงบประมาณประจำปีที่รัฐบาลจะต้องนำไปใช้จ่ายในแต่ละปีงบประมาณ และเพื่อช่วยรักษาความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจนอร์เวย์ เพราะราคาน้ำมันอาจเกิดความผันผวน อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนของปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานราคาน้ำมันในตลาด ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการณ์ต่างๆ ของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ

ในปี 1990 กระทรวงการคลังของนอร์เวย์ประกาศจัดตั้งกองทุนน้ำมัน (Oil Fund) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “กองทุนปิโตรเลียมแห่งนอร์เวย์”(Petroleum Fund of Norway) ภายใต้กฎหมายกองทุนปิโตรเลียม ตามข้อเสนอของธนาคารกลางนอร์เวย์(Norges Bank) ซึ่งต้องการให้เปลี่ยนรูปแบบการเกินดุลงบประมาณให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงินระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในระยะ 5 ปีแรก กองทุนยังไม่ได้มีเงินทุนสะสมอยู่ในกองทุน อันเนื่องมาจากภาระผูกพันทางการคลังที่รัฐบาลนอร์เวย์ยังมีอยู่จากการใช้จ่ายงบประมาณอย่างไม่จำกัด ทำให้รัฐบาลยังคงขาดดุลงบประมาณในช่วงห้าปีแรกของการจัดตั้งกองทุนนี้

ในปี 1995 เมื่อเริ่มมีการเกินดุลงบประมาณ รัฐบาลนอร์เวย์ได้นำเงินทุนจำนวน 314 ล้านดอลลาร์ เข้าในกองทุนนี้เป็นครั้งแรก โดยจำกัดการลงทุนไว้เฉพาะแต่พันธบัตรรัฐบาลของประเทศต่างๆ เท่านั้น อีก 1 ปีถัดมารัฐบาลนอร์เวย์ก็นำเงินเข้ากองทุนอีกจำนวน 6,100ล้านดอลลาร์ หลังจากนั้น กองทุนปิโตรเลียมแห่งนอร์เวย์ก็ได้เริ่มมีเงินทุนสะสมมากขึ้น เมื่อรัฐบาลนำรายได้จากการส่งออกน้ำมันทยอยเก็บสะสมใส่ไว้ในกองทุน โดยในปี 1997 กองทุนมีเงินทุนสะสมอยู่ประมาณ 15,000ล้านดอลลาร์ พร้อมๆ กับการเริ่มออกไปลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกในปี 1998 และค่อยๆ ขยายการลงทุนไปยังภาคส่วนต่างๆ ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ พันธบัตรรัฐบาล อสังหาริมทรัพย์ หุ้นกู้ การเข้าถือครองหุ้นในบริษัทเอกชน โดยให้น้ำหนักการลงทุนไปที่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์มากที่สุดถึง 40%

นับตั้งแต่ปี 2005 รายได้ที่มาจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่เคยมีมูลค่าสูงสุดในปี 2004 ได้ค่อยๆ ลดจำนวนลง แต่ขณะเดียวกัน นอร์เวย์ก็มีค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการจำนวนมากที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบำเหน็จบำนาญผู้สูงอายุ ดังนั้น จึงเกิดการตระหนักว่า ปริมาณผลผลิตและรายได้จากทรัพยากรที่ลดจำนวนลงและสามารถหมดไปได้ในอนาคตนั้น ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายด้านบำเหน็จบำนาญผู้สูงอายุ ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในช่วงหนึ่งทศวรรษนับจากปี 2005 นอร์เวย์จะเข้าสู่สภาวะสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) คล้ายกับอีกหลายๆ ประเทศในโลก

ดังนั้น ในปี 2006 กองทุนปิโตรเลียมแห่งนอร์เวย์จึงได้ถูกเปลี่ยนเป็น “กองทุนเงินบำเหน็จบำนาญของรัฐบาล” (Government Pension Fund-Global : GPF-G) โดยวัตถุประสงค์หลักของกองทุน มิใช่เพื่อป้องกันเศรษฐกิจนอร์เวย์มิให้ถูกบิดเบือนไปเนื่องจากการมีรายได้จากการขายน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็วแต่เพียงอย่างเดียว แต่เพื่อเป็นแหล่งออมเงินระยะยาวแบ่งปันความมั่งคั่ง เป็นเงินทุนสำรับค่าใช้จ่ายในโครงการประกันแห่งชาติ และค่าใช้จ่ายสำหรับผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

โดยหลักการแล้ว GPF-G ถือเป็นเงินออมของชาวนอร์เวย์ทุกคน

ดังนั้น รัฐสภานอร์เวย์จึงมอบอำนาจการดูแลกำหนดสถานะและอำนาจของ GPF-G ให้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังไม่ได้เป็นผู้บริหารและเป็นผู้ดำเนินงานของ GPF-G โดยตรง แต่มอบหมายให้ธนาคารแห่งชาตินอร์เวย์เป็นผู้บริหารจัดการโดยตรงอีกทอดหนึ่ง

นับจากปี 2006 รายได้จากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลี่ยมทั้งหมดจะถูกโอนเข้าไปยัง GPF-G เป็นการดำเนินการเพื่อไม่ให้รายได้จากปิโตรเลี่ยมเข้ามายังเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้นอร์เวย์ไม่เป็น “โรคดัทช์” (Dutch disease) การลงทุนของ GPF- G ยังสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลให้กับประเทศ ในปี 2018 นอร์เวย์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยการจัดอันดับของ World Bank และ World Economic Forum ทั้งในแง่ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวและการหมุนเวียนของเงินทุน ในแง่ของดัชนีการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติ นอร์เวย์เป็นหนึ่งในสามประเทศที่ดีที่สุดของโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แรงงานที่มีทักษะ การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

คำว่า “Dutch disease” ถูกใช้เป็นครั้งแรกในนิตยสาร The Economist เพื่ออธิบายสภาวะถดถอยในภาคการผลิตของประเทศเนเธอร์แลนด์ ภายหลังจากที่ได้ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ในจังหวัดโกรนิงเงิน (Groningen) เมื่อปี 1959 หลังจากนั้นเนเธอร์แลนด์มีรายได้จากการขายก๊าซโกรนิงเงินไหลเข้าประเทศจำนวนมาก ส่งผลให้การผลิตภายในประเทศถดถอย ประกอบกับการขาดวินัยทางการคลังของรัฐบาล ทำให้เนเธอร์แลนด์ประสบภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก อันเป็นที่มาของคำว่า “โรคดัทช์” เพื่อสื่อถึงภาวะการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคอื่นๆ

เวเนซุเอลาเป็นอีกกรณีหนึ่งของโรคดัทช์ ที่ประเทศมีรายได้หลักจากการส่งออกน้ำมันจำนวนมาก และเมื่อมีรายได้จำนวนมหาศาลไหลเข้าประเทศ จึงส่งผลให้สกุลเงินโบลิวาร์แข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งตราบใดที่ระดับราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง รัฐบาลเวเนซุเอลาก็สามารถใช้จ่ายเงินจากการขายน้ำมันเพื่อการเลี้ยงดูประชากรได้อย่างดี รวมถึงเป็นค่าใช้จ่ายในทุกด้านของประเทศ จนกระทั่งเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำลงอย่างกะทันหัน จึงทำให้เวเนซุเอลาที่พึ่งพารายได้จากการขายน้ำมันเป็นหลักเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ และมีสภาพอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน....อันต่างจากนอร์เวย์....

ดร.ธิติ สุวรรณทัต

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  
  • Breaking News
  • ข่าวยอดนิยม
  • คอลัมน์ฮิต
22:05 น. 'ทูตจีน'ย้ำสัมพันธ์แนบแน่น 'ไทย-ปักกิ่ง' หนุนความร่วมมือทางทหาร
21:52 น. ญี่ปุ่นอัดงบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วย ไทย-เอเชีย รับมือวิกฤตน้ำมัน
21:33 น. หนุ่มจีนเจอคุก 1 ปี ฐานลักลอบขน มดราชินี ออกจากเคนยา
21:20 น. สีหศักดิ์ พบหารือ รมต.ต่างประเทศโอมาน ขอบคุณช่วยลูกเรือมยุรีนารี
21:20 น. โปรดเกล้าฯ ศุภชัย-ฐาปน-กฤษฎา เป็นกรรมการสภากาชาดไทย
ดูทั้งหมด
หวานเจี๊ยบที่บอสตัน ทิม พิธา โพสต์ภาพคู่สวีทสงกรานต์ ก้อย อรัชพร
น้าเดชเตือนรัฐ อย่าหาทำ นโยบายรถเก่าแลกรถ NEV
โซเชียลแตก เซ้ง ขอนแก่น อวดการ์ดงานแต่ง ณเดชน์-ญาญ่า ยอดชมทะลุ 1.1 ล้านครั้ง
จับแก๊งขายชาติ ยึดเรือ5ลำกลางทะเล ลอบส่งสินค้าไปเขมร
เช้านี้ติดหนึบ เขาช่องตะโกอ่วม รถแน่นขนัดรับสงกรานต์
ดูทั้งหมด
ล่าฝันข้ามขั้ว
นักร้อง-นักแสดงเงา ลิซ่า
ทำไมต่างชาติชอบ ‘สงกรานต์ในไทย’?
บุคคลแนวหน้า : 17 เมษายน 2568
กะเทาะเปลือก โรงกลั่นน้ำมัน : บทวิเคราะห์วิกฤตพลังงานบนคราบน้ำตาประชาชน
ดูทั้งหมด

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

หนุ่มจีนเจอคุก 1 ปี ฐานลักลอบขน มดราชินี ออกจากเคนยา

สีหศักดิ์ พบหารือ รมต.ต่างประเทศโอมาน ขอบคุณช่วยลูกเรือมยุรีนารี

เปิดภาพล่าสุด ชลิต เฟื่องอารมย์ ใช้ชีวิตเรียบง่ายกลางสวนทุเรียน

แสวง ร่ายยาว ย้ำ กกต.จัดเลือกตั้งยึดหลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้

สส.กู๊ดดี้ แฉขบวนการ IO เล่นงานสื่อ-เบี่ยงประเด็นแม่ทัพภาค 4

ปกรณ์วุฒิ อัด ป.ป.ช.โยนทิ้งทุกหลักการ หลังยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม

  • Breaking News
  • \'ทูตจีน\'ย้ำสัมพันธ์แนบแน่น \'ไทย-ปักกิ่ง\' หนุนความร่วมมือทางทหาร 'ทูตจีน'ย้ำสัมพันธ์แนบแน่น 'ไทย-ปักกิ่ง' หนุนความร่วมมือทางทหาร
  • ญี่ปุ่นอัดงบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วย ไทย-เอเชีย รับมือวิกฤตน้ำมัน ญี่ปุ่นอัดงบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วย ไทย-เอเชีย รับมือวิกฤตน้ำมัน
  • หนุ่มจีนเจอคุก 1 ปี ฐานลักลอบขน มดราชินี ออกจากเคนยา หนุ่มจีนเจอคุก 1 ปี ฐานลักลอบขน มดราชินี ออกจากเคนยา
  • สีหศักดิ์ พบหารือ รมต.ต่างประเทศโอมาน ขอบคุณช่วยลูกเรือมยุรีนารี สีหศักดิ์ พบหารือ รมต.ต่างประเทศโอมาน ขอบคุณช่วยลูกเรือมยุรีนารี
  • โปรดเกล้าฯ ศุภชัย-ฐาปน-กฤษฎา เป็นกรรมการสภากาชาดไทย โปรดเกล้าฯ ศุภชัย-ฐาปน-กฤษฎา เป็นกรรมการสภากาชาดไทย
ดูทั้งหมด

คอลัมน์ที่เกี่ยวข้อง

รัฐมนตรีศึกษาของสิงคโปร์

รัฐมนตรีศึกษาของสิงคโปร์

27 มี.ค. 2569

ยิวในไทยและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ยิวในไทยและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

20 มี.ค. 2569

เรื่องของราคาน้ำมัน

เรื่องของราคาน้ำมัน

13 มี.ค. 2569

เสถสาตรว่าด้วยสงคราม

เสถสาตรว่าด้วยสงคราม

6 มี.ค. 2569

เครือข่ายออนไลน์ลับ

เครือข่ายออนไลน์ลับ

27 ก.พ. 2569

การปั่นหัวทางการเมือง

การปั่นหัวทางการเมือง

20 ก.พ. 2569

คำดูหมิ่นประชาธิปไตย

คำดูหมิ่นประชาธิปไตย

13 ก.พ. 2569

ตลาดพยากรณ์ กับ การทำนายผลการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.

ตลาดพยากรณ์ กับ การทำนายผลการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.

6 ก.พ. 2569

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved