วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569
บันทึกทางประวัติศาสตร์ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าพระมหากษัตริย์ไทยที่เสด็จฯเยือนต่างประเทศเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับหลายประเทศในแถบยุโรปได้ทรงเห็นว่า การปกครองในประเทศที่พระองค์ได้เสด็จฯเยือนนั้นเป็นการปกครองที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตย ซึ่งพระองค์ทรงตระหนักดีว่าในที่สุดสยามน่าจะต้องเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปเป็นแบบนั้น พระมหากษัตริย์พระองค์นั้นคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช รัชกาลที่ ๕
ในปลายรัชสมัยของพระองค์ท่านได้มีพระราชดำริกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ว่า เมื่อขึ้นครองราชย์น่าจะดำเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบประชาธิปไตย แต่หลังจากพระองค์รัชกาลที่ ๖ได้ขึ้นครองราชย์แล้วทรงเห็นว่า ประชาชนชาวสยามยังไม่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่รูปแบบดังกล่าว ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายภายในประเทศเป็นอย่างมาก
จวบจนมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ พระองค์ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ตามรูปแบบของระบอบประชาธิปไตย และเตรียมที่จะได้นำออกมาใช้ แต่ก็เกิดเหตุการณ์ร้ายภายในประเทศขึ้นเสียก่อน
ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีกลุ่มบุคคลที่เรียกว่าคณะราษฎรนำโดยพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้ทำการปฏิวัติ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานไปอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน มีผลทำให้สยามถูกเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตั้งแต่นั้นมา
รัฐธรรมนูญ ถูกนำมาใช้เป็นบทบัญญัติทางกฎหมายสูงสุดของชาติ โดยรัฐธรรมนูญฉบับแรกคือพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ มีบทบัญญัติ ๓๙ มาตรา และสิ้นสุดการบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.๒๔๗๕ ทำให้วันที่ ๑๐ ธันวาคมถูกเรียกว่าวันรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกใช้อยู่ นานถึง ๑๓ ปี ๔ เดือน ๙ วัน ซึ่งหากนับจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มีการใช้บังคับนานที่สุด เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้มีแล้วจำนวน ๒๐ ฉบับ
มีนักวิชาการหลายท่านได้ศึกษาว่า เหตุใดประเทศไทยจึงมีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ โดยการจัดทำฉบับใหม่มาแล้วถึง ๒๐ ฉบับ ซึ่งพอจะสรุปได้ว่ามาจากเหตุใหญ่ๆ ๓ ประการด้วยกัน
ประการแรกที่ถือว่าเป็นประการสำคัญคือการแย่งชิงอำนาจ โดยพบว่าตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ จนถึง พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นการแย่งชิงอำนาจของคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองฝ่ายทหารภายใต้การนำของจอมพลป. พิบูลสงคราม กับคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองฝ่ายพลเรือนนำโดยนายปรีดี พนมยงค์เกิดการก่อกบฏจนนายปรีดีต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ แต่หลังจากนั้น จอมพลป. พิบูลสงคราม ก็ถูกจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นอันสิ้นสุดลงของคณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ โดยในช่วง ๒๕ ปีนั้นเกิดการยึดอำนาจและรัฐประหาร และประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่รวมถึง๖ ฉบับ
ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๐ จนถึง พ.ศ.๒๕๒๓ การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเป็นผลจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างทหารฝ่ายประชาธิปไตย กับกลุ่มที่มีความเห็นต่างทางด้านการเมืองและการปกครองในแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์และอื่นๆ เป็นช่วงหนึ่งที่มีการทำรัฐประหารหลายครั้ง และในแต่ละครั้งมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่รวมทั้งสิ้น ๖ ฉบับ
ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๒๓ จนถึง พ.ศ.๒๕๖๐ เป็นยุคที่มีการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างกลุ่มการเมือง มีการใช้เงินในการแสวงหาอำนาจ และเมื่อได้อำนาจมาแล้วก็นำไปแสวงหาผลประโยชน์มีการบริหารบ้านเมืองโดยนโยบายประชานิยมอย่างมาก เกิดการทุจริตอย่างมากมาย รวมทั้งการทุจริตเชิงนโยบาย เกิดการแบ่งแยกประชาชน จนมีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรง ประกอบกับปัญหาการทุจริตอย่างกว้างขวางในระบบราชการ ทำให้ทหารต้องทำการรัฐประหาร และมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยในช่วงเวลานี้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถึง ๘ ฉบับ
รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่ใช้อยู่นี้ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒๐ ถูกจัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๖๐ ได้รับการเห็นชอบผ่านการทำประชามติของประชาชน โดยมีบทบัญญัติที่เน้นเรื่องการลงโทษนักการเมืองที่เข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเข้มข้นและรุนแรง ทั้งบทลงโทษที่นำไปสู่คดีอาญา บทลงโทษที่ไม่มีระยะเวลาสิ้นสุดของอายุความ และที่มีผลทำให้ต้องเว้นวรรคจากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือแม้แต่การถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต จนถูกเรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง
ความพยายามของพรรคการเมืองชุดสุดท้ายก่อนการยุบสภาครั้งนี้ในการที่จะขอแก้รัฐธรรมนูญหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงเกิดขึ้น ตลอดช่วงอายุ ของสภาผู้แทนชุดดังกล่าว ซึ่งเป็นผลให้การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศที่เป็นผลจากการยุบสภาของนายกอนุทิน ชาญวีรกูล ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์นี้จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหลายนอกจากจะต้องออกเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากคนที่ตัวเองนิยมชมชอบแล้ว ยังต้องออกเสียงในการเลือกตั้งพรรคการเมืองเพื่อหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อด้วย และยังจะต้องออกเสียงที่เรียกว่าประชามติว่าจะ “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการไปออกเสียงเลือกตั้ง ที่ต่างจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา
ความสำคัญของการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้จึงมิใช่อยู่ที่การหาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่เรื่องที่น่าจะสำคัญกว่าคือเรื่องการลงประชามติว่าจะให้หรือไม่ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แต่มีเรื่องที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์พึงตระหนักในการลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะเรื่องประชามติว่า “ไม่เห็นชอบ” หรือ “เห็นชอบ”ต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะหากเสียงส่วนใหญ่ “เห็นชอบ” จะเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศอย่างแน่นอน และอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง ตลอดจนความแตกแยกสามัคคีของคนในชาติอย่างแน่นอน
ทั้งนี้เนื่องจากพรรคการเมืองที่เห็นชอบต่อการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บางพรรค ไม่ได้มีเจตนาแค่เรื่องไม่ต้องการผลกระทบต่อนักการเมืองอย่างที่มีอยู่ในฉบับปราบโกงเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องแอบแฝงในเรื่องความพยายามที่จะลดอำนาจ บทบาทและความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นผู้สร้างชาติ ให้ประชาชนไทยได้อยู่อาศัยอย่างมีศักดิ์ศรีมาเป็นระยะเวลาหลายร้อยปีจนถึงปัจจุบันนี้
น่าเสียดายที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับรายละเอียดในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่ามีจำนวนมากที่ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญเลย จึงไม่ทราบเรื่องราวที่ถูกบัญญัติไว้ในมาตราต่างๆ เท่าที่ควร ซึ่งบางมาตรานั้น ควรจะต้องมีอยู่ในทุกฉบับของรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะจัดทำขึ้นเมื่อใดก็ตาม อันได้แก่ มาตรา ๑ที่บัญญัติไว้ว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมาตรา ๖ที่บัญญัติไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ และมาตรา ๕๐ ที่บัญญัติไว้ว่า บุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หากมีการทำประชามติว่าเห็นชอบ ซึ่งจะทำให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และหากไม่มีการบัญญัติมาตรา ๑, ๒, ๖ และ ๕๐ ไว้ จะทำให้เกิดผลเสียหายต่อชาติอย่างรุนแรง จนถึงอาจทำให้เกิดการล่มสลายของชาติไทยและสถาบันกษัตริย์ที่ทรงสร้างชาติ ต่อสู้อริราชศัตรู เพื่อรักษาอิสรภาพ เสรีภาพของชาติ และทำให้คนในชาติอยู่อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี มีความสุขตามที่ควรจะเป็น ต้องสูญสิ้นไปอย่างแน่นอน
จึงขอให้คนไทยที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทั้งหลาย ได้ออกไปลงประชามติ “ไม่เห็นชอบ” ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งอยู่แล้ว เพราะหากประชาชนคนไทยผู้ใดไม่กระทำผิดกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่เกิดผลกระทบต่อชีวิตของตนเองอย่างแน่นอน จงคิดอย่างไตร่ตรองด้วยตนเอง อย่าถูกชี้นำโดยผลโพล ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ อันจะทำให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันกษัตริย์และประเทศชาติในระยะยาวอย่างแน่นอน
ปิยะ เนตรวิเชียร

ยิปซีพยากรณ์ดวงรายวัน ประจำวันพฤหัสบดี 19 มีนาคม 2569
'นาวิน ต้าร์'เล่าย้อนวินาทีชีวิตเฉียดตาย 'นาวิน ต้าร์' ฟื้นมาแล้วจำชื่อภรรยาไม่ได้ จำชื่อลูกไม่ได้
ปกรณ์วุฒิ เผยได้เวลาอภิปรายฝ่ายละ 70 นาที คาดโหวตนายกฯ เสร็จบ่ายสาม มั่นใจไร้งูเห่าส้ม
มิตรภาพไม่เคยจาง! 'หนุ่ม ศรราม' พาลูกสาวหา'เสก โลโซ'เผยโมเมนต์น่ารักน้องวีจิ
ภัยสังคมข้ามชาติ! สตม.จับหนุ่มไต้หวันหนีคดี 'วางยานักศึกษา-ค้ายา' กบดานไทย

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี