วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ผ่านพ้นวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งทั่วไป รวมทั้งการทำประชามติว่าจะไม่เห็นชอบหรือเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งก็คงจะมีผลเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่คงต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการเสียก่อน ซึ่งก็คงเกิดขึ้นในวันสองวันนี้ ยกเว้นกรณีที่มีการร้องเรียนการทุจริตที่กกต.ก็ต้องดำเนินการสอบสวนตามระเบียบเสียก่อน
อย่างไรก็ดี การจับขั้วของพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากที่สุดที่ตามธรรมเนียมแล้วจะเป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาลก็คงจะเกิดขึ้นแล้ว จะเรียบร้อยหรือไม่ก็คงจะรู้ในเร็ววันว่าขั้วซ้ายหรือขวาหรือขั้วผสมที่สานผลประโยชน์ลงตัวจะได้มาบริหารบ้านเมืองต่อไป
ในอดีตนั้นผู้ปกครองแผ่นดินหรือผู้บริหารสูงสุดของบ้านเมืองก็คือพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็จะมีการผลัดแผ่นดินเมื่อกษัตริย์พระองค์เดิมสวรรคต กษัตริย์ผู้ครองราชย์องค์ต่อมาก็จะเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลคือพระราชโอรสหรือบางครั้งก็เป็นพระราชอนุชา ยกเว้นกรณีที่เกิดการปราบดาภิเษก
แต่ไม่ว่าจะในกรณีใด กษัตริย์ผู้ครองราชย์องค์ต่อมาก็จะมุ่งทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เกิดความเจริญก้าวหน้า อาจจะมีการขยายพระราชอาณาจักร รวมทั้งต่อสู้กับอริราชศัตรู รักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติ ให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข จวบจนมาถึงปัจจุบันนี้
เจ้าสามพระยา หรือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ คือพระมหากษัตริย์พระองค์ ที่ ๗ ของอาณาจักรอยุธยา ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระอินทราชา พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งที่ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับอาณาจักรอยุธยาเป็นอย่างมากรวมทั้งการขยายพระราชอาณาจักร โดยในปี พ.ศ.๑๙๗๔ ได้เสด็จยกทัพไปตีเมืองพระนครหลวงหรือนครธม ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเขมรในขณะนั้นได้ และได้ตั้งพระราชโอรสของกษัตริย์เขมร ทำให้เมืองนั้นมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของอาณาจักรอยุธยา นอกจากนี้ในสมัยของพระองค์นั้น ยังได้ทรงยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ด้วยแต่ทรงมีพระอาการประชวรเสียก่อน จึงยกกองทัพกลับมายังกรุงศรีอยุธยาและเสด็จสวรรคตในเวลาต่อมา
กษัตริย์พระองค์ต่อมาที่ขึ้นครองราชย์ตามกฎมณเฑียรบาลคือพระราชโอรสมีพระนามว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หรือพระบรมราชาธิราชที่ ๓ กษัตริย์พระองค์นี้ได้ทรงสร้างความเจริญให้กับอาณาจักรอยุธยาอย่างมากมาย พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.๑๙๙๑ และครองราชย์อยู่เป็นเวลาถึง ๔๐ ปี นับเป็นเวลานานที่สุดในบรรดาพระมหากษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา โดยเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.๒๐๓๑ พระองค์ทรงได้รับพระราชสมัญญาว่าเป็นพระเจ้าช้างเผือก โดยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่มีช้างเผือกไว้ประดับพระบารมี
ตลอดรัชสมัยของพระองค์นั้น ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญหลายประการ เช่นการรวมราชอาณาจักรสุโขทัยเข้ามาอยู่กับราชอาณาจักรอยุธยา และยังรวมอาณาจักรล้านนาซึ่งปกครองโดยพระเจ้าติโลกราช เข้ามาอยู่ในอาณาจักรอยุธยาได้ด้วย
ในด้านการเมืองการปกครองนั้น ทรงปฏิรูปการปกครองที่ทำให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจเข้ามาสู่ส่วนกลาง แต่ก็สร้างระบบการถ่วงดุลอำนาจโดยการแยกกิจการทหารออกจากกิจการพลเรือน รวมทั้งการสร้างระบบศักดินาที่เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ทางชนชั้นในสังคมไทย
ด้านการปกครอง พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงโดยการตราพระอัยการตำแหน่ง ทหารและพลเรือน แบ่งหน้าที่จากกันโดยมีอัครมหาเสนาบดี ๒ ตำแหน่งคือสมุหพระกลาโหม เป็นตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีว่าราชการทางทหาร และตำแหน่งสมุหนายก เป็นอัครมหาเสนาบดีว่าราชการฝ่ายพลเรือน
โดยฝ่ายพลเรือนนั้น มีการปรับปรุงจตุสดมภ์ ๔ที่เรียกว่า เวียง วัง คลัง และนา โดยแบ่งออกใหม่เป็นกลุ่ม ๔ กรม
กรมนครบาล มีหน้าที่ปกครองท้องที่ปราบปรามโจรผู้ร้าย รักษาความสงบเรียบร้อยภายในรวมทั้งพิจารณาคดีความที่เป็นมหันตโทษ
กรมธรรมาธิกรณ์ มีหน้าที่รับผิดชอบงานในราชสำนักและงานยุติธรรม รับผิดชอบงานยกกระบัตรให้หัวเมืองต่างๆ และดูแลกรมที่ขึ้นกับกระทรวงวังเช่น กรมชาวที่ กรมภูษามาลา เป็นต้น
กรมโกษาธิบดี มีหน้าที่รับผิดชอบเก็บจ่าย รักษาพระราชทรัพย์ ที่ได้จากภาษีอากร รับผิดชอบการค้าสำเภาของพระมหากษัตริย์และดูแลกลุ่มพระคลังสินค้ากรมท่าซ้ายและกรมท่าขวา
กรมเกษตราธิการ ทำหน้าที่ตรวจตราและส่งเสริมการทำนา การเก็บหาข้าวออกโฉนดที่ดินจัดซื้อข้าวขึ้นคลังหลวง
การปฏิรูปการปกครองดังกล่าว ส่งผลให้กรุงศรีอยุธยากลายเป็นศูนย์กลางอำนาจที่เข้มแข็ง ระบบราชการมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หัวเมืองต่างๆ ถูกควบคุมอย่างใกล้ชิดลดโอกาสการแข็งเมืองและการทุจริตในระบบภาษีแบบแผนการปกครองนี้ถูกใช้สืบต่อมายาวนานจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
นอกจากนี้พระองค์ยังได้ทรงขยายอำนาจไปยังหัวเมืองต่างๆ เช่น อาณาจักรล้านนา หัวเมืองลาวอาณาจักรกัมพูชา เมืองทวาย ตลอดจนเมืองมะละกา ทำให้มีการขยายตลาดการค้านอกจากกับประเทศจีนแล้วยังรวมไปถึงประเทศทางทิศตะวันตกทั้งเปอร์เซียและยุโรป เป็นยุคที่การค้าขายมีความเจริญรุ่งเรือง มีตลาดบกและตลาดน้ำเกิดขึ้นทั้งในกรุงและนอกกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนนับร้อยแห่ง
จึงถือได้ว่า ช่วงที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถครองราชย์อยู่นั้น อาณาจักรอยุธยามีความเจริญเติบโตก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องการปกครอง นำมาซึ่งความมั่นคงของราชอาณาจักร การขยายอำนาจตลอดจนการค้าขาย นับได้ว่า เป็นช่วงที่กรุงศรีอยุธยามีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก อาจจะเหนือกว่าในรัชกาลอื่นใด
ผลการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คงจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในระยะเวลา ๑-๒ วันนี้ และพรรคการเมืองที่สมาชิกสมัครเป็นผู้แทนราษฎรได้รับคะแนนเสียงโหวตเป็นจำนวนมากที่สุด ก็คงเตรียมการที่จะรวมกับพรรคอื่น เพื่อให้ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินกว่ากึ่งหนึ่ง คือมากกว่า ๒๕๐ คน ซึ่งก็จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลตามธรรมเนียมปฏิบัติ
ในการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น พรรคการเมืองที่มีสมาชิกไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของสภา คือมากกว่า ๒๕ คนก็สามารถจะเสนอชื่อผู้ที่สมควรจะได้รับการเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจากบัญชีรายชื่อที่ยื่นไว้ เข้าสู่การลงคะแนนเสียงของสภาก็ได้ ซึ่งก็แน่นอนว่าพรรคที่รวมตัวกันแล้วมีสมาชิกมากกว่ากึ่งหนึ่งของสภา ยอมเป็นผู้ชนะในการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี
จึงเป็นเรื่องที่เชื่อได้ว่าประชาชนทั้งประเทศกำลังรอคอยด้วยใจจดจ่อว่า พรรคใดบ้างจะได้เป็นรัฐบาลและใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๓ ของประเทศไทย
หากถามคนไทยส่วนใหญ่ว่าอยากได้นายกรัฐมนตรีที่มีคุณสมบัติอย่างไร มีความสามารถและประสบการณ์ในการบริหารเพียงใด ก็ต้องไปดูคุณสมบัติของผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้องมีคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทยปีที่ ๒๕๖๐ บัญญัติไว้ว่า
ต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีวุฒิปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อ candidate ของพรรคการเมืองที่ได้ สส.ไม่น้อยกว่า ๒๕ คน และดำรงตำแหน่งรวมกันไม่เกิน ๘ ปี ไม่เคยต้องโทษพิพากษาจำคุก
แต่สิ่งที่ไม่ได้เขียนไว้เลยคือ นายกรัฐมนตรีจะต้องแสดงให้เห็นโดยพฤติกรรมที่ผ่านมาว่า เป็นผู้ที่รักและเทิดทูน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตลอดจนยังเป็นผู้ที่พร้อมจะปกป้องรักษา อธิปไตย อิสรภาพและเสรีภาพของชาติอย่างถึงที่สุด
จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปของชาติไทย จะเป็นผู้ที่มี ประสบการณ์และความสามารถในการที่จะบริหารประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองได้ มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ได้แสดงให้เห็นโดยพฤติกรรมที่ผ่านมาว่า รัก และเทิดทูน ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ตลอดจนพร้อมที่จะปกป้องรักษาอธิปไตย อิสรภาพ และเสรีภาพของชาติ อย่างถึงที่สุดและตลอดไป
ปิยะ เนตรวิเชียร

อนุทิน ขอบคุณประชาชนมอบคะแนนให้เป็นที่ 1 ยันจะบริหารด้วยความสุจริต
พิธา โพสต์แล้ว หลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ
‘เท้ง’ยอมรับผลการเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นอันดับหนึ่ง ย้ำจุดยืนไม่ร่วมภูมิใจไทย ลุยทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
คุมไม่อยู่! โรคคาลา-อาซาร์ ระบาดหนักในเคนยา คร่าชีวิตคนมากสุดเป็นประวัติการณ์
เพจ ‘ภูมิใจไทย’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ที่มอบให้ ‘ผู้สมัคร-พรรค’

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี