วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569
วีรกษัตริย์ของชาติไทยที่ชาวไทยทุกคนจะต้องรู้จัก คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๑๘ ของอาณาจักรอยุธยา พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้กล้าหาญ มีพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่งทั้งด้านการรบและการปกครอง และทรงกระทำให้ชาติไทยดำรงอยู่ได้ด้วยการกู้ชาติประกาศอิสรภาพ ไม่ขึ้นกับกรุงหงสาวดีอีกต่อไปโดยการทรงหลั่งน้ำทักษิโณทกเพื่อประกาศอิสรภาพในปี พ.ศ.๒๑๒๗ หลังจากที่ชาติไทยต้องตกเป็นเมืองประเทศราชของหงสาวดีอยู่เป็นเวลา ๑๕ ปี
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า อาณาจักรหงสาวดีมีพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งที่มีพระสมัญญานามว่า “ผู้ชนะสิบทิศ” หรือพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พระองค์นี้ ได้ยกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๑๐๖ ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ที่เรียกว่าสงครามช้างเผือก แต่มีการเจรจาสงบศึกโดยพระมหาจักรพรรดิยินยอมมอบช้างเผือก ๔ เชือกให้กับผู้ชนะสิบทิศ
แต่ที่สำคัญยิ่งก็คือพระเจ้าบุเรงนองได้ขอพระนเรศวรและพระสุพรรณกัลยา พระเชษฐภคินีไปเป็นองค์ประกัน แต่ก็ทรงชุบเลี้ยงเป็นอย่างดี โดยในขณะนั้นพระนเรศวรทรงมีพระชนมายุเพียง ๙ พรรษา
อย่างไรก็ดีพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะได้ครอบครองอาณาจักรอยุธยา ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๑๑๑ จึงยกทัพมาอีกครั้งหนึ่ง ล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ถึง ๗ เดือน ก่อนที่พระมหินทราธิราชจะยอมแพ้ ซึ่งในการศึกครั้งนี้พระองค์ได้กวาดต้อนผู้คนจำนวนมากรวมทั้งผู้ที่มีฝีมือทางด้านศิลปหัตถกรรมกลับไปด้วย
พระนเรศวรทรงได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และมีพระผู้ใหญ่คือพระมหาเถรคันฉ่อง เป็นผู้สั่งสอนอบรม ไม่เพียงเฉพาะศิลปะวิทยาการแต่ยังรวมไปถึงการต่อสู้ด้วยอาวุธรวมทั้งแผนการรบต่างๆ ด้วยจนเกิดความเชี่ยวชาญ
พระนเรศวรทรงเติบโตขึ้นมาพร้อมกับมังสามเกียด ราชบุตรของพระเจ้านันทบุเรงผู้เป็นพระโอรสของพระเจ้าบุเรงนองจึงมีความคุ้นเคยเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่สมัยนั้น และในวันหนึ่งซึ่งคาดว่าพระชนมายุของพระนเรศวรน่าจะอยู่ที่ประมาณ ๑๒ พรรษาก็ได้มีการนำไก่ชนที่เลี้ยงไว้มาชนกัน โดยไก่ชนของพระนเรศวร เป็นไก่สายพันธุ์เหลืองหางขาว หรือที่รู้จักกันในชื่อไก่ ๕ พระองค์หรือไก่เจ้าเลี้ยง เป็นไก่พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดจากบ้านกลาง จังหวัดพิษณุโลก มีลักษณะเด่นคือสร้อยคอสร้อยหลังและสร้อยปีกเป็นสีเหลืองทอง ปากและแก้มสีขาวอมเหลือง หางขาวสะอาด เป็นไก่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฉลียวฉลาดและลีลาการชนที่ดุดัน ส่วนไก่ชนของมังสามเกียดไม่ได้มีการระบุว่าเป็นสายพันธุ์อะไร แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นไก่พันธุ์พื้นเมืองพม่า ที่ก็มีความแข็งแกร่งในยุคนั้น
การต่อสู้ระหว่างไก่ทั้ง ๒ ตัวเป็นไปอย่างเข้มข้นและในที่สุดไก่ของพระนเรศวร ก็สามารถเอาชนะได้ ทำให้มังสามเกียดขัดเคืองพระทัย ตรัสประชดประชันหยามหยันออกมาอย่างผู้ที่ถือดีว่ามีอำนาจเหนือกว่าว่า “ไก่เชลยตัวนี้เก่งจริงหนอ” ซึ่งหากพระนเรศวรไม่ใช่เป็นผู้มีพระทัยแกร่งกล้า ไม่ใช่คนสู้คน เมื่อได้รับฟังดังกล่าวอาจจะไม่เจรจาโต้ตอบแต่พระองค์ไม่เป็นเช่นนั้น ทรงเป็นวีรขัติชาติที่ทรงสู้คนทุกสถานการณ์ จึงตรัสตอบเชิงท้าทายกลับไปว่า “ไก่เชลยตัวนี้ อย่าว่าแต่จะตีกัน อย่างกีฬาในวังเหมือนอย่างวันนี้เลย ตีพนันเอาบ้านเอาเมืองกันก็ยังได้”
เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีการชนไก่จนเกิดการแพ้ชนะแล้วกัน แทนที่มังสามเกียดจะยอมรับในความพ่ายแพ้ กลับไม่ยอมรับ ด้วยการเอ่ยวาจาเป็นทำนองดูหมิ่นว่าพระนเรศวรนั้นเป็นเชลย กล่าวคือยังพยายามที่จะแสดงตนข่มพระนเรศวร
หันกลับมาดูเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองของประเทศไทยอันเป็นผลมาจากการเลือกตั้งทั่วไปที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการประกาศผลอย่างเป็นทางการโดย กกต. เป็นการล่าช้าที่ผิดปกติ แต่จำนวนที่นั่งของผู้สมัครแต่ละพรรคที่ได้รับเลือกก็น่าจะเป็นดังนี้ โดยพรรคภูมิใจไทยน่าจะมีที่นั่งสูงสุดคือ ๑๙๓ ที่นั่ง ตามด้วยพรรคประชาชน ๑๑๘ เพื่อไทย ๗๔ กล้าธรรม ๕๘ ประชาธิปัตย์ ๒๒ ที่เหลือเป็นของพรรคเล็กๆ รวมกันหมดทั้ง ๕๐๐ ที่นั่ง
ปัญหาที่เกิดตามมาก็คือมีพรรคที่ไม่พึงพอใจต่อผลที่ออกมาคือ พรรคประชาชน ที่เคยมีที่นั่ง ๑๕๑ ที่ในครั้งก่อน รวมทั้งเสียงซึ่งแสดงถึงความนิยมในตัวพรรคที่มีผลต่อจำนวน สส.บัญชีรายชื่อก็หายไปถึงเกือบ ๕ ล้านเสียง เนื่องจากเคยประกาศต่อสาธารณะไว้ว่าจะชนะเลือกตั้งครั้งนี้โดยได้ที่นั่งถึง ๒๐๐ ที่เข้าข่ายว่าเป็นผู้แพ้
ปฏิกิริยาของความไม่ยอมเป็นผู้แพ้แสดงออกมาในหลายรูปแบบ จากกลุ่มนักศึกษาและประชาชน โดยไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่ามีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง เริ่มต้นจากการชูประเด็นว่าการนับคะแนนมีความผิดพลาดต้องนับคะแนนใหม่ โดยเริ่มที่เขตเลือกตั้งที่ ๑ ในจังหวัดชลบุรี ทั้งๆ ที่ผู้สมัครของพรรคตัวเองมีคะแนนน้อยกว่าผู้ชนะในเขตนี้ถึง ๓,๐๐๐ คะแนน และผู้สมัครรายนี้ก็ได้ออกมายอมรับความพ่ายแพ้ไปแล้วหลังจากมีการนับและรวมคะแนนเสร็จในครั้งแรก
อนึ่ง ในการนับคะแนนของแต่ละจุดแต่ละเขตเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองแต่ละพรรคก็ได้มีการส่งตัวแทนในพื้นที่ไปร่วมสังเกตการณ์อยู่แล้ว รวมทั้งของพรรคผู้แพ้ในครั้งนี้ก็ส่งผู้สังเกตการณ์ไปไม่น้อยกว่าใคร หากการนับมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ก็สามารถจะร้องเรียนให้มีการนับคะแนนใหม่ได้ก่อนที่การนับจะสิ้นสุดลง
จากปัญหาเรื่องการนับคะแนน ก็เริ่มมีการขยายประเด็นไปยังเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น มีการนำใบรวมคะแนนหลังจากการนับเสร็จแล้วไปทิ้งไว้บริเวณกองขยะ การที่กล่องเก็บใบลงคะแนนหลังจากนับแล้วไม่มีการปิดกล่องและรัดด้วยสายเคเบิ้ลไทร์ สถานที่เก็บกล่องใบลงคะแนนไม่เหมาะสม ไม่มีคนคอยเฝ้าระวัง รวมทั้งไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้ให้คอยตรวจสอบได้ และประเด็นอื่นๆ อีก
จากการร้องเรียนเพียงจุดเดียว ก็เริ่มขยายผลเป็นวงกว้างขึ้น ไปยังระดับเขต และเป็นระดับจังหวัดหลายๆ จังหวัด เหมือนกับมีการเตรียมการกันไว้ก่อนเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น และเมื่อดูเหมือนจะมีแนวร่วมมากขึ้นจากปัญหาเรื่องการนับคะแนน ซึ่งมีข้อน่าสังเกตว่าจุดเลือกตั้งที่มีการร้องเรียนนั้นจะเป็นจุดที่พรรคประชาชนพ่ายแพ้ทั้งหมด ก็ขยายไปสู่การจะให้ยกเลิกเลือกตั้งในจุดนั้น เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ขยายไปสู่การเลือกตั้งระดับจังหวัด จนกระทั่งจะให้มีการยกเลิกการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นแล้วทั้งหมดและดำเนินการเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ
คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกกต. ถูกโจมตีอย่างรุนแรง มีผู้เรียกร้องบางกลุ่มขอให้กกต.ลาออก เป็นที่น่าเสียดายว่าการเผยแพร่ข่าวทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยสื่อต่างๆ นั้น สื่อหลายสำนักมีพฤติกรรมที่ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยเกิดความระแวงสงสัย ได้ว่าสื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง ถูกต้องเป็นธรรมและนำเสนอข้อมูล ที่ได้มีการคัดกรอง ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริงแล้วหรือไม่อย่างใด
เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ประชาชนว่า สื่อหลายสำนัก มีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงอาจจะเป็นไปได้ว่าการนำเสนอข้อมูลที่เกิดขึ้น จะเอนเอียงไปจากเรื่องที่ควรจะเป็นได้ และเป็นผลประโยชน์ต่อพรรค ที่ตนเองให้การสนับสนุนอยู่
เชื่อกันว่า พรรคการเมืองที่แพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ ได้ใช้ขบวนการ IO หรือ InformationOrganization ในการกระจายข่าวต่างๆ ซึ่งเนื้อหาข่าวนั้นได้ถูกบิดเบือนไปจากสิ่งที่เป็นความจริง เพื่อให้สมาชิกที่ติดตามข่าวคราวของพรรคนี้ หลงเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อยกระดับของการสร้างกระแสกดดันให้กับ กกต. และอาจรวมไปถึงรัฐบาลรักษาการด้วย
แน่นอนว่าการปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ของ กกต. มีเรื่องบกพร่องอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย จึงถูกฉุดให้ขึ้นมาเป็นแพะรับบาปต่อผลของการเลือกตั้งด้วย ทั้งๆที่ กกต.ชุดนี้ก็เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการเลือกตั้งเมื่อปีพ.ศ.๒๕๖๖ ซึ่งในครั้งนั้นพรรคประชาชนซึ่งพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นผู้ชนะแบบที่เรียกว่าถล่มทลาย แต่พอเป็นผู้พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็สร้างประเด็นปัญหาต่างๆ จนนำไปสู่ความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้น
หลังจากที่ กกต. ได้รับเรื่องร้องเรียนที่ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบวิธีอันจะต้องประกอบไปด้วยหลักฐานที่มีความชัดเจนในระดับหนึ่งของผู้ร้อง ซึ่งจะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ประกอบกับข้อมูลที่ กกต. รวบรวมได้เอง เข้าสู่การพิจารณาโดยคณะกรรมการชุดใหญ่ ซึ่งผลของการพิจารณาข้อร้องเรียนของการนับคะแนนที่เขต ๑ ชลบุรีนั้น ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่เชื่อได้ว่า ไม่สุจริต จึงให้ยกข้อร้องเรียนนั้น
กกต. ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งทั้งระบบนั้น จะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ยึดตัวบทกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งในวิธีการดำเนินการและการพิจารณาคดีกรณีที่มีข้อร้องเรียนเกิดขึ้น ไม่ให้เป็นที่ครหาและเกิดความเคลือบแคลงใจของประชาชน กฎหมายเป็นสิ่งที่จะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ โดยผู้ใช้กฎหมายในทุกภาคส่วน ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่ถูกบัญญัติไว้ และไม่ใช่เฉพาะในการเลือกตั้งเท่านั้นแต่ในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิต เพราะหากบ้านเมืองไร้ซึ่งกฎหมาย ก็เท่ากับเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนเท่านั้นเอง และผู้พ่ายแพ้ที่มีผลมาจากกฎหมาย ก็ต้องยอมรับความเป็นผู้แพ้ด้วย
ปิยะ เนตรวิเชียร


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี