วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
มีรายงานข่าวว่า สรรพากรเตรียมดำเนินการยึดทรัพย์ทักษิณ ชินวัตร เพื่อจ่ายภาษี 1.7 หมื่นล้านบาท
1. สำนักข่าว Next News รายงานว่า หลังศาลฎีกายกฟ้อง-พิพากษากลับให้ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องจ่ายภาษีขายหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้านบาท
แหล่งข่าวระดับสูงกรมสรรพากร เปิดเผย สำนักข่าว Next News ว่าเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุด ทางสรรพากรเขตพื้นที่ตามภูมิลำเนา ของนายทักษิณ ได้ทำหนังสือแจ้งให้นายทักษิณชำระภาษีจำนวนดังกล่าวแล้ว
“แต่นายทักษิณไม่ได้มาชำระภาษีตามกำหนด ทางกรมสรรพากรจึงได้ดำเนินการสืบทรัพย์ของนายทักษิณ ซึ่งตามขั้นตอนของกฎหมายเมื่อสืบทรัพย์ ได้จำนวนเท่าใด เป็นอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากร ในการออกคำสั่งยึดและอายัด” แหล่งข่าวระบุ
รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า ตามระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการจัดทำคำสั่งยึด หรืออายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 ระบุว่า โดยที่ประมวลรัษฎากรกำหนดให้อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจสั่งยึด หรืออายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากร เพื่อบังคับชำระหนี้ภาษีอากร
2. น่าสนใจว่า หลังจากนี้ หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำรัฐบาลนายยศชนัน ญาติของนายทักษิณได้เป็นนายกฯ หรือกำกับดูแลกระทรวงการคลัง จะมีหลักประกันมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีการแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือนายทักษิณ ชินวัตร?
เงินอย่างน้อย 1.7 หมื่นล้านบาท ควรเป็นรายได้เข้าแผ่นดิน เป็นงบประมาณที่สามารถนำไปใช้จ่ายช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาประเทศต่อไป
โดยที่คดีนี้ ได้มีการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม กระทั่งศาลฎีกาฯมีคำพิพากษาชี้ขาด คดีถึงที่สุดไปแล้ว
ตอกย้ำคำกล่าวที่ “ความตาย และภาษี คือ สองสิ่งที่หนีไม่พ้น...”
3. บริวารของผู้เสียผลประโยชน์ในคดีนี้ พยายามสร้างความสับสนในสังคม
พยายามสร้างกระแสคะแนนสงสารแก่ทักษิณ
ความจริง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้นชินฯ 1.7 หมื่นล้านบาทนี้ไม่ซ้ำซ้อนกับกรณียึดทรัพย์คดีทักษิณร่ำรวยผิดปกติ 4.6 หมื่นล้านบาท
3.1 สำหรับกรณีทักษิณร่ำรวยผิดปกติ ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท สืบเนื่องจากเหตุทักษิณเข้ามาเป็นนายกฯ โดยซุกซ่อนหุ้นชินฯ ไว้ในชื่อคนอื่น เพื่อหลบเลี่ยงกติกาตามรัฐธรรมนูญ ที่ป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ห้ามมิให้นักการเมืองที่มีสัมปทานผู้ขาดกับรัฐ เข้ามาเป็นผู้มีอำนาจรัฐเสียเอง เพราะเกรงจะอาศัยอำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่กิจการส่วนตัว อันถือเป็นการทุจริต เห็นแก่ตัว เอาเปรียบประเทศชาติส่วนรวม
ปรากฏว่า ทักษิณโอนขายหุ้นชินฯ ไปให้แอมเพิล ริช ที่จดทะเบียนบนเกาะฟอกเงินถือครอง แล้วตนเองก็เข้ามาเป็นนายกฯ อ้างว่าไม่ได้ถือครองหุ้นสัมปทานแล้ว
และขณะเป็นนายกฯ ปรากฏตามคำพิพากษาคดีร่ำรวยผิดปกติ ระบุว่า ทักษิณได้อาศัยอำนาจรัฐเอื้อระโยชน์แก่หุ้นชินฯ โดยมิชอบ 5 กรณี ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ได้แก่ กรณีแปลงค่าสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต กรณีสินเชื่อเอ็กซิมแบงก์ กรณีลดอัตราส่วนแบ่งรายได้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพดแก่เอไอเอส กรณีโรมมิ่งเครือข่ายร่วม และกรณีสัมปทานดาวเทียมไอพีสตาร์
สุดท้าย ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงพิพากษายึดทรัพย์ทักษิณ ฐานร่ำรวยผิดปกติ ให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน 4.6 หมื่นล้านบาท จากที่ทักษิณใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่หุ้นชินฯของตนเองโดยมิชอบ
3.2 ส่วนคดีความผิดทางอาญา ก็มีการดำเนินคดีกับทักษิณแยกเป็นคดีต่างๆ
ดังปรากฏว่า ทักษิณถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาว่ามีความผิดทางอาญา ต้องจำคุกจากกรณีต่างๆ ได้แก่
.png)
คดีทุจริตปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ จำคุก 3 ปี
คดีหวยบนดินจำคุก 2 ปี
คดีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต จำคุก 5 ปี
3.3 กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท
กรณีนี้ เป็นผลจากการขายหุ้นชินฯ เกิดเงินได้พึงประเมิน แล้วพยายามหลบเลี่ยง ไม่จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
คงจำได้ มีการอ้างว่า ขายหุ้นในตลาดหุ้น ไม่ต้องจ่ายภาษี
แต่ความจริง มีการกระทำซ่อนเร้น อำพราง ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยเป็นการขายหุ้นชินคอร์ปที่นายทักษิณเป็นเจ้าของตัวจริง แต่อำพรางไว้ในชื่อคนอื่น โยกย้ายถ่ายโอนหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ ก่อนจะขายต่อไปให้กลุ่มเทมาเส็ก
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ได้พิพากษาชี้ขาดแล้วว่า ทักษิณเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน และต้องรับผิดชําระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการประเมินของสรรพากร
พฤติการณ์ปรากฏ ตั้งแต่ทักษิณขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) แก่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด โดยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
หุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด
บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ไม่ได้ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นจํากัด (มหาชน) ไว้แทนทักษิณ
เมื่อบริษัทแอมเพิล ริชฯ ขายหุ้นบริษัทชินฯ แก่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา นอกตลาดหลักทรัพย์ ถือได้ว่ามีนิติกรรมการซื้อขายหุ้นโดยชอบ โดยขายหุ้นชินฯ ให้นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ในราคาหุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาในตลาดอยู่ที่ 49.25 บาท
เมื่อเป็นการขายต่ำกว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุอันควร นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาได้รับประโยชน์ และเมื่อนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาถือหุ้นแทนทักษิณ ก็ถือว่าทักษิณเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน
แล้วในวันเดียวกัน ทั้งคู่ ซึ่งเป็นตัวแทนของนายทักษิณ ก็ขายหุ้นดังกล่าวให้กลุ่มเทมาเส็กในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
สรรพากรเคยออกหมายเรียกนายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา นอมินีที่ถือหุ้นแทนนายทักษิณ มาไต่สวนเมื่อปี 2555 จึงถือว่าเคยออกหมายเรียกทักษิณมาไต่สวนแล้ว และทำให้อายุความขยายมาจนถึง 31 มี.ค. 2560 และทันทีที่ส่งหนังสือประเมินให้นายทักษิณ “อายุความ” ก็จะหยุดลง
คงจำได้ เจ้าหน้าที่ได้นำหนังสือแจ้งประเมิน ไปติดหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า บ้านเลขที่ 472 จรัญสนิทวงศ์ ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2560 เป็นการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปี 2549
สรรพากรระบุว่า นายทักษิณมีเงินได้พึงประเมิน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 15,899 ล้านบาท เมื่อรวมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คำนวณถึงวันที่ 31 มี.ค. 2560 รวมเป็นระยะเวลา 120 เดือน ทำให้มีเงินภาษีซึ่งทักษิณต้องจ่ายรวม 17,629 ล้านบาท ระบุให้ไปชำระที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาบางพลัด
การเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากทักษิณ ก็เฉพาะส่วนที่กระทำโดยนอมินีของทักษิณที่ได้หุ้นจากแอมเพิล ริช นี่เอง มิใช้เรียกเก็บภาษีจากเงินขายหุ้นทั้งก้อน 73,000 ล้านบาท
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ชี้ว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์ปกปิดการถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ของตนโดยให้บุคคลอื่นรวมถึงนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทาถือหุ้นแทน เพราะโจทก์ประสงค์ที่จะเข้ารับตําแหน่งทางการเมืองที่กฎหมายห้ามมิให้โจทก์ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ซึ่งทําขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษี และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากรในการจัดเก็บภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและแน่นอนตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ทั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหาประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทําขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง
4. น่าคิดว่า ยังมีกรณีอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน 10,028 ล้านบาท
ตามแนวทางคำพิพากษาชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุด
เป็นค่าเสียหายจากโครงการจำนำข้าว จากการละเว้น ปล่อยปละละเลย เพิกเฉย ไม่ใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการติดตามแก้ไขการทุจริตในโครงการจำนำข้าว เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐโดยทุจริต หรือจีทูจีเก๊
ศาลปกครองสูงสุดชี้ว่า อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องจ่ายชดใช้เฉพาะค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ 4 สัญญาในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ และให้รับผิดชอบเพียง 50% ของมูลค่าความเสียหายนั้น จึงคิดเป็นเงิน 10,028 ล้านบาท (ไม่เกี่ยวกับการขายข้าวลอตอื่นๆ)
จนถึงตอนนี้ น่าสนใจว่า กระบวนการเรียกเงินคืนแผ่นดิน ไปถึงไหนแล้ว (รัฐบาลรักษาการทำงาน 3 เดือน ก่อนนั้นเป็นรัฐบาลหลานอิ๊งค์ กับดูแลกระทรวงการคลัง)
นอกจากนี้ คุณยิ่งลักษณ์ยังมีหมายจับ ลงโทษจำคุก 5 ปี ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย
ส่วนนายทักษิณ ชินวัตร รับโทษจำคุก อยู่ในเรือนจำ ยังต้องลุ้นคดี 112 ต่อ ในชั้นศาลอุทธรณ์ แม้ชั้นต้นศาลจะยกฟ้อง และลุ้น ป.ป.ช. จะแจ้งข้อกล่าวหาใครเพิ่มเติมคดีเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีชั้น 14 ทักษิณจะโดนแจ้งข้อกล่าวหาฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ฯ ด้วยหรือไม่?
ทั้งหมด ยิ่งทำให้น่าคิดว่า ถ้ารัฐบาลญาติชินวัตรเข้ามาเป็นนายกฯ ถือครองอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน หรือกำกับบริหารกระทรวงการคลัง กรณีเหล่านี้จะมีหลักประกันความตรงไปตรงมาอย่างไร?
สารส้ม

ยุไอซ์อย่าถอย! เพิ่มสิทธิ์ต่างด้าว นั่งบอร์ดประกันสังคม
ปชน.บุกน่าน ศิริกัญญา ขอประชาชนกาส้มทั้งสองใบเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
แห่ฟังล้นเวที! จูรี ปราศรัยใหญ่ เมืองคอน ขอโทษประชาชนแทนปชป.ในอดีต
ธนาธรเดือด! ซัด กกต.ทำงานพลาด กระทบพรรคประชาชน ลั่นงานนี้ต้องมีคนติดคุก
ชื่นชอบ หลั่งน้ำตา ลั่นยอมชนปลวกพลังงานคืนเงินแสนล้านให้ประชาชน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี