วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569
นับถอยหลังอีก 5 วันก็จะได้รู้กันว่า ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พรรคการเมืองไหนจะได้ สส.มากเป็นอันดับหนึ่ง และก็จะได้รู้ว่า ผลการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญนั้น ประชาชนคนไทย โดยเฉพาะคนไทย 16.82 ล้านเสียงที่ลงประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จะยอมให้มีการฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อนำไปสู่การยกร่างฉบับใหม่ในการสนองประโยชน์นักการเมืองหรือไม่
สำหรับผลการเลือกตั้ง สส.นั้น แม้ว่าโพลจากทุกสำนักจะมีผลสำรวจออกมาว่า พรรคประชาชนจะได้จำนวน สส.มากเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งหากใช้เกณฑ์ของ“นิด้าโพล”ที่เปิดเผยผลสำรวจออกมามาล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมาจากระบบแบ่งเขตร้อยละ 33.56 และระบบบัญชีรายชื่อร้อยละ34.20 ก็พอจะประเมินได้ว่า พรรคประชาชนน่าจะได้ สส.ประมาณ150-170 คน คือได้ไม่ถึง 250 คน อันเท่ากับปิดประตูตายได้เลยว่าหมดโอกาสเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
แต่โอกาสจะเป็นของพรรคภูมิใจไทย แม้ผลการสำรวจของโพลทุกสำนักจะมีตัวเลขออกมาว่า จะได้รับเลือกเป็นอันดับสองด้วยเหตุที่พรรคภูมิใจไทย“มีมิตรทางการเมือง”มากกว่าพรรคประชาชน และจากการการเปิดเผยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ประกาศกลาง“รายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ”เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ ถึงกับสวนกระแสผลสำรวจของโพลทุกสำนักด้วยความมั่นใจว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้รับเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า “ผมประเมินสูง”ทั้งนี้ พิธีกรถามย้ำว่า “มากกว่า 180 เก้าอี้อีกหรือ” คือมากกว่าจำนวนที่มีการประเมินไว้ นายอนุทินตอบว่า “หากพูดจะมีคนโจมตีหาว่าเราเว่อร์ไป สังคมไทยเป็นสังคมที่หมั่นไส้ง่าย” ส่วนจะได้เกิน 200 ที่นั่งเลยหรือไม่นั้น นายอนุทินบอก “นั่นเป็นเป้าหมาย” และว่า “พ่อผมสอนตั้งแต่เด็กว่าไปแข่งขันอะไรพยายามให้เป็นที่หนึ่ง อย่าเป็นที่สอง เพราะเป็นที่สองคนจะลืม”
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ มีบทวิเคราะห์ของฝรั่งตะวันตกสัญชาติอเมริกัน ชื่อนายโจชัว เคอร์ลันต์ซิก (Joshua Kurlantzick) เขียนไว้อย่างมีนัยสำคัญน่าสนใจ ซึ่งเมื่ออ่านบทวิเคราะห์ชิ้นนี้แล้ว ก็รู้ได้ว่ากำลังหนุนหลังพรรคประชาชน จากบทวิเคราะห์เป็นภาษาอังกฤษในหัวเรื่อง “Thailand Gears Up forand Unusually Consequential Election” เขียนไว้เมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา และสำนักข่าว“Next News” โดยมี“ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์” อดีตผู้ก่อตั้ง“สำนักข่าวอิศรา”เป็นหัวเรือใหญ่ ได้นำมาเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์เมื่อวานนี้
นายโจชัว เคอร์ลันต์ซิก ผู้นี้เป็นนักวิเคราะห์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สังกัด“Council on Foreign Relations” หรือสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรคลังสมอง (Think Tank) อิสระและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของสหรัฐอเมริกา โดยเนื้อหาใหญ่ใจความของบทวิเคราะห์ ได้ชี้ว่าในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นตัวตัดสินบนทางสองแพร่งระหว่าง“ความขัดแย้งแตกแยกของคนในชาติ” กับ“อนาคตที่รุ่งโรจน์ของการปฏิรูปที่ยั่งยืน”นั้น ประเทศไทยจะไปในทิศทางไหน
บทวิเคราะห์ของ“เคอร์ลันต์ซิก” ซึ่งปูมหลังเป็นนักข่าวชาวอเมริกันจากเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา และเคยเป็นคอลัมนิสต์นิตยสาร“Time” ระบุว่า พรรคประชาชนเป็นพรรคปฏิรูปก้าวหน้าที่ได้รับแรงหนุนอย่างมากจากคนหนุ่มสาวไทย และชี้ว่า ผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ชัยชนะของพรรคประชาชนจะไม่เป็นที่ยอมรับในสายตาของกองทัพและกลุ่มอำนาจนิยม และหากความขัดแย้งบานปลาย อาจจะนำไปสู่การประท้วงและการจลาจลในวงกว้างของประชาชนคนไทยอีกครั้ง
ทั้งนี้ “โจชัว เคอร์ลันต์ซิก” ด้อยค่าว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นผู้นำรัฐบาลรักษาการที่ค่อนข้างอ่อนแอ โดยที่พรรคภูมิใจไทยมีสส.เพียง 71 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และยังโยงสถานการณ์สงคราม“ไทย-กัมพูชา”กล่าวหากองทัพไทยว่า ได้จุดประกายความรู้สึกชาตินิยมและความรู้สึกนิยมทหารในประเทศไทย ที่ฝ่ายกองทัพอาจจงใจยืดเยื้อความขัดแย้งเพื่อกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยและพรรคอื่นๆ ที่นิยมทหาร
“แคมเปญหาเสียงของนายอนุทินได้ใช้ประโยชน์จากกระแสชาตินิยมที่เพิ่มขึ้น และการสนับสนุนกองทัพ เพื่อวางตำแหน่งพรรคภูมิใจไทยและตัวเขาเองว่าเหมาะสมที่สุดในการทำงานในสภาเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอของประเทศ” นายโจชัว เคอร์ลันต์ซิก วิเคราะห์เป็นตุเป็นตะ และว่าแม้จะมีความพยายามสร้างพลังหนุนจากกระแสรวมใจคนในชาติในช่วงสงคราม“ไทย-กัมพูชา” แต่ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดบ่งชี้ว่า พรรคประชาชนมีคะแนนนำมากกว่าพรรคภูมิใจไทยถึงสองเท่า
นอกจากนั้น นายโจชัว เคอร์ลันต์ซิก ยังวิเคราะห์ไว้ในบทความเหมือนจะพูดแทนใจพรรคประชาชนที่มีชนักติดหลังเรื่อง“มีทหารไว้ทำไม-รบไปก็ไม่ชนะ” จนทำให้ถูกประชาชนต่อต้านระหว่างหาเสียงในพื้นที่ว่า “คนไทยจำนวนมากรู้สึกผิดหวังกับปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำสูง เศรษฐกิจอ่อนแอ และกองทัพที่ทรงอำนาจเกินยุคสมัย แม้ในสถานการณ์สงครามคนไทยก็ยังคงแสวงหาการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ”
และอีกสามย่อหน้าถัดจากนี้ ที่เป็นบทวิเคราะห์ในลักษณะ“เสี้ยม”ของนายโจชัว เคอร์ลันต์ซิก เพื่อให้ประชาชนคนไทยเกิดความขัดแย้งแตกแยก หากผลการเลือกตั้งในวันที่ 8กุมภาพันธ์นี้ไม่เป็นคุณต่อพรรคประชาชน
“ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะนำพาประเทศไทยไปสู่สองเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าพรรคประชาชนได้รับชัยชนะ จากการกวาดที่นั่ง สส.เข้ามาได้จำนวนมากหรือได้รับเสียงข้างมากเด็ดขาด และมีโอกาสแรกในการจัดตั้งรัฐบาลผสม การต่อสู้ทางการเมืองครั้งประวัติศาสตร์คาดว่าจะเกิดขึ้น ต่างจากปี 2566 ซึ่งแม้ว่า สว.จะไม่มีบทบาทในการเลือกนายกรัฐมนตรี ที่จะขจัดอุปสรรคเดิมในการจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายหัวก้าวหน้าก็ตาม แต่ก็ยังมีอำนาจตุลาการ หรือการรัฐประหาร ซึ่งไม่เคยถูกตัดออกไปจากสมการการเมืองไทยเท่านั้น ที่จะสามารถสกัดกั้นรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคประชาชนได้ การเข้าแทรกแซงเช่นนี้อาจนำไปสู่ความไม่สงบในวงกว้าง และการประท้วงที่อาจรุนแรง ซึ่งจะบั่นทอนเศรษฐกิจต่อไป และอาจผลักดันคนหนุ่มสาวที่มีความสามารถจำนวนมากให้ย้ายออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ซ้ำเติมประเทศไทยที่มีภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว”
“หากพรรคภูมิใจไทยได้รับแรงหนุนอย่างมากจากสถานการณ์สงครามและทำผลงานได้ดีกว่าผลสำรวจปัจจุบัน รัฐบาลผสมที่นำโดยกลุ่มนิยมทหารน่าจะเข้ามาควบคุมรัฐสภาชุดต่อไป นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี และจะต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลในการรักษาบทบาทที่ทรงอิทธิพลของกองทัพ และแม้ว่าผลลัพธ์นี้จะสร้างความพึงพอใจให้กับกลุ่มชนชั้นนำและกองทัพ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ประเทศไทยมีเสถียรภาพ หรือดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถไว้ได้มากนัก”
“แน่นอนว่าในสถานการณ์ที่พรรคภูมิใจไทยและพันธมิตรนิยมทหารได้รับชัยชนะ การประท้วงขนาดใหญ่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่า แต่คนหนุ่มสาวไทยจำนวนมากอาจ “ยอมแพ้” ต่ออนาคตอันใกล้ของประเทศ และมองหาโอกาสการทำงานและการสร้างชีวิตใหม่ในที่อื่นในเอเชียหรือประเทศอื่นทั่วโลก ท้ายที่สุดแล้ว ประเทศไทยกำลังเผชิญกับเส้นทางที่แคบไปสู่การเติบโต ความรุ่งเรือง และธรรมาภิบาลที่มีเสถียรภาพ การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นทางแยกที่สำคัญ โดยราชอาณาจักรกำลังอยู่ระหว่างความต้องการปฏิรูปที่ก้าวหน้า กับอำนาจที่ฝังรากลึกของสถาบันทหารและกลุ่มอำนาจนิยม”
อ่านบทวิเคราะห์นี้ทั้งหมดแล้ว ก็คงจะพูดได้ว่า ฝรั่งมังค่าสัญชาติอเมริกันผู้นี้เป็นกระบอกเสียงให้พรรคประชาชน และถ้าประชาชนคนไทยไม่ตื่นรู้ ไปเทคะแนนเลือกพรรคประชาชนเข้าสภาฯจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พูดได้คำเดียวว่าไม่ใช่“เรือหาย” แต่“ฉิบหายแน่”
เพราะรัฐบาลของพรรคประชาชน ที่พยายามปลุกกระแสว่าเป็น“รัฐบาลประชาชน” จะกลายเป็นรัฐบาลเมืองขึ้นของสหรัฐอเมริกาโดยปริยาย !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ทำเนียบฯลงตัว! อนุทิน จ่อตั้ง อรรถพล-เพิ่มพูน นั่งที่ปรึกษานายกฯ
บางจากแจงชัด! ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องคลังน้ำมันสุราษฎร์ฯ ที่เป็นข่าว ยันการรับจ่ายน้ำมันเป็นไปตามมาตรฐาน
ช่องจอมร้อน ทหารกัมพูชาเริ่มยั่วยุ ทัพบกเร่งเสริมกำลัง
ครม.นัดพิเศษ อาจมีหารือเรื่องวิกฤตน้ำมัน เหตุเรื่องเร่งด่วน พร้อมถกเตรียมแถลงนโยบาย
ปัตตานีระทึก พบวัตถุต้องสงสัยซ่อนไว้ในแท่งแบริเออข้างถนน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี