วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
นับถอยหลังอีก 5 วันก็จะได้รู้กันว่า ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พรรคการเมืองไหนจะได้ สส.มากเป็นอันดับหนึ่ง และก็จะได้รู้ว่า ผลการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญนั้น ประชาชนคนไทย โดยเฉพาะคนไทย 16.82 ล้านเสียงที่ลงประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จะยอมให้มีการฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อนำไปสู่การยกร่างฉบับใหม่ในการสนองประโยชน์นักการเมืองหรือไม่
สำหรับผลการเลือกตั้ง สส.นั้น แม้ว่าโพลจากทุกสำนักจะมีผลสำรวจออกมาว่า พรรคประชาชนจะได้จำนวน สส.มากเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งหากใช้เกณฑ์ของ“นิด้าโพล”ที่เปิดเผยผลสำรวจออกมามาล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมาจากระบบแบ่งเขตร้อยละ 33.56 และระบบบัญชีรายชื่อร้อยละ34.20 ก็พอจะประเมินได้ว่า พรรคประชาชนน่าจะได้ สส.ประมาณ150-170 คน คือได้ไม่ถึง 250 คน อันเท่ากับปิดประตูตายได้เลยว่าหมดโอกาสเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
แต่โอกาสจะเป็นของพรรคภูมิใจไทย แม้ผลการสำรวจของโพลทุกสำนักจะมีตัวเลขออกมาว่า จะได้รับเลือกเป็นอันดับสองด้วยเหตุที่พรรคภูมิใจไทย“มีมิตรทางการเมือง”มากกว่าพรรคประชาชน และจากการการเปิดเผยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ประกาศกลาง“รายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ”เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ ถึงกับสวนกระแสผลสำรวจของโพลทุกสำนักด้วยความมั่นใจว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้รับเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า “ผมประเมินสูง”ทั้งนี้ พิธีกรถามย้ำว่า “มากกว่า 180 เก้าอี้อีกหรือ” คือมากกว่าจำนวนที่มีการประเมินไว้ นายอนุทินตอบว่า “หากพูดจะมีคนโจมตีหาว่าเราเว่อร์ไป สังคมไทยเป็นสังคมที่หมั่นไส้ง่าย” ส่วนจะได้เกิน 200 ที่นั่งเลยหรือไม่นั้น นายอนุทินบอก “นั่นเป็นเป้าหมาย” และว่า “พ่อผมสอนตั้งแต่เด็กว่าไปแข่งขันอะไรพยายามให้เป็นที่หนึ่ง อย่าเป็นที่สอง เพราะเป็นที่สองคนจะลืม”
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ มีบทวิเคราะห์ของฝรั่งตะวันตกสัญชาติอเมริกัน ชื่อนายโจชัว เคอร์ลันต์ซิก (Joshua Kurlantzick) เขียนไว้อย่างมีนัยสำคัญน่าสนใจ ซึ่งเมื่ออ่านบทวิเคราะห์ชิ้นนี้แล้ว ก็รู้ได้ว่ากำลังหนุนหลังพรรคประชาชน จากบทวิเคราะห์เป็นภาษาอังกฤษในหัวเรื่อง “Thailand Gears Up forand Unusually Consequential Election” เขียนไว้เมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา และสำนักข่าว“Next News” โดยมี“ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์” อดีตผู้ก่อตั้ง“สำนักข่าวอิศรา”เป็นหัวเรือใหญ่ ได้นำมาเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์เมื่อวานนี้
นายโจชัว เคอร์ลันต์ซิก ผู้นี้เป็นนักวิเคราะห์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สังกัด“Council on Foreign Relations” หรือสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรคลังสมอง (Think Tank) อิสระและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของสหรัฐอเมริกา โดยเนื้อหาใหญ่ใจความของบทวิเคราะห์ ได้ชี้ว่าในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นตัวตัดสินบนทางสองแพร่งระหว่าง“ความขัดแย้งแตกแยกของคนในชาติ” กับ“อนาคตที่รุ่งโรจน์ของการปฏิรูปที่ยั่งยืน”นั้น ประเทศไทยจะไปในทิศทางไหน
บทวิเคราะห์ของ“เคอร์ลันต์ซิก” ซึ่งปูมหลังเป็นนักข่าวชาวอเมริกันจากเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา และเคยเป็นคอลัมนิสต์นิตยสาร“Time” ระบุว่า พรรคประชาชนเป็นพรรคปฏิรูปก้าวหน้าที่ได้รับแรงหนุนอย่างมากจากคนหนุ่มสาวไทย และชี้ว่า ผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ชัยชนะของพรรคประชาชนจะไม่เป็นที่ยอมรับในสายตาของกองทัพและกลุ่มอำนาจนิยม และหากความขัดแย้งบานปลาย อาจจะนำไปสู่การประท้วงและการจลาจลในวงกว้างของประชาชนคนไทยอีกครั้ง
ทั้งนี้ “โจชัว เคอร์ลันต์ซิก” ด้อยค่าว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นผู้นำรัฐบาลรักษาการที่ค่อนข้างอ่อนแอ โดยที่พรรคภูมิใจไทยมีสส.เพียง 71 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และยังโยงสถานการณ์สงคราม“ไทย-กัมพูชา”กล่าวหากองทัพไทยว่า ได้จุดประกายความรู้สึกชาตินิยมและความรู้สึกนิยมทหารในประเทศไทย ที่ฝ่ายกองทัพอาจจงใจยืดเยื้อความขัดแย้งเพื่อกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยและพรรคอื่นๆ ที่นิยมทหาร
“แคมเปญหาเสียงของนายอนุทินได้ใช้ประโยชน์จากกระแสชาตินิยมที่เพิ่มขึ้น และการสนับสนุนกองทัพ เพื่อวางตำแหน่งพรรคภูมิใจไทยและตัวเขาเองว่าเหมาะสมที่สุดในการทำงานในสภาเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอของประเทศ” นายโจชัว เคอร์ลันต์ซิก วิเคราะห์เป็นตุเป็นตะ และว่าแม้จะมีความพยายามสร้างพลังหนุนจากกระแสรวมใจคนในชาติในช่วงสงคราม“ไทย-กัมพูชา” แต่ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดบ่งชี้ว่า พรรคประชาชนมีคะแนนนำมากกว่าพรรคภูมิใจไทยถึงสองเท่า
นอกจากนั้น นายโจชัว เคอร์ลันต์ซิก ยังวิเคราะห์ไว้ในบทความเหมือนจะพูดแทนใจพรรคประชาชนที่มีชนักติดหลังเรื่อง“มีทหารไว้ทำไม-รบไปก็ไม่ชนะ” จนทำให้ถูกประชาชนต่อต้านระหว่างหาเสียงในพื้นที่ว่า “คนไทยจำนวนมากรู้สึกผิดหวังกับปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำสูง เศรษฐกิจอ่อนแอ และกองทัพที่ทรงอำนาจเกินยุคสมัย แม้ในสถานการณ์สงครามคนไทยก็ยังคงแสวงหาการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ”
และอีกสามย่อหน้าถัดจากนี้ ที่เป็นบทวิเคราะห์ในลักษณะ“เสี้ยม”ของนายโจชัว เคอร์ลันต์ซิก เพื่อให้ประชาชนคนไทยเกิดความขัดแย้งแตกแยก หากผลการเลือกตั้งในวันที่ 8กุมภาพันธ์นี้ไม่เป็นคุณต่อพรรคประชาชน
“ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะนำพาประเทศไทยไปสู่สองเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าพรรคประชาชนได้รับชัยชนะ จากการกวาดที่นั่ง สส.เข้ามาได้จำนวนมากหรือได้รับเสียงข้างมากเด็ดขาด และมีโอกาสแรกในการจัดตั้งรัฐบาลผสม การต่อสู้ทางการเมืองครั้งประวัติศาสตร์คาดว่าจะเกิดขึ้น ต่างจากปี 2566 ซึ่งแม้ว่า สว.จะไม่มีบทบาทในการเลือกนายกรัฐมนตรี ที่จะขจัดอุปสรรคเดิมในการจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายหัวก้าวหน้าก็ตาม แต่ก็ยังมีอำนาจตุลาการ หรือการรัฐประหาร ซึ่งไม่เคยถูกตัดออกไปจากสมการการเมืองไทยเท่านั้น ที่จะสามารถสกัดกั้นรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคประชาชนได้ การเข้าแทรกแซงเช่นนี้อาจนำไปสู่ความไม่สงบในวงกว้าง และการประท้วงที่อาจรุนแรง ซึ่งจะบั่นทอนเศรษฐกิจต่อไป และอาจผลักดันคนหนุ่มสาวที่มีความสามารถจำนวนมากให้ย้ายออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ซ้ำเติมประเทศไทยที่มีภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว”
“หากพรรคภูมิใจไทยได้รับแรงหนุนอย่างมากจากสถานการณ์สงครามและทำผลงานได้ดีกว่าผลสำรวจปัจจุบัน รัฐบาลผสมที่นำโดยกลุ่มนิยมทหารน่าจะเข้ามาควบคุมรัฐสภาชุดต่อไป นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี และจะต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลในการรักษาบทบาทที่ทรงอิทธิพลของกองทัพ และว่าแม้ว่าผลลัพธ์นี้จะสร้างความพึงพอใจให้กับกลุ่มชนชั้นนำและกองทัพ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ประเทศไทยมีเสถียรภาพ หรือดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถไว้ได้มากนัก”
“แน่นอนว่าในสถานการณ์ที่พรรคภูมิใจไทยและพันธมิตรนิยมทหารได้รับชัยชนะ การประท้วงขนาดใหญ่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่า แต่คนหนุ่มสาวไทยจำนวนมากอาจ “ยอมแพ้” ต่ออนาคตอันใกล้ของประเทศ และมองหาโอกาสการทำงานและการสร้างชีวิตใหม่ในที่อื่นในเอเชียหรือประเทศอื่นทั่วโลก ท้ายที่สุดแล้ว ประเทศไทยกำลังเผชิญกับเส้นทางที่แคบไปสู่การเติบโต ความรุ่งเรือง และธรรมาภิบาลที่มีเสถียรภาพ การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นทางแยกที่สำคัญ โดยราชอาณาจักรกำลังอยู่ระหว่างความต้องการปฏิรูปที่ก้าวหน้า กับอำนาจที่ฝังรากลึกของสถาบันทหารและกลุ่มอำนาจนิยม”
อ่านบทวิเคราะห์นี้ทั้งหมดแล้ว ก็คงจะพูดได้ว่า ฝรั่งมังค่าสัญชาติอเมริกันผู้นี้เป็นกระบอกเสียงให้พรรคประชาชน และถ้าประชาชนคนไทยไม่ตื่นรู้ ไปเทคะแนนเลือกพรรคประชาชนเข้าสภาฯจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พูดได้คำเดียวว่าไม่ใช่“เรือหาย” แต่“ฉิบหายแน่”
เพราะรัฐบาลของพรรคประชาชน ที่พยายามปลุกกระแสว่าเป็น“รัฐบาลประชาชน” จะกลายเป็นรัฐบาลเมืองขึ้นของสหรัฐอเมริกาโดยปริยาย !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

เกรียงยศ-ทินกร-สมเกียรติ ผนึกกำลังภท. ลั่นกลองรบปักธงชัยมีนบุรี-หนองจอก!
ซ้อมใหญ่งานเกียรติยศทหารกล้า ขนทัพศิลปินเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก ณ อนุสาวรีย์ชัยฯ
สุวินัย ชำแหละ ไอซ์ ไม่ใช่วีรสตรี แต่คือ อวัยวะ ที่พรรคส้มใช้ปั่นกระแสโกรธแค้น
ชูวิทย์ แฉยับนิทานนางฟ้า ปากบอกช่วยผู้ประกันตน แต่บอร์ดตัวเองโหวตขึ้นเงินสมทบ 875 บาท
ปู กนกวรรณ เคลื่อนไหว! ตกใจ น้องปราย ลูกสาวโทรหาถี่มาก เล่าหมดทุกเรื่องในชีวิต

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี